เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 งานชุมนุมบทกวีต้อนรับฤดูหนาว (1)

บทที่ 27 งานชุมนุมบทกวีต้อนรับฤดูหนาว (1)

บทที่ 27 งานชุมนุมบทกวีต้อนรับฤดูหนาว (1)


บรรยากาศภายในงานชุมนุมบทกวีเงียบกริบลงทันตา ทุกคนที่กำลังถือจอกสุราค้างไว้ต่างพากันชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เด็กชายตัวน้อยที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนเก้าอี้

แววตาของผู้คนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วหันกลับไปมองเด็กชายจอมป่วนอีกครั้ง

แต่สุดท้าย...

สายตาทุกคู่ก็วนกลับมาหยุดที่ซูฉางอัน

แม้ว่าเสียงตะโกนของซูจ้าวซินจะเป็นต้นเหตุของความมึนงง

แต่ต้นตอของเรื่อง... มันก็มาจากคุณหนูใหญ่ซูไม่ใช่หรือ!

ผู้อาวุโสอุตส่าห์ให้เกียรติดื่มคารวะ แต่กลับปฏิเสธ นี่มันผิดธรรมเนียมอย่างแรง!

แถมผู้อาวุโสท่านนี้ก็เป็นคนเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบประเพณีเป็นที่สุด

หลายคนเริ่มขมวดคิ้ว มองดูปราชญ์ชราบนเวที แล้วหันมามองซูฉางอันด้วยความกังวล เกรงว่านางจะโดนด่าต่อหน้าธารกำนัล

เพราะกิตติศัพท์ของปราชญ์ชราท่านนี้ไม่ธรรมดา ขนาดท่านราชครูซูยังเคยโดนท่านชี้หน้าด่ามาแล้ว

ตอนนี้ในบรรดาทุกคน เล่อจงเจี๋ยกำลังลิงโลดสุดขีด!

เขาคิดในใจว่าเมื่อกี้เจ้าใช้มุก 'แพ้ทุกอย่าง' มาหักหน้าข้า ตอนนี้ดันโง่บรม ใช้มุกเดิมกับผู้อาวุโสอีก

ไม่เคยเรียนหนังสือมาหรือ!!

รู้จักกาลเทศะบ้างหรือไม่!!

ข่าวลือที่ว่าเป็นสาวชาวบ้านป่าคงจะจริงสินะ มารยาททรามยิ่งกว่าสาวชาวบ้านซะอีก!!

เตรียมตัวโดนด่าให้อายจนแทรกแผ่นดินหนีได้เลย!

ยิ่งคิด เล่อจงเจี๋ยก็ยิ่งสะใจ เฝ้ารอวินาทีที่ปราชญ์ชราจะระเบิดอารมณ์ออกมา

ปราชญ์ชราปรายตามองซูจ้าวซินแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตามาที่ซูฉางอัน ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ

“ซูฉางอันหรือ?”

ซูฉางอันเองก็เพิ่งได้สติจากการกระทำของซูจ้าวซินผู้มีทักษะทางสังคมสูงส่งจนน่าตกใจ

พอตั้งสติได้ก็เห็นสายตาประชาชีจ้องมองมาเป็นตาเดียว

แถมเจ้าตัวแสบยังยืนยืดอกอยู่บนเก้าอี้ ส่งสายตาภาคภูมิใจมาให้ ประมาณว่า 'วางใจเถอะ ข้าจัดการให้แล้ว!'

ทำเอาซูฉางอันอยากจะจับเจ้าเด็กนี่มาฟาดก้นสักป้าบให้หายหมั่นไส้

เมื่อเห็นปราชญ์ชราเอ่ยถาม ซูฉางอันที่ได้รับข้อมูลมาจากซูหลินหานแล้วว่าท่านผู้นี้คือใคร จึงประสานมือคารวะแล้วตอบอย่างนอบน้อม “เจ้าค่ะ”

ปราชญ์ชรามองซูฉางอันทำความเคารพก็รับไหว้ แล้วเอ่ยถาม “เมื่อวานข้าได้สนทนากับบิดาของเจ้า ได้ยินว่าตอนที่เจ้าสอนน้องสาว เจ้าพูดประโยคหนึ่งว่า 'อ่านหนังสือแตกฉานหมื่นเล่ม ยามจรดพู่กันดุจมีเทพเจ้ามาดลใจ' ใช่หรือไม่?”

ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าจู่ๆ ท่านผู้เฒ่าจะมาถามเรื่องนี้ จึงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ขออภัยท่านผู้เฒ่าเจ้าค่ะ วันนั้นข้าเห็นน้องสาวโดนท่านอาจารย์ตีมือจนบวม แต่ยังต้องฝืนทนเจ็บคัดหนังสือ ข้าจึงพูดประโยคนั้นออกไป เพียงเพราะอยากให้น้องตั้งใจอ่านหนังสือจริงๆ ไม่ใช่ทนเจ็บคัดไปส่งๆ เจ้าค่ะ”

ปราชญ์ชราถามต่อ “คำว่า 'แตกฉาน' ในความหมายของเจ้าคืออะไร?”

ซูฉางอันตอบ “อ่านอย่างลึกซึ้งเจ้าค่ะ”

ปราชญ์ชราถามอีก “แล้ว 'อ่านอย่างลึกซึ้ง' คืออย่างไร?”

ซูฉางอันตอบ “ดื่มด่ำ ไตร่ตรองและตกผลึกทางความคิดเจ้าค่ะ”

จู่ๆ ปราชญ์ชราที่ทำหน้านิ่งมาตลอดก็ยิ้มออกมา “ประเสริฐ!”

ผู้คนในงานได้ฟังบทสนทนาถามตอบระหว่างซูฉางอันและปราชญ์ชรา จนมาถึงรอยยิ้มสุดท้ายของท่านผู้เฒ่า ต่างพากันมองหน้ากันด้วยความทึ่ง

ทุกคนเริ่มครุ่นคิดตาม

คนที่มาร่วมงานในวันนี้ ไม่ว่าจะมาด้วยจุดประสงค์ใด ล้วนเป็นบัณฑิตที่มีความรู้

ต่างคนต่างขบคิดประโยค “อ่านหนังสือแตกฉานหมื่นเล่ม ยามจรดพู่กันดุจมีเทพเจ้ามาดลใจ” และบทสนทนาเมื่อครู่

สายตาที่มองซูฉางอันเปลี่ยนไป จากความชื่นชมในรูปลักษณ์ กลายเป็นความเคารพในสติปัญญา

ส่วนเรื่องที่จะโดนด่า... ไม่มีใครคิดถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว

ฝ่ายเล่อจงเจี๋ยที่รอสมน้ำหน้า พอเห็นปราชญ์ชรายิ้มก็รู้ทันทีว่าซูฉางอันรอดตัวไปได้ แถมยังได้หน้าอีกต่างหาก ความโกรธแค้นจึงพุ่งขึ้นสมอง!

ปราชญ์ชรามองซูฉางอันแล้วเอ่ยต่อ “ที่ข้าดื่มสุราคารวะก็เพื่อเป็นการเปิดงาน กฎเกณฑ์มีไว้เพื่อความเป็นระเบียบ แต่คนเรามีพันหมื่น ร่างกายความคิดย่อมแตกต่าง ในเมื่อเจ้าแพ้สุราและน้ำชาก็ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มตามข้า... คำว่า 'มารยาท' มีไว้เพื่อจัดระเบียบสังคม ไม่ใช่เพื่อเบียดเบียนผู้คน”

พูดจบ ท่านผู้เฒ่าก็ผายมือให้ซูฉางอันนั่งลง

ซูฉางอันคารวะขอบคุณ แล้วกลับไปนั่งที่

จากนั้นปราชญ์ชราก็หันไปพูดกับทุกคนในงาน “ประโยคที่ว่า 'อ่านหนังสือแตกฉานหมื่นเล่ม ยามจรดพู่กันดุจมีเทพเจ้ามาดลใจ' และบทสนทนาเมื่อครู่ ข้าขอฝากให้พวกเจ้าทุกคนนำไปขบคิด มันจะมีประโยชน์ต่อการศึกษาของพวกเจ้าอย่างแน่นอน”

ทุกคนลุกขึ้นประสานมือ “น้อมรับคำสั่งสอนของท่านอาจารย์”

ปราชญ์ชราพยักหน้าเบาๆ “ข้าไม่ใช่คนพูดมาก เพราะฉะนั้นจะขอเข้าเรื่องเลย หัวข้อการประชันบทกวีในค่ำคืนนี้คือ 'ราตรี' ขอให้บัณฑิตทุกท่านแสดงความสามารถให้เต็มที่ มีเวลาถมเถ คิดให้รอบคอบ เมื่อแต่งเสร็จแล้วให้มอบแก่สาวใช้ข้างกายพวกเจ้า”

สิ้นเสียงประกาศ...

สาวใช้ก็เดินถือถาดอุปกรณ์เครื่องเขียนมาวางให้ที่โต๊ะของทุกคนทันที

“พอเขียนเสร็จ บทกวีจะถูกส่งไปให้กรรมการทั้งสามท่านพิจารณา แล้วจะมีการอ่านออกเสียงให้ทุกคนได้ร่วมวิจารณ์ สุดท้ายจะคัดเลือกบทกวีที่ดีที่สุด เพื่อมอบตำแหน่งยอดกวีประจำค่ำคืนนี้เจ้าค่ะ” ซูหลินหานอธิบายให้ซูฉางอันฟัง

ซูฉางอันพยักหน้า แต่ใจไม่ได้อยู่ที่การแต่งกลอน

สายตาของเขาจับจ้องไปที่ซูจ้าวซิน

เจ้าตัวแสบนั่งอยู่บนเก้าอี้ ส่งสายตาปิ๊งๆ มาให้ เหมือนจะบอกว่า 'ชมข้าสิ! ชมข้าเร็วเข้า!'

ซูฉางอันมองเจ้าเด็กนี่แล้วพูดว่า “เจ้าไปยืนตรงมุมโน้นดีหรือไม่...”

ซูจ้าวซินงง มองไปตามนิ้วของซูฉางอัน มันคือมุมมืดหลังฉากกั้น

ถึงจะไม่มืดตึ๊ดตื๋อเพราะมีโคมไฟ แต่... เหตุใดข้าต้องไปยืนตรงนั้นด้วย!

ซูจ้าวซินถาม “เหตุใด?”

ซูฉางอันตอบหน้าตาย “ข้าแพ้เจ้า”

ซูจ้าวซินยังตามไม่ทัน

แต่...

เพียะ!!

ซูหว่านเอ๋อร์ทนไม่ไหว ตบกะโหลกพี่ชายไปหนึ่งที แล้วชี้ไปที่มุมมืดโดยไม่พูดอะไรสักคำ พร้อมส่งสายตาพิฆาต

ซูจ้าวซินลูบหัวปอยๆ อยากจะถามน้องสาวว่าเจ็บมือหรือไม่ แต่เห็นสายตาอำมหิตของน้องก็เม้มปากแน่น บ่นอุบอิบแล้วเดินคอตกไปที่มุมห้อง

เดินไปได้สองก้าว หันกลับมามองตาละห้อย อ้าปากจะพูด แต่ก็เปลี่ยนใจเดินต่อ

ซูหว่านเอ๋อร์ถลึงตามองตามหลังพี่ชาย แล้วหันกลับมาหาซูฉางอัน

ซูฉางอันถามด้วยรอยยิ้ม “เจ็บมือหรือไม่?”

ซูหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้า “ไม่เจ็บเจ้าค่ะ”

ซูฉางอันยิ้ม แล้วเอื้อมมือไปนวดมือเล็กๆ ของนางเบาๆ มือแดงช้ำถึงเพียงนี้ จะไม่เจ็บได้อย่างไร

ขณะนั้นเยี่ยนหรูอวี้ก็กระซิบข้างหูซูฉางอัน “ของกินพวกนี้ข้าตรวจสอบหมดแล้ว ไม่มีพิษ กินได้ สุรากับชาก็ปลอดภัย คุณหนูหลินหานดื่มได้ แต่ท่าน 'แพ้' อยู่ คงดื่มที่นี่ไม่ได้ ข้าเลยขอน้ำเปล่ามาให้ เดี๋ยวข้าจะลองยาให้ก่อน ถ้าไม่มีพิษท่านค่อยดื่ม”

ซูฉางอันหันไปมองเยี่ยนหรูอวี้

เขาไม่ได้ถามว่านางตรวจสอบตอนไหน เพราะระดับจอมยุทธ์ขั้นแปด เรื่องแค่นี้คงง่ายเหมือนปอกกล้วย

แต่...

ซูฉางอันขมวดคิ้วเล็กน้อย อยากจะบ่นสักหน่อย แต่พอหันไปเห็นซูหลินหานและซูหว่านเอ๋อร์ที่นั่งหิวเพราะรอเขาก็ถอนหายใจ

“ขอบใจนะ”

จากนั้นก็อนุญาตให้ซูหลินหานและซูหว่านเอ๋อร์กินได้

ทั้งสองแปลกใจแต่ก็ไม่ถาม และจริงๆ ก็ยังไม่หิวเท่าไหร่ เลยยังไม่กิน

แต่ซูฉางอัน...

หิวไส้กิ่วแล้ว!!

อุตส่าห์กินมาตอนบ่าย แต่นั่งรถม้านาน นั่งรอนาน ของเก่ามันย่อยหมดแล้ว!

แถมอาหารตรงหน้าก็หอมฉุย แล้วเมื่อกี้ตอนคุยกับปราชญ์ชรา ท้องก็ดันร้องประท้วงออกมาทีหนึ่ง

แต่ซูฉางอันคิดว่าคงไม่มีใครได้ยิน เลยทำเนียน

ในเมื่อเยี่ยนหรูอวี้คอนเฟิร์มว่าปลอดภัย งั้นก็ลุยโลด!

เยี่ยนหรูอวี้มองซูฉางอันกินอย่างเอร็ดอร่อย แล้วยิ้มจาง

คนอื่นไม่ได้ยิน แต่ข้าได้ยินเสียงท้องท่านร้องชัดแจ๋วเลยเจ้าค่ะ

นางจึงยอมผิดคำสั่งซูฉางอันที่ห้ามลองยา เพื่อความสบายใจของเขา

แต่นึกถึงตอนที่ซูฉางอันทำหน้าดุใส่...

นางก็นึกย้อนไปถึงเมื่อวานซืน

ตอนที่ซูฉางอันถามว่านางลองยาให้ได้หรือไม่

นางตอบตกลงทันที

เพราะหน้าที่ของนางคือปกป้องซูฉางอัน

ต้องให้แน่ใจว่าเขาปลอดภัย

แต่ซูฉางอันกลับปฏิเสธ 'ไม่ได้ๆ ข้าไม่ให้เจ้าลองยา ข้าอดเอาดีกว่า'

เยี่ยนหรูอวี้แย้ง 'ไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ข้ามีลมปราณคุ้มกัน ขับพิษได้'

แต่ซูฉางอันส่ายหน้า 'ไม่ได้! เป็นคนเหมือนกัน จะให้เจ้ามาเสี่ยงแทนข้าได้อย่างไร พ่อแม่เจ้ารู้เข้าคงปวดใจแย่'

ประโยคเหล่านั้น... ยังคงดังก้องอยู่ในใจเยี่ยนหรูอวี้จนถึงตอนนี้

งานชุมนุมเริ่มขึ้นแล้ว

ภายในห้องโถงใหญ่ด้านนอกภัตตาคาร ผู้คนนั่งกันเต็มทุกโต๊ะ!

แม้แต่ด้านนอกบนถนนก็มีผู้คนเนืองแน่น

“เริ่มแล้ว!! งานเริ่มแล้ว ทุกคนเริ่มแต่งกลอนกันแล้ว!” เสี่ยวเอ้อวิ่งหน้าตื่นออกมาประกาศ

เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่

ในที่สุดก็เริ่มสักที!

“มีบทกวีเด็ดๆ ออกมาหรือยัง?” มีคนตะโกนถาม

“ใจเย็นสิพี่ชาย เพิ่งจะเริ่มเอง ต้องรอหน่อย” เพื่อนข้างๆ ปราม

รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของผู้คนรอบข้าง แต่ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย เพราะอย่างไรก็ตาม การรวมตัวของนักกวีในช่วงต้นฤดูหนาวประจำปีและการรวมตัวของนักกวีในเทศกาลโคมไฟ ย่อมจะก่อให้เกิดผลงานที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่บัณฑิตเหล่านี้ที่ไม่ได้เข้าร่วมต่างตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

เสี่ยวเอ้อสูดหายใจลึก แล้วประกาศต่อ “แต่มีบทสนทนาระหว่างท่านอาจารย์เหยากับคุณหนูซูฉางอัน แล้วก็... มีคนได้ยินมาว่าตอนอยู่บ้าน คุณหนูซูสอนน้องสาวด้วยประโยคที่ว่า 'อ่านหนังสือแตกฉานหมื่นเล่ม ยามจรดพู่กันดุจมีเทพเจ้ามาดลใจ'!”

สิ้นเสียงประกาศ...

ทุกคนหันขวับมาจ้องเสี่ยวเอ้อเป็นตาเดียว

เสี่ยวเอ้อเล่าบทสนทนาถามตอบระหว่างปราชญ์ชรากับซูฉางอันให้ฟังอย่างละเอียด

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ...

ก่อนจะระเบิดเสียงฮือฮาดังสนั่น!

“สุดยอด! แตกฉานหมื่นเล่ม ดุจมีเทพเจ้ามาดลใจ!! เถ้าแก่! ขอสุราเพิ่มอีกกา!”

“ดื่มด่ำ ไตร่ตรอง ตกผลึก... ลึกซึ้ง! ลึกซึ้งเกินไปแล้ว!”

“ถ้าอ่านหนังสือเช่นนั้น คงเหนื่อยแย่ แต่ถ้าไม่อ่านเช่นนั้นก็คงไม่เข้าถึงแก่นแท้จริงๆ”

“สวยหยาดฟ้า แถมยังมีปัญญาล้ำเลิศถึงเพียงนี้ ใครบังอาจปล่อยข่าวว่าเป็นสาวชาวบ้านป่า! น่าขำสิ้นดี!”

“พูดได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ข้าประเมินคุณหนูซูต่ำไปจริงๆ ทุกท่าน วันนี้ข้าเลี้ยงเอง!”

“สาวชาวบ้านที่ไหนจะมีความคิดลึกซึ้งถึงเพียงนี้! พวกปล่อยข่าวลือนี่มันใช้สมองส่วนไหนคิดกัน!”

“พี่จาง ท่านว่าระหว่างหลิวไป๋ซือกับคุณหนูซู ใครสวยกว่ากัน?”

“นางฟ้าตกสวรรค์กับเทพธิดาบนยอดเขา... มันเทียบกันไม่ได้หรอกสหายเอ๋ย”

“สมกับเป็นพี่จาง! พูดได้คมคาย! เอ้าชน!”

เถ้าแก่ภัตตาคารยืนยิ้มหน้าบานอยู่ที่ประตู ดีดลูกคิดในใจดังเปรี๊ยะๆ

มองลูกค้าเต็มร้าน ฟังเสียงสั่งสุราสั่งกับแกล้มไม่ขาดสาย

กำไรวันนี้... นอนมาเห็นๆ!

เรื่องงานกวีอะไรนั่นเป็นเรื่องของพวกบัณฑิต พ่อค้าอย่างเขาขอแค่เงินเข้ากระเป๋าก็พอ!

จะซึ้งจะกินใจแค่ไหน ไม่สน!

ขอแค่ให้มีเรื่องเด็ดๆ ออกมาเยอะๆ ยิ่งดี!!

ลูกค้าจะได้สั่งของเพิ่ม!

คิดได้ดังนั้นก็หันไปมองเสี่ยวเอ้อคนเก่ง... อืม หน่วยก้านดี ต้องตบรางวัลให้ซะหน่อย!

ความคิดให้เสี่ยวเอ้อคอยรายงานสดสถานการณ์ข้างในเป็นไอเดียของเจ้าเด็กนี่เอง!

ที่ชั้นสอง โต๊ะริมระเบียง ผู้คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชั้นดีเช่นเดียวกับโต๊ะอื่นๆ

ชายหนุ่มรูปงามนั่งดื่มสุราอยู่กับบัณฑิตวัยกลางคน

“เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว ฟังดูเข้าท่าดีนะ” ชายหนุ่มวางจอกสุราลง

บัณฑิตวัยกลางคนยิ้ม “ถ้าท่านซื่อจื่อยอมอ่านหนังสือเช่นนั้น ป่านนี้ท่านคงได้เข้าไปนั่งข้างในแล้ว ข้าเองก็คงได้เข้าไปเปิดหูเปิดตาด้วย”

ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าซื่อจื่อหัวเราะ “ท่านฝางพูดจาตัดพ้อข้าอีกแล้ว”

ท่านฝางยิ้ม ยกจอกสุราขึ้นดื่มเป็นการขออภัย

ซื่อจื่อดื่มตาม แล้วเอ่ยว่า “งามเหมือนเทพธิดาจันทร์เพ็ญจริงๆ เสียดาย... มีเจ้าของเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าคงไปแย่งชิงกับเสด็จพี่จักรพรรดินีสักตั้ง แต่ว่า... ซูฉางอันสวยและเก่งถึงเพียงนี้ จะเป็นสาวชาวบ้านจริงๆ หรือ? ขนาดชาวบ้านยังไม่เชื่อ แล้วข้าจะเชื่อลงได้อย่างไร”

หลังรินสุราเพิ่ม ท่านฝางส่ายหน้า “ท่านอ๋องแปดเสียหน้าไปครั้งหนึ่งแล้ว แถมยังโดนท่านราชครูซูแฉกลางที่ประชุมขุนนาง จนโดนไทเฮากับฝ่าบาทตำหนิ ท่านซื่อจื่ออย่าพูดเรื่องนี้ให้เข้าหูท่านอ๋องแปดเชียว เดี๋ยวจะโดนหางเลขไปด้วย ข้าช่วยไม่ได้นะ”

ซื่อจื่อหัวเราะ “ก็แค่สงสัยว่าท่านฝางอาจจะสืบข่าวผิดพลาด เลยลองถามดู”

ท่านฝางถอนหายใจ “คนที่รู้เรื่องนางจะเป็นฮองเฮามีไม่กี่คน สืบจากทุกคนแล้ว ข้อมูลตรงกันหมด ท่านซื่อจื่อคิดว่าข้าจะสืบผิดหรือ?”

ซื่อจื่อหัวเราะเบาๆ

ท่านฝางพูดต่อ “แต่ว่า... ภัตตาคารของซูจื่อเฟิงคืนนี้ดูท่าจะไม่สงบ สายข่าวรายงานว่าหามคนออกไปสี่คนแล้ว มีทั้งโดนวางยาและโดนลอบสังหาร... เฮ้อ... สารพัดวิธีที่จะฆ่าคน”

ซื่อจื่อมองลงไปข้างล่าง “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ เสด็จพี่จักรพรรดินีจะแต่งฮองเฮาก็ให้แต่งไปสิ จะแต่งกับสตรีก็แต่งไป เหตุใดต้องขัดขวางด้วย... ท่านพ่อก็ดี ไทเฮาก็ดี หรือคนอื่นๆ ก็ดี... จะขวางไปเพื่ออะไรกันนักกันหนา”

ท่านฝางยิ้ม “อาจจะไม่อยากให้ฝ่าบาทมีอำนาจตัดสินใจด้วยพระองค์เองกระมัง ใครจะไปรู้”

ซื่อจื่อเบะปาก “ท่านนี่มันจอมเจ้าเล่ห์ แผนโง่เขลาของพ่อข้ามาจากคนอื่นทั้งนั้น แต่แผนเด็ดๆ มาจากท่าน แต่ท่านชอบอมพะนำ ไม่ยอมบอกตรงๆ บอกว่าไม่รู้! คิดว่าข้าเชื่อหรือ!”

ท่านฝางยิ้มขื่น

จักรพรรดินีจะแต่งฮองเฮา...

ชายหรือหญิงสำคัญตรงไหน!

ตั้งแต่อดีต...

จักรพรรดิทงอู่ ผู้เก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋น ขยายดินแดนกว้างไกล แต่ดันชอบไม้ป่าเดียวกัน แต่งตั้งชายเป็นฮองเฮา... มีใครกล้าหือหรือไม่?

จักรพรรดิกานลู่ จักรพรรดิหญิงองค์แรกของต้าเซี่ย เด็ดขาดเหี้ยมหาญ แต่งตั้งสตรีเป็นฮองเฮา... มีใครกล้าคัดค้านหรือไม่?

แล้วเหตุใดตอนนี้...

ถึงมีแต่คนออกมาขวาง...

ก็เพราะไม่กลัว!

เห็นว่าเป็นจักรพรรดิใหม่ ฐานอำนาจยังไม่มั่นคงก็เลยรุมทึ้ง หวังจะแย่งชิงบัลลังก์กันตาเป็นมัน

แต่...

นี่ก็แค่ความคิดของเขา

คนอื่นคิดอย่างไร เขาไม่รู้

การเมืองเรื่องราวในราชสำนัก... ยากแท้หยั่งถึง

ขัดขวางการแต่งงาน ลอบสังหารว่าที่ฮองเฮา...

ล้วนทำเพื่อ “ผลประโยชน์”

เป้าหมายคืออะไร วิธีการก็เปลี่ยนไปตามนั้น

ดังนั้น...

เหตุใดต้องขัดขวางไม่ให้จักรพรรดินีแต่งงานกับสตรีผู้นี้...

ใครเล่าจะรู้!

ซื่อจื่อมองเสี่ยวเอ้อที่วิ่งกลับเข้าไปข้างใน แล้วหันมาพูดกับท่านฝาง “แต่ขวางไว้ก็ดี เห็นเสด็จพี่ได้นั่งบัลลังก์ ข้าก็หงุดหงิดพอแล้ว ยังจะได้เมียสวยและเก่งถึงเพียงนี้อีก ข้าอิจฉาตาร้อนจะตายอยู่แล้ว”

ท่านฝางยกจอกสุราขึ้น “ท่านซื่อจื่อพูดถูก”

ซื่อจื่อยกยิ้ม กระดกสุราเข้าปาก

คิดมากก็ปวดหัว ไม่คิดอะไรเลยสบายใจสุด!

ทันใดนั้นที่ชั้นล่าง...

เสี่ยวเอ้อคนเดิมวิ่งหน้าตื่นออกมาอีกรอบ

แล้วก็...

...

.........................................................................

จบบทที่ บทที่ 27 งานชุมนุมบทกวีต้อนรับฤดูหนาว (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว