เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 ความเห็นของท่านราชครู

บทที่ 16 ความเห็นของท่านราชครู

บทที่ 16 ความเห็นของท่านราชครู


ซูฉางอันมองเด็กหญิงผมจุกด้วยความเอ็นดู ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา

แล้วหันไปมองเจ้าตัวเล็กอีกคนที่กำลังยัดขนมเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม

เฮ้อ...

เกิดท้องแม่เดียวกัน คลอดออกมาพร้อมๆ กัน...

เหตุใดมันถึงได้ต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้!

หลังจากขนมจานใหญ่ถูกสองพี่น้องจัดการจนเกลี้ยง...

เด็กทั้งสองก็ได้เวลากลับ

ซูจ้าวซินทำท่าอิดออดไม่ยอมกลับ ตะโกนลั่นว่าข้ายังกินไหว!

แต่หลังจากโดนซูหว่านเอ๋อร์ประเคนบาทาไปอีกหลายที ก็ยอมเดินตามน้องสาวต้อยๆ แต่สายตายังคงอาลัยอาวรณ์ ตะโกนบอกซูฉางอันว่า “พี่หญิงใหญ่! วันหลังข้าจะมาหาอีกนะ!” แถมยังหันไปบอกเมาเมาว่า “นายน้อยผู้นี้จะจำเจ้าไว้ เจ้าคนใจดี!”

ซูหว่านเอ๋อร์เองก็ไม่อยากกลับ แต่คงรู้ว่าอยู่ต่อจะรบกวนเวลาพักผ่อนของซูฉางอัน จึงจำใจต้องลา

นางจูงมือพี่ชายข้างหนึ่ง อีกข้างโบกมือลาซูฉางอันด้วยความอาลัย แล้วค่อยๆ เดินจากไป

เมื่อสองพี่น้องลับสายตาไปแล้ว...

เมาเมาก็เอ่ยขึ้น “ท่านรองเยี่ยนเข้าวังไปแล้ว เห็นว่าฝ่าบาทมีรับสั่งเรียกตัวด่วน”

ซูฉางอันพยักหน้ารับรู้

เมาเมาพูดต่อ “เห็นว่าฝ่าบาททรงกริ้วที่เจ้าไปยั่วยวนสาวใช้ในจวนตระกูลซู เลยเรียกตัวท่านรองเยี่ยนไปสอบสวน”

“แค่กๆๆๆ!”

ซูฉางอันที่เพิ่งหยิบขนมแผ่นเมฆที่ซูหว่านเอ๋อร์ทิ้งไว้เมื่อสองสามวันก่อนเข้าปาก ถึงกับสำลัก

เมาเมายื่นแก้วน้ำให้ พลางปรายตามองห่อขนมที่เริ่มจะเสียแล้ว “ไปเอาขนมบูดๆ มาจากไหน”

ซูฉางอันดื่มน้ำตามลงไปอึกใหญ่ รู้สึกโล่งคอขึ้น “เด็กๆ เอามาให้ เป็นของขวัญแลกวิชาแต่งกลอน ทิ้งไปก็เสียดายแย่... แต่เดี๋ยวนะ นั่นไม่ใช่ประเด็น! ที่บอกว่าข้าไปยั่วยวนสาวใช้นี่มันหมายความว่าอย่างไร? ข้าไปยั่วยวนใครตอนไหนไม่ทราบ!”

เมาเมายักไหล่ ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

ซูฉางอันขมวดคิ้ว หยิบขนมแข็งโป๊กเข้าปากอีกชิ้น

กลุ้มใจวุ้ย!

ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว ราชครูซูผู้เป็นเสาหลักแห่งตระกูลซูย่อมกำลังรับประทานอาหารอยู่เช่นกัน

ทว่า... เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของจวนตระกูลซู อาหารบนโต๊ะของท่านราชครูกลับดูเรียบง่ายจนน่าใจหาย เรียบง่ายยิ่งกว่าชาวบ้านทั่วไปเสียอีก

บะหมี่น้ำใสหนึ่งชาม กับหัวไชเท้าดองแช่น้ำส้มสายชูหนึ่งจาน

นอกเหนือจากนี้ ไม่มีอาหารจานอื่นอีก

นี่คือกิจวัตรของราชครูซู ผู้ไม่เคยสนใจในรสโอชาของอาหารเลิศรส แต่โปรดปรานอาหารรสจืดชืดเรียบง่ายเช่นนี้

“ท่านพ่อ”

ราชครูซูเพิ่งจะหยิบตะเกียบขึ้นมา ซูจื่อเฟิง บุตรชายคนที่สามก็เดินเข้ามาในห้อง

ราชครูซูเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้ากินต่อ

ซูจื่อเฟิงยิ้มจาง ลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ แล้วเอ่ยว่า “ระหว่างทางมานี่ ลูกเจอเจ้าตัวแสบหว่านเอ๋อร์กับจ้าวซิน เลยเสียเวลาคุยกับหลานนิดหน่อย ท่านพ่ออย่าได้ถือโทษเลยขอรับ”

ราชครูซูพยักหน้าเบาๆ

ซูจื่อเฟิงยิ้มกว้าง หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา “ตอนเจอกัน ลูกเห็นหว่านเอ๋อร์ดูดีอกดีใจผิดปกติ เลยลองถามดู ได้ความว่าเพิ่งออกมาจากเรือนของคุณหนูซู เห็นว่าคุณหนูซูเขียนอะไรบางอย่างให้มาด้วย”

ซูจื่อเฟิงคลี่กระดาษในมือออกวางบนโต๊ะ “กว่าจะขอมาจากมือเจ้าหลานตัวแสบนั่นได้ เล่นเอาเหงื่อตก ลูกอ่านแล้วเห็นว่าดี เลยคัดลอกมาให้ท่านพ่ออ่านก่อน แล้วค่อยเอาต้นฉบับไปคืน ยายหนูนั่นหวงของอย่างกับอะไรดี นิสัยเหมือนเจ้าสี่ไม่มีผิด ถึงลูกจะเรียนมาน้อย แต่พออ่านจบแล้วก็ต้องยกนิ้วให้จริงๆ”

เมื่อราชครูซูได้ยินว่าเป็นงานเขียนของซูฉางอันก็วางชามบะหมี่ลงทันที เพ่งสายตามองกระดาษแผ่นนั้น

“หากเจ้าจะเขียนถึงสาวงาม เจ้าจะเขียนแค่เรื่องรูปร่างหน้าตาอย่างเดียวไม่ได้ เจ้าต้องเขียนว่า...

ดอกพุดตานยังงามไม่เท่าเครื่องหน้าของสาวงาม ลมพัดผ่านตำหนักแก้วพาเอากลิ่นหอมของไข่มุกและมรกตลอยมา

ต้องเขียนว่า... เพียงนางเยื้องย่างเข้ามาในงานเลี้ยง ก็สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง ราวกับได้ยลโฉมงามแห่งยุคทอง

ต้องเขียนว่า... สงสัยจะเป็นเทพธิดาจำแลงแปลงกายลงมา เพียงหันมาส่งยิ้มก็สว่างไสวยิ่งกว่าแสงดาว

ต้องเขียนว่า... ท่ามกลางผู้คนนับหมื่น เพียงนางปรายตามองมาหนึ่งครั้ง ก็ทำให้สาวงามคนอื่นกลายเป็นเพียงฝุ่นธุลี

และที่สำคัญต้องเขียนว่า... เมฆาชวนให้นึกถึงอาภรณ์ บุปผาชวนให้นึกถึงใบหน้า สายลมวสันต์พัดผ่านระเบียงหยก น้ำค้างแข็งยิ่งขับให้ดอกไม้งามเด่น”

บทความสั้นๆ ง่ายๆ แต่กลับแบกรับน้ำหนักแห่งวรรณศิลป์อันมหาศาลไว้ ทำเอาราชครูเฒ่าถึงกับตะลึงงัน ละสายตาไปไม่ได้

เนิ่นนานผ่านไป... ราชครูซูยังคงจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นไม่วางตา “ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมจริงๆ เด็กคนนี้... สมควรแล้วที่จะใช้บทกวีเหล่านี้พรรณนาถึงตัวเอง”

แต่พอพูดจบ ราชครูซูก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “เสียอย่างเดียว ลายมือไก่เขี่ยไปหน่อย คนหน้าตาสะสวยขนาดนั้น แต่ไฉนลายมือถึงได้ขี้ริ้วขี้เหร่ปานนี้”

ปากบ่นไปอย่างนั้น แต่มือก็ยังไม่ยอมวางกระดาษ ยังคงพินิจพิจารณาทุกตัวอักษรอย่างละเอียด

ซูจื่อเฟิงเข้าใจอาการของบิดาดี เพราะขนาดเขาที่มีความรู้แค่หางอึ่ง พอได้อ่านประโยคเหล่านี้ ยังรู้สึกทึ่งจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่

“เดี๋ยวเจ้าคัดลอกไว้ให้พ่อฉบับหนึ่ง ส่วนต้นฉบับนี้เอาไปคืนยายหนูหว่านเอ๋อร์ แล้วบอกหลานด้วยว่า วันหลังถ้าว่าง ให้ขยันไปหาคุณหนูซูบ่อยๆ เรียนรู้จากนางได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น” ราชครูซูเอ่ยเสียงเบา

ซูจื่อเฟิงรับคำ “ขอรับ”

พูดจบ ซูจื่อเฟิงก็มองหน้าบิดา แล้วเริ่มเข้าเรื่องสำคัญ “ท่านพ่อ ลูกสืบมาแล้ว ต้นตอข่าวลือมาจากจวนท่านอ๋องแปด แต่... ลูกดูแล้วชาวบ้านร้านตลาดไม่ค่อยมีใครเชื่อเรื่องนี้สักเท่าไหร่ สองวันก่อนตอนข่าวเพิ่งออก คนยังสนใจกันอยู่ แต่แป๊บเดียวก็เลิกเห่อ คงเป็นเพราะวีรกรรมเรื่องกระต่ายของคุณหนูซูมากลบกระแส บวกกับ...”

ราชครูซูยังคงมองบทความในมือ ไม่เงยหน้าขึ้น “พวกชาวบ้านทั้งนั้นสินะ”

ซูจื่อเฟิงชะงัก แล้วตอบว่า “ขอรับ”

เขาอธิบายต่อ “ชาวบ้านไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในราชสำนัก เลยไม่เชื่อข่าวลือพวกนี้ แต่... ลูกคาดว่าพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่น่าจะเริ่มระแคะระคายกันบ้างแล้ว เพียงแต่ลูกคิดว่าลำพังแค่บทกวีสามบทของคุณหนูซู ก็เพียงพอที่จะสยบข้อครหาของเหล่าขุนนางได้ เพราะอย่างที่ชาวบ้านพูดกัน สาวชาวบ้านป่าที่ไหนจะแต่งบทกวีระดับนี้ได้ ขนาดหานเอ๋อร์ของเรายังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย”

ราชครูซูเหลือบมองลูกชายคนที่สาม “มีอาที่ไหนเขาพูดจาทับถมหลานตัวเองแบบนี้บ้าง เดี๋ยวขากลับเจ้าแวะไปซื้อกระดาษเฉิงซินถังไปให้หานเอ๋อร์หน่อย ยายหนูนั่นมีอยู่ไม่เท่าไหร่ ดันเอาไปยกให้คุณหนูซูหมดแล้ว”

ซูจื่อเฟิงยิ้มรับ “เดี๋ยวลูกจะรีบไปจัดการให้ แล้วจะเอาไปให้หลานด้วยตัวเองเลยขอรับ”

ราชครูซูส่ายหน้า “กุนซือข้างกายท่านอ๋องแปดนี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ใช้วิธีตื้นๆ แบบนี้มาขัดขวางการแต่งตั้งฮองเฮา มันเบาหวิวไปหน่อย ถ้าเป็นพ่อ... พ่อจะปล่อยข่าวว่าคุณหนูซูเป็นลูกนอกสมรสของไทเฮา! หรือไม่ก็ให้มันหลุดโลกไปเลย บอกว่าเป็นลูกนอกสมรสของพ่อกับไทเฮา... แบบนี้สิมันถึงจะน่าสะอิดสะเอียน แล้วชาวบ้านถึงจะเอาไปลือกันสนุกปาก ข่าวลือมันถึงจะไม่จบไม่สิ้น...”

ซูจื่อเฟิงถาม “ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามเริ่มเดินหมากแล้ว เราต้องเดินตามหรือไม่ขอรับ?”

ราชครูซูซดน้ำซุปคำหนึ่ง “ปล่อยข่าวออกไปว่าพอตาแก่อย่างพ่อได้ยินข่าวลือเสียๆ หายๆ พวกนี้ ก็เกิดอาการตรอมใจ สงสารหลานสาวที่เพิ่งได้กลับบ้านมาก็ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ จนล้มป่วยลง ช่วงนี้ของดรับแขก บอกให้พี่ชายเจ้าช่วยยื่นใบลาป่วยต่อกรมวังและฝ่าบาทให้พ่อด้วย”

ซูจื่อเฟิงรีบประสานมือรับคำสั่ง

แต่แล้วราชครูซูก็ชะงัก สายตาละจากบทความในมือ เงยหน้าขึ้นมองลูกชายแล้วหัวเราะ “พ่อนี่มันแก่แล้วจริงๆ ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท มิน่าล่ะ คนฉลาดอย่างท่านอ๋องแปด ถึงยอมให้ปล่อยข่าวโง่เขลาแบบนี้ออกมา”

ซูจื่อเฟิงมองบิดาด้วยความงุนงง

ราชครูซูยิ้มเยาะ “เจ้าแปดนะเจ้าแปด... คงจะโดนอดีตฮ่องเต้หลอกหลอนจนขวัญผวา ถึงได้คิดไปเองว่าแม่หนูซูฉางอันเป็นหมากที่อดีตฮ่องเต้ทิ้งเอาไว้”

“ในเมื่อทำลายชื่อเสียงคุณหนูซูไม่สำเร็จก็เลยตัดสินใจเปิดเผยเรื่องจริงซะเลย จะมีคนเชื่อหรือไม่เชื่อไม่สำคัญ ประเด็นคือต้องการประกาศให้คนทั้งรู้ว่านางมีที่มาที่ไปอย่างไร หนึ่งคือเพื่อยั่วโมโหฝ่าบาท สองคือคงอยากดูท่าทีของขั้วอำนาจอื่น ว่าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร ส่วนที่พ่อบอกว่าเป็นหมากตาแรกน่ะ... พ่อประเมินเขาสูงเกินไปจริงๆ”

พูดไป ราชครูเฒ่าก็ก้มลงมองบทความอีกครั้ง “เฮ้อ... สุดท้ายก็เป็นแค่เจ้าแปดที่เก่งแต่ใช้กำลังสินะ ชาตินี้คงไม่มีวันเจริญ! ไม่มีวันเจริญ! อดีตฮ่องเต้จะวางหมากไว้จัดการคนอย่างเขางั้นรึ? เขาประเมินตัวเองสูงเกินไปแล้ว”

พูดถึงตรงนี้ ราชครูซูก็มองหน้าลูกชาย

ซูจื่อเฟิงยังตามอารมณ์บิดาไม่ทัน แต่ก็พยายามคิดตามอย่างจริงจัง

เห็นลูกชายเงียบไปนาน ราชครูซูจึงเอ่ยขึ้น “เจ้าลองคิดดูสิ เวลาคนเราตกใจกลัวใครสักคนที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา สิ่งแรกที่เขาจะทำคืออะไร”

เมื่อได้รับคำใบ้

ซูจื่อเฟิงก็โพล่งออกมาทันที “ตรวจสอบตัวตนที่แท้จริงของคนคนนั้น”

พูดจบ ซูจื่อเฟิงก็เข้าใจแจ่มแจ้ง “ท่านพ่อหมายความว่าท่านอ๋องแปดกำลังพยายามสืบหาที่มาที่ไปของคุณหนูซู? แต่เขาก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือว่านางมาจากไหน แล้วเหตุใด...”

ท้ายประโยค ซูจื่อเฟิงยิ้มแห้งๆ อย่างจนใจ

เพราะเขาเข้าใจแล้ว...

ท่านอ๋องแปดโดนอดีตฮ่องเต้กดหัวไว้จนกลัวลาน พอเห็นซูฉางอันโผล่มา ก็เลยทึกทักเอาเองว่าเป็นหมากที่อดีตฮ่องเต้ทิ้งไว้

เลยเอาเรื่องจริงที่นางเป็นเด็กชาวบ้านไปป่าวประกาศซะงั้น!

ราชครูซูหัวเราะร่า “พ่อถึงได้บอกอย่างไรเล่าว่าเขาเป็นพวกไม่ได้เรื่อง! เป็นได้แค่มีดดาบในมือคนฉลาด... เฮ้อ... ไร้ประโยชน์ ไร้ประโยชน์จริงๆ”

จากนั้น ราชครูซูก็สั่งต่อ “เรื่องข่าวลือที่พ่อให้ปล่อยไปก็ทำตามนั้น เรื่องใบลาป่วยก็ให้พี่ชายเจ้าจัดการไป ส่วนเรื่องอื่น ไม่ต้องไปสนใจ”

ซูจื่อเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ท่านพ่อ ทางด้านคุณหนูซู ลูกต้องไปแจ้งท่านรองเยี่ยนหรือไม่ขอรับ?”

ราชครูซูส่ายหน้า “ไม่ต้อง ฝ่าบาททรงมีการจัดเตรียมของพระองค์เอง เราแค่ดูแลปกป้องเด็กคนนั้นให้ดีก็พอ เรื่องอื่นอย่าได้สอดมือเข้าไปยุ่ง”

พูดจบ ราชครูซูก็มองซูจื่อเฟิง “เอากระดาษดีๆ ไปให้เด็กคนนั้นบ้าง แล้วบอกด้วยว่าข้าฝากบอกให้หัดคัดลายมือบ้าง แต่งกลอนได้ดีขนาดนี้ หน้าตาก็สะสวย แต่เหตุใดลายมือถึงได้ขี้ริ้วขี้เหร่นัก”

ซูจื่อเฟิงประสานมือ “ขอรับ”

“อ้อ แล้วเรื่องงานชุมนุมบทกวีต้อนรับฤดูหนาว ดูเหมือนฝ่าบาทจะทรงประสงค์ให้คุณหนูซูเข้าร่วมด้วย เราคงไปขัดไม่ได้ คงอยากให้คุณหนูซูได้ออกงานเปิดตัวบ้าง คนจะได้ยอมรับในฐานะฮองเฮาในอนาคต จะได้ลดคำครหาลงหน่อย ถึงตอนนั้นเจ้าก็บอกคนของเจ้าที่แฝงตัวอยู่ในงานให้คอยจับตาดูให้ดี อย่าให้เกิดเรื่องขึ้นได้”

เมื่อได้รับคำกำชับ ซูจื่อเฟิงก็ประสานมือคารวะบิดาอีกครั้งอย่างนอบน้อม

.............................................................................

จบบทที่ บทที่ 16 ความเห็นของท่านราชครู

คัดลอกลิงก์แล้ว