เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 ให้ตายเถิด พี่สาวคนสวย เหตุใดลายมือท่านถึงได้ไก่เขี่ยขนาดนี้!

บทที่ 15 ให้ตายเถิด พี่สาวคนสวย เหตุใดลายมือท่านถึงได้ไก่เขี่ยขนาดนี้!

บทที่ 15 ให้ตายเถิด พี่สาวคนสวย เหตุใดลายมือท่านถึงได้ไก่เขี่ยขนาดนี้!


ซูจ้าวซินเงยหน้าขึ้นสูงด้วยสีหน้าภาคภูมิใจราวกับวีรบุรุษผู้พิชิตใต้หล้า!

ซูฉางอันมองท่าทางของเจ้าเปี๊ยกตัวแสบ “ไหนลองว่ามาซิ?”

ซูจ้าวซินผู้รอโอกาสอวดภูมิมานาน รีบเอ่ยขึ้นทันที “ตั้งใจฟังให้ดีนะขอรับ ระวังจะตกใจจนหงายหลังล่ะ!”

พูดจบ ก็กระแอมกระไอเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบท่าทางของอาจารย์เฒ่าที่สำนักศึกษา มือข้างหนึ่งไพล่หลัง อีกข้างยกขึ้นลูบคาง “หนึ่งหมัดซัดโอ่งแตกกระจาย หนึ่งเท้าเตะกระถางต้นไม้กระเด็น หากเห็นสิ่งใดขัดหูขวางตา ก็จงกระโดดเข้าไปเตะต่อยมันซะ!”

เมื่อร่ายจบ...

เจ้าเปี๊ยกก็หันมามองซูฉางอันด้วยสายตาเย่อหยิ่ง “เป็นอย่างไรล่ะ! บทกวีของข้าที่มีชื่อว่า 'ข้าไร้เทียมทาน' ยอดเยี่ยมไปเลยใช่หรือไม่ล่ะขอรับ!! นี่ข้าใช้เวลาคิดในสวนทั้งบ่ายเลยนะ!”

ซูหว่านเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับกลอกตามองบน ทนดูสภาพพี่ชายตัวเองไม่ไหว

ซูฉางอันทำสีหน้าจริงจังจ้องมองซูจ้าวซิน “น้องจ้าวซิน บทกวีของเจ้านี่มันช่าง... ไร้เทียมทานจริงๆ! เรียกได้ว่าไม่เคยมีมาก่อนในอดีตและจะไม่มีใครทำได้ในอนาคต!”

เมื่อได้ยินคำชมเช่นนั้น จมูกของซูจ้าวซินก็บานจนแทบจะชี้ฟ้า เขาเดินอาดๆ ไปตบไหล่น้องสาว “เห็นหรือไม่น้องรัก! พี่บอกแล้วว่าบทกวีของพี่มีแค่สามคำ คือ 'ไร้เทียมทาน'! เจ้าก็ไม่เชื่อ! ดูสิว่าคนอื่นเขาประเมินค่าบทกวีของพี่ว่าอย่างไร! ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต และ... และอะไรนะ?”

พูดจบก็หันไปมองซูฉางอัน

“จะไม่มีใครทำได้ในอนาคต! สรุปง่ายๆ คือ ไร้เทียมทานไงล่ะ!” ซูฉางอันรีบเสริม

“ใช่! ไร้เทียมทาน! หึๆ!” ซูจ้าวซินเท้าสะเอววางท่าใหญ่โต

ซูหว่านเอ๋อร์ทนไม่ไหว ยกเท้าถีบก้นพี่ชายไปหนึ่งที

แล้วหันมามองซูฉางอันด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

นางดูออกว่าซูฉางอันกำลังแกล้งยอพี่ชายจอมทึ่มของนางเล่น

“ต้องขออภัยที่ทำให้พี่หญิงใหญ่ต้องขายหน้าเจ้าค่ะ” ซูหว่านเอ๋อร์กัดริมฝีปากด้วยความอับอาย

ซูฉางอันยิ้มละไม “แล้วเจ้าล่ะ ที่บอกว่าอยากแต่งกลอนชมสาวงาม มีความคิดอะไรบ้างหรือยัง?”

ซูหว่านเอ๋อร์พยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า ก่อนจะทำหน้ามุ่ยด้วยความกลัดกลุ้ม “ตอนที่เห็นพี่หญิงใหญ่ปราดแรก ในหัวข้าก็นึกถึงแต่ว่าพี่หญิงสวยเหมือนดอกไม้ แต่ไม่รู้จะบรรยายออกมาอย่างไรดีเจ้าค่ะ”

“มาสิ” ซูฉางอันจูงมือเล็กๆ ของซูหว่านเอ๋อร์ ลุกเดินนำไปยังห้องหนังสือ

ซูจ้าวซินที่ยังคงยิ้มหน้าบานด้วยความภูมิใจก็รีบวิ่งตามไปติดๆ

เมื่อมาถึงห้องหนังสือ

ซูฉางอันวางห่อขนมลงบนโต๊ะ หยิบพู่กันขึ้นมา แล้วหันไปพูดกับซูหว่านเอ๋อร์ “ข้าสอนแต่งกลอนไม่เป็นหรอกนะ และก็ไม่รู้ว่าเจ้าอยากจะเขียนถึงสาวงามแบบไหน แต่ถ้าเจ้าจะเขียนถึงสาวงาม เจ้าจะเขียนแค่เรื่องรูปร่างหน้าตาอย่างเดียวไม่ได้”

“สาวงามที่แท้จริง นอกจากหน้าตาแล้ว ยังต้องรวมถึงบุคลิกท่าทาง กิริยามารยาทและจิตใจที่งดงามด้วย”

ซูหว่านเอ๋อร์ที่ตัวสูงพ้นขอบโต๊ะมาแค่ครึ่งหน้า เกาะขอบโต๊ะจ้องมองซูฉางอันตาแป๋ว พยักหน้าหงึกหงักแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ผมจุกชี้ฟ้าสองข้างแกว่งไกวไปมา

แต่ด้วยความที่เป็นเด็กฉลาด ซูหว่านเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “เหมือนพี่หญิงใหญ่อย่างนั้นหรือเจ้าคะ? ไม่สิ... ยังมีพี่หญิงรองด้วย แต่พี่หญิงรองดูไม่สวยเท่าพี่หญิงใหญ่ แต่ความรู้สึกที่ได้อยู่ด้วยกันมันต่างกัน พี่หญิงรองให้ความรู้สึกสบายใจ... เอ๊ะ แต่จะว่าไป อยู่กับพี่หญิงใหญ่ก็สบายใจเหมือนกัน...”

เด็กหญิงเริ่มสับสน ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองอย่างไร

“พวกเจ้านี่ไม่เข้าใจอะไรเล้ย!” ซูจ้าวซินที่ปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้เอ่ยแทรกขึ้นมา แล้วกระโดดลงมายืนข้างโต๊ะ จ้องมองขนมแผ่นเมฆตาเป็นมัน “จะมีอะไรให้ยุ่งยากนักหนา พี่สามบอกข้าว่าผู้หญิงจะสวยไม่สวย ก็อยู่ที่ปราดแรกที่เห็นนั่นแหละ! ถ้าเห็นแล้วตะลึงจนตาค้าง นั่นแหละคือสวย! พี่ห้าก็บอกเหมือนกันว่า ดูคนสวยต้องดูที่ปราดแรก! ดูอย่างข้าสิ เห็นพี่หญิงใหญ่ปราดแรก ข้าก็ร้องโอ้โห สวยจังวู้ว! นี่แหละสายตาของผู้เชี่ยวชาญ!!”

พูดจบ ก็หันไปถามซูฉางอัน “ขนมแผ่นเมฆนี่พี่ยังจะกินอยู่หรือไม่ขอรับ?”

ความกลัวที่มีต่อซูฉางอันในตอนแรกหายไปจนหมดสิ้น

ยิ่งมองซูฉางอัน เขาก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา รู้สึกสนิทสนม!

เขารู้สึกว่าพี่หญิงใหญ่คนนี้ นอกจากจะสวยแล้ว ยังตาถึงสุดๆ แถมยังเข้าใจเขาอีกต่างหาก!

ในใจของเขาตอนนี้ ยกให้ซูฉางอันเป็นพี่สาวแท้ๆ ไปแล้ว!

รู้สึกว่าพี่สาวคนใหม่ที่จู่ๆ ก็โผล่มาคนนี้ ดีกว่าพี่รองที่วันๆ เอาแต่สั่งให้อ่านหนังสือ หรือพี่สามที่ชอบซ้อมเขาแก้เซ็งตั้งเยอะ!

ซูหว่านเอ๋อร์รีบคว้าห่อขนมบนโต๊ะมาห่อเก็บอย่างระมัดระวัง ถลึงตาใส่ซูจ้าวซินอย่างดุเดือด แล้ววางห่อขนมไว้ข้างตัวซูฉางอันอีกฝั่งหนึ่ง

ซูจ้าวซินทำหน้ามุ่ยอย่างน่าสงสาร แต่ไม่กล้าหือ เพราะสู้ไม่ได้ ได้แต่บ่นอุบอิบอยู่คนเดียว

ซูหว่านเอ๋อร์ค้อนพี่ชายอีกรอบ แล้วหันมาพูดกับซูฉางอัน “ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่ข้ารู้ว่าสาวงามก็คงประมาณพี่หญิงใหญ่นี่แหละเจ้าค่ะ แต่พอคิดถึงที่พี่หญิงใหญ่บอกว่าสาวงามยังมีองค์ประกอบอื่นอีก ข้าก็เลยไปไม่ถูก...”

ซูฉางอันมองเด็กหญิงผมจุกตรงหน้า ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

ถูกชมว่าสวย ใครๆ ก็ดีใจทั้งนั้น

แต่ปัญหาก็คือ...

เขาเป็นผู้ชายอกสามศอก การถูกเด็กน้อยชมว่าสวยไม่หยุดปากแบบนี้ มันให้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า “ข้าจะไม่พูดหรอกนะว่า 'โตขึ้นเดี๋ยวเจ้าก็เข้าใจเอง' เพราะคนเรามองสิ่งเดียวกัน ต่อให้โตขึ้นมุมมองก็อาจจะเปลี่ยนไป เหมือนอย่างข้า เจ้าอาจจะมองว่าสวย แต่คนอื่นอาจจะมองว่าไม่สวยก็ได้ เพราะอย่างนั้น...”

ซูฉางอันรู้สึกว่าตัวเองเริ่มพูดจาเยิ่นเย้อกับเด็กตัวแค่นี้ จึงยิ้มแก้เก้อ “เอาเป็นว่าข้าสอนแต่งกลอนไม่เป็น แต่เรื่องที่เจ้าบอกว่านึกไม่ออกว่าจะบรรยายอย่างไร ก็ค่อยๆ คิดไป คิดออกเมื่อไหร่ก็ค่อยเขียน คิดไม่ออกก็คิดใหม่ ยังมีเวลาอีกเยอะ ไม่ต้องรีบร้อน”

ซูหว่านเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ แล้วพยักหน้าแรงๆ

อันนี้ฟังเข้าใจ คือให้ค่อยๆ คิด คิดออกค่อยเขียน เขียนไม่ได้ก็คิดใหม่!

แต่แล้วซูหว่านเอ๋อร์ก็นึกอะไรขึ้นได้ “เช่นนั้น... พี่หญิงใหญ่ช่วยเขียนบทกวีเกี่ยวกับสาวงามในสายตาของท่านให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

ซูฉางอันชะงักไปนิด แล้วก็พยักหน้า “ได้สิ”

เขาจรดพู่กันลงบนกระดาษ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเริ่มลงมือเขียน

ซูหว่านเอ๋อร์เขย่งปลายเท้าพยายามชะเง้อมอง

ซูจ้าวซินก็เช่นกัน

แต่ซูจ้าวซินแค่ดูเอาสนุก เพราะเจ้าเปี๊ยกพบว่า ตัวอักษรช่วงแรกๆ ยังพออ่านออก แต่หลังๆ เริ่มอ่านไม่รู้เรื่องแล้ว

รู้สึกเหมือนตัวหนังสือพวกนี้ช่างใจร้าย ให้เขาดูแต่ไม่ยอมให้เขาอ่านออก

ทว่า...

หลังจากยืนดูอยู่นาน พอซูฉางอันวางพู่กันลง ซูจ้าวซินก็อดรนทนไม่ไหว โพล่งออกมาว่า “ให้ตายเถิด พี่สาวคนสวย เหตุใดลายมือพี่ถึงได้ไก่เขี่ยขนาดนี้! แย่กว่าลายมือข้าอีกนะเนี่ย! ลายมือแบบนี้ถ้าท่านอาจารย์เห็น มีหวังโดนตีมือหักแน่ รีบเก็บให้ไวเลยขอรับ อย่าให้ใครมาเห็นเชียว ข้ากับน้องเล็กสัญญาว่าจะไม่เอาไปบอกใคร”

ซูฉางอันยิ้มหวานให้เจ้าอ้วนปากดี แล้วดีดหน้าผาก “เปรี้ยง!” เข้าให้หนึ่งที

ซูจ้าวซินรีบเอามือกุมหน้าผาก มองซูฉางอันที่ยังคงยิ้มแย้มด้วยความเจ็บปวดและโมโห

แต่พอเหลือบไปเห็นซูหว่านเอ๋อร์ก็ไม่กล้าโวยวาย

ยอมก็ได้!

ฝากไว้ก่อนเถิด เดี๋ยวจะกลับไปจดบัญชีแค้นลงสมุด!

ซูหว่านเอ๋อร์ไม่สนใจซูจ้าวซิน พยายามเขย่งมองกระดาษบนโต๊ะ

ซูฉางอันเห็นดังนั้นจึงอุ้มแม่หนูน้อยขึ้นมานั่งบนเก้าอี้

ซูหว่านเอ๋อร์ยืนบนเก้าอี้ มองหน้าซูฉางอันแวบหนึ่ง แล้วก้มลงอ่านข้อความในกระดาษ

อ่านไม่รู้เรื่อง!

หรือจะพูดให้ถูกคือ... เข้าใจไม่หมด!

ตัวอักษรทุกตัว นางรู้จักและเข้าใจความหมาย!

แต่พอเอามาเรียงต่อกัน นางกลับแปลความหมายไม่ออก

แต่...

นางสัมผัสได้ว่าเมื่อตัวอักษรเหล่านี้มารวมกัน มันให้ความรู้สึก...

งดงาม

งดงามเหมือนกับพี่หญิงใหญ่!

โดยเฉพาะคำว่า “ดอกไม้งามยังต้องคะนึงถึงรูปโฉม” ทำให้นางนึกถึงความรู้สึกแรกที่เห็นซูฉางอันว่าสวยเหมือนดอกไม้แต่หาคำบรรยายไม่ได้

และประโยค “ดอกพุดตานยังงามไม่เท่าเครื่องหน้าของสาวงาม” ดอกพุดตานนางรู้จัก เป็นดอกไม้ที่สวยมาก

ส่วน “เครื่องหน้าสาวงาม” นางก็พอจะรู้ว่าคือเครื่องประทินโฉมที่พวกพี่สาวในจวนใช้กัน

ขนาดดอกพุดตานที่ว่างามหนักหนา ยังเทียบไม่ได้กับความงามของนาง...

ก็คงมีแต่พี่หญิงใหญ่เท่านั้นแหละที่คู่ควร!

ยิ่งอ่าน...

ใบหน้าของซูหว่านเอ๋อร์ก็ยิ่งฉายแววตื่นเต้น แม้จะเข้าใจความหมายเพียงหนึ่งในสิบ แต่ก็รู้สึกว่าบทความนี้ช่างงดงามเหลือเกิน

เมื่อเงยหน้ามองพี่หญิงใหญ่...

ซูฉางอันกำลังมองนางด้วยรอยยิ้ม ใบหน้างามดั่งดอกบัวบาน ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกมันแพะ

ทันใดนั้น แก้มของซูหว่านเอ๋อร์ก็แดงระเรื่อ... สวยเหลือเกิน! สวยยิ่งกว่าบทความในกระดาษเสียอีก!!

“มีแขกหรือ?”

ทันใดนั้นเอง เมาเมาก็เดินถือถาดเข้ามา

ทั้งสามหันไปมอง

ดวงตาของซูจ้าวซินลุกวาวทันที!

เพราะบนถาดในมือเมาเมาเต็มไปด้วยจานขนม

“บอกว่ามาขอให้ข้าสอนแต่งกลอนน่ะ” ซูฉางอันตอบยิ้มๆ

เมาเมาพยักหน้า ปรายตามองซูหว่านเอ๋อร์กับซูจ้าวซินแวบหนึ่ง แล้ววางจานขนมลงบนโต๊ะ “ข้าเห็นเจ้าหลับอยู่ คิดว่าตื่นมาคงหิว ก็เลยไปเอาขนมจากครัวกลางมาให้”

พูดจบ เมาเมาก็มองซูฉางอันด้วยสีหน้าผิดหวัง “เสียดายที่ไม่มียาพิษ คนพวกนั้นหลังจากวางยาคราวก่อนก็เงียบหายไปเลย”

แล้วนางก็ถอนหายใจยาวด้วยความเสียดายสุดซึ้ง

ซูฉางอันได้ยินแล้วก็พูดไม่ออก

เพราะเขามั่นใจว่าที่เมาเมาถ่อไปเอาขนมถึงครัวกลาง ก็เพราะหวังว่าจะมีใครวางยาพิษมาให้กินนั่นแหละ!

“กินได้หรือไม่ขอรับ?”

ซูจ้าวซินไม่รู้ว่าวิ่งไปเกาะขอบโต๊ะตั้งแต่เมื่อไหร่ หน้าผากยังแดงเป็นจ้ำ กลืนน้ำลายเอือกๆ ถามเมาเมา

เมาเมามองเด็กชายแก้มยุ้ยหน้าผากแดง แล้วหยิบขนมชิ้นหนึ่งส่งให้

ซูจ้าวซินรับขนมมา จ้องมองเมาเมา

รู้สึกถูกชะตา!!

แถมยังเป็นคนดีที่ทั้งสวยทั้งใจดี!

จากนั้นก็ไม่รอช้า ยัดขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

ซูหว่านเอ๋อร์ค้อนพี่ชายขวับ... คราวหน้าจะมาหาพี่หญิงใหญ่ จะไม่พาเจ้าตัวตะกละนี่มาด้วยอีกแล้ว!

“เจ้าก็กินด้วยสิ ข้ากินแค่ไม่กี่ชิ้นก็พอแล้ว” ซูฉางอันอุ้มซูหว่านเอ๋อร์ลงจากเก้าอี้ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

ซูหว่านเอ๋อร์มองบทกวีบนโต๊ะ แล้วหันกลับมามองซูฉางอัน เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด

“เดี๋ยวค่อยเอากลับไปนะ บทกวีนี้ข้าตั้งใจเขียนให้เจ้าอยู่แล้ว เพียงแต่... ลายมือมันอาจจะดูไม่ได้สักหน่อย” ซูฉางอันเอื้อมมือไปลูบผมจุกชี้ฟ้าของเด็กหญิงเบาๆ

ซูหว่านเอ๋อร์ยิ้มร่า พยักหน้าแรงๆ แล้วรีบวิ่งไปสมทบกับพี่ชายที่จานขนม

แต่วิ่งไปได้สองสามก้าว นางก็หันกลับมาพูดกับซูฉางอันว่า “ไม่ได้ดูไม่ได้สักหน่อยเจ้าค่ะ สวยจะตายไป ไม่มีใครสวยเท่าพี่หญิงใหญ่อีกแล้ว!”

............................................................................................

จบบทที่ บทที่ 15 ให้ตายเถิด พี่สาวคนสวย เหตุใดลายมือท่านถึงได้ไก่เขี่ยขนาดนี้!

คัดลอกลิงก์แล้ว