- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 14 พี่สาวคนสวย เหตุใดพี่ถึงได้งามหยดย้อยขนาดนี้ล่ะเนี่ย!
บทที่ 14 พี่สาวคนสวย เหตุใดพี่ถึงได้งามหยดย้อยขนาดนี้ล่ะเนี่ย!
บทที่ 14 พี่สาวคนสวย เหตุใดพี่ถึงได้งามหยดย้อยขนาดนี้ล่ะเนี่ย!
เวอร์ชั่นที่ว่าคือ...
ซูฉางอันไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับจวนตระกูลซู เดิมทีเป็นเพียงนางกำนัลตัวเล็กๆ ในวังเท่านั้น
ส่วนสาเหตุที่ได้มาอยู่ที่จวนตระกูลซู...
เป็นเพราะฝ่าบาททรงมีใจปฏิพัทธ์ต่อนาง และต้องการแต่งตั้งนางเป็นฮองเฮา แต่ด้วยฐานะที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว จึงต้องจัดฉากละครฉากนี้ขึ้นมา
เพื่อมอบสถานะใหม่ให้แก่ซูฉางอัน เวลาประกาศแต่งตั้งจะได้ไม่มีใครกล้านินทา
ประจวบเหมาะกับที่ซูฉางอันแซ่ซู...
และอายุอานามก็ราวสิบแปดสิบเก้าปี
ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ซูหลิวซื่อ ฮูหยินใหญ่ตระกูลซู ได้สูญเสียบุตรสาวคนโตตัวจริงไปเมื่อสิบแปดสิบเก้าปีก่อนพอดี
ดังนั้น เรื่องราวนี้จึงดูสมเหตุสมผลไปโดยปริยาย
เวอร์ชั่นนี้...
ในสายตาชาวบ้านร้านตลาดฟังดูน่าตื่นเต้นเร้าใจกว่าเรื่องเดิมๆ ที่ว่าขุนนางในเมืองหลวงสิบคนจะมีลูกนอกสมรสสักเจ็ดแปดคนเสียอีก
แถมยังหลุดโลกกว่าเดิมเยอะ!
โดยเฉพาะเมื่อเวอร์ชั่นนี้มาพร้อมกับข้อมูลที่ว่า ซูฉางอันผู้นี้ แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นนางกำนัลที่มีตำแหน่งแห่งหนอะไรด้วยซ้ำ
แต่เป็นเพียงสาวชาวบ้านป่าที่ฝ่าบาททรงเก็บมาเลี้ยงจากหมู่บ้านร้างหลังสงคราม ระหว่างเสด็จประพาสต่างหาก...
พอเป็นแบบนี้...
ชาวบ้านต่างลงความเห็นว่าแบบนี้ยิ่งแย่กว่านางกำนัลเสียอีก!
เพราะการจะเป็นนางกำนัลได้ ไม่ใช่ใครจะเป็นก็ได้ ต้องผ่านการคัดเลือกหลายขั้นตอน แถมยังต้องสืบประวัติครอบครัวกันอย่างละเอียด
แต่ซูฉางอันในเวอร์ชั่นนี้ถูกเก็บมาจากหมู่บ้านหลังสงคราม นี่มันแปลว่าหาต้นตอไม่ได้ ตรวจสอบอะไรไม่ได้เลยไม่ใช่หรือ?
แบบนี้จะไปสู้พวกนางกำนัลที่มีชาติตระกูลขาวสะอาดได้อย่างไร!
แต่พอมองภาพรวมแล้ว ชาวบ้านกลับรู้สึกว่าเวอร์ชั่นนี้มัน... สมจริงเหลือเกิน!
ทุกอย่างลงล็อคเป๊ะ เหมือนเรื่องจริงไม่มีผิด!
แต่ก็นั่นแหละ...
ชาวบ้านต่างลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า “เหลือเชื่อ!”
ดังนั้น...
ไม่เชื่อ!!
ที่ว่า “เหลือเชื่อ” ก็เพราะชาวบ้านไม่เชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นจริงน่ะสิ ถึงได้อุทานออกมาว่าเหลือเชื่อ!
เพราะต่อให้พลิกหน้าประวัติศาสตร์หาดูจนทั่ว ก็ไม่มีฮ่องเต้องค์ไหนแต่งงานกับสาวชาวบ้านป่าแบบนี้สักองค์!
ยิ่งไปกว่านั้น...
ถ้าฝ่าบาทดึงดันจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้จริงๆ ไทเฮาจะยอมหรือ? พวกบัณฑิตคร่ำครึเต็มราชสำนักจะยอมหรือ?
แล้วราชครูซูล่ะ จู่ๆ จะยอมรับซูฉางอันเข้าจวนมาเป็นหลานสาวง่ายๆ แบบนี้ ท่านหวังผลอะไร...
ดังนั้น ชาวบ้านจึงไม่เชื่อว่าเรื่องราวเหมือนในนิยายประโลมโลกแบบนี้จะเป็นเรื่องจริง
ถ้าบอกว่าคุณชายลูกผู้ดีไปหลงรักสาวชาวบ้าน อันนั้นยังพอเชื่อได้!
เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย
แต่นี่คือราชวงศ์นะ!
สาวงามทั่วหล้ามีถมเถไป คนที่อยากเป็นฮองเฮาต่อแถวจากเมืองหลวงยาวไปถึงชายแดนใต้ได้เลยมั้ง
เหตุใด...
ฝ่าบาทถึงไม่เลือกจากลูกหลานขุนนาง แต่ดันไปเลือกนางกำนัล? แถมยังเป็นนางกำนัลที่เก็บมาจากข้างทางอีก!!
แน่นอนว่า...
ไม่ใช่ว่าชาวบ้านจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
แต่เหตุผลหลักก็คือ...
ลูกสาวชาวบ้านที่ไหนจะสวยหยาดฟ้ามาดินได้ขนาดนั้น!
ถ้าสวยขนาดนั้นจริง นางจะรอดชีวิตมาจนถึงป่านนี้ได้อย่างไร?
แค่ไม่อดตายก็ถือว่าสวรรค์เมตตาแล้ว!
และที่สำคัญที่สุด...
ลูกสาวชาวบ้านที่ไหนจะแต่งบทกวีที่พวกบัณฑิตยกย่องบูชาจนตัวลอยได้ขนาดนั้น!
ต่อให้ผู้หญิงสมัยนี้จะเรียนหนังสือได้...
แต่ในเรื่องเล่าก็บอกอยู่ทนโท่ว่าเป็นพื้นที่สงคราม!
แค่เอาชีวิตรอดได้ก็เก่งแล้ว ยังจะมีเวลาไปร่ำเรียนอะไรอีก??
เพราะฉะนั้น...
ด้วยเหตุผลสองข้อนี้ ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเราจึงไม่เชื่อเรื่องนี้เด็ดขาด
ยอมเชื่อว่า...
ซูฉางอันเป็นลูกนอกสมรสของท่านราชเลขาซูจื่อมู่ ผู้เคยมีชื่อเสียงเรื่องความเจ้าชู้ในอดีต ยังจะดูเข้าท่ากว่า!
ส่วนเวอร์ชั่นที่สองอันสุดแสนจะเหลือเชื่อนี้...
ชาวบ้านถึงกับก่นด่าคนแต่งเรื่องว่า จะแต่งเรื่องทั้งทีก็หัดหาข้อมูลชาวบ้านบ้าง ให้ซูฉางอันมีชีวิตรันทดขนาดนั้น แต่งให้มันดูน่าเชื่อหน่อยสิ ให้เป็นคุณหนูตกอับอะไรแบบนั้นก็ยังดี!
ฟังดูตอนแรกเหมือนจะตื่นเต้น!
แต่พอคิดดีๆ... ไร้สาระสิ้นดี!
สู้ให้พวกนักเล่านิทานในโรงน้ำชาแต่งยังจะดีกว่า!
สรุปแล้วมีสองเวอร์ชั่น
เวอร์ชั่นแรก ชาวบ้านในเมืองหลวงได้ยินบ่อยจนชินชา ฟังแล้วก็ขำๆ กันไป
เวอร์ชั่นสอง ฟังเป็นนิทานก่อนนอน ไม่มีใครเชื่อ
แต่...
นั่นไม่ได้หมายความว่าเรื่องราวของซูฉางอัน คุณหนูใหญ่ตระกูลซู จะมีแค่นี้
เมื่อเทียบกับข่าวลือที่หลุดมาจากไหนก็ไม่รู้ข้างต้น
เรื่องราววีรกรรมของคุณหนูใหญ่ซู ที่ถือมีดปังตอไล่ฟันกระต่ายสิบกว่าตัวในจวน กลับเป็นที่กล่าวขวัญถึงยิ่งกว่า
โดยเฉพาะเมื่อปากคนยาวกว่าปากกา...
เรื่องราวก็ยิ่งบานปลาย กลายเป็นว่าคุณหนูใหญ่ซูเกิดว่างจัด เลยไปเหมากระต่ายยี่สิบกว่าตัวมาจากคฤหาสน์ซิ่วหู่ แล้วกลับมาเล่นไล่จับกระต่ายด้วยมีดปังตอที่บ้าน
แต่การเล่นครั้งนี้ช่างโหดเหี้ยมนัก นางเล่นแรงเกินไป!
นางจัดการสังหารโหดกระต่ายยี่สิบตัวด้วยตัวคนเดียว
แถมยังทำให้น้องสาว ซูหลินหาน ที่ตั้งใจมาคารวะพี่สาว ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อจนเป็นลมล้มพับไป
เรื่องนี้...
ชาวบ้านฟังแล้วลงความเห็นว่า...
เชื่อถือได้!
โดยเฉพาะรายละเอียดที่เล่าขานกันอย่างออกรสออกชาติ ทำให้ชาวบ้านร้านตลาดในเมืองหลวงต่างพากันตบเข่าฉาดว่าสะใจ
เพราะ...
ใครบ้างจะไม่ชอบฟังเรื่องคุณหนูผู้ดีถือมีดไล่ฟันกระต่ายยี่สิบตัว!
ยิ่งคุณหนูคนนั้นสวยปานนางฟ้าด้วยแล้ว!
เรื่องนี้สนุกกว่าเรื่องยุทธภพ หรือเรื่องลูกเมียน้อยลูกนางกำนัลตั้งเยอะ!
หลายคนถึงกับเอ่ยปากว่านี่มันสตรีมหัศจรรย์ชัดๆ!
หน้าตาก็สวยระดับนางฟ้า!
บทกวีก็แต่งได้ยอดเยี่ยม!
แต่ดันมาทำเรื่องพิลึกพิลั่นแบบนี้ได้...
ช่าง “มหัศจรรย์” จริงๆ!
…
ข้างนอกเต็มไปด้วยข่าวลือข่าวโคมลอย และเรื่องราวของ “สตรีมหัศจรรย์ซูฉางอัน” ผู้ถือมีดปังตอปะทะกระต่ายยี่สิบตัว จนทำซูหลินหานสลบเหมือด ก็ถูกปรุงแต่งจนเพี้ยนไปไกล
แต่ทว่า...
ซูฉางอันผู้ไม่ออกไปไหนมาสองวันแล้วกลับยังคงใช้ชีวิตอย่างสบายใจเฉิบ
ใกล้เที่ยงแล้ว...
ซูฉางอันเพิ่งจะหาวหวอดๆ เดินโงนเงนลุกจากเตียง
ไม่ใช่ว่าเขานอนตื่นสายโด่งขนาดนี้ แต่ตื่นมากินข้าวเช้าแล้วกลับไปนอนต่อต่างหาก
ก็มันไม่มีอะไรทำนี่นา
กะว่าจะไปขอให้เยี่ยนหรูอวี้สอนวิทยายุทธ์ แต่แม่คุณก็ปฏิเสธเสียงแข็งว่าเขาไม่เหมาะ ไม่สอนให้เด็ดขาด
เบื่อจะตายชัก...
ไม่นอนแล้วจะให้ทำอะไร
“ฮ้าว~~~”
ซูฉางอันบิดขี้เกียจ เปิดประตูห้องนอน แล้วเดินไปเปิดหน้าต่างข้างเตียง
แต่พอเปิดหน้าต่างออกไป...
ก็เห็นเด็กชายหญิงคู่หนึ่ง อายุราวสิบขวบ นั่งยองๆ อยู่ในลานบ้าน
ตรงจุดที่ซูฉางอันทำศึกกับกระต่ายเมื่อสองวันก่อน...
ดินตรงนั้นถูกพลิกกลับและเหยียบจนแน่น ผสมกับแดดที่ส่องมาสองวัน สภาพก็ดูกลมกลืนกับพื้นที่อื่นไปแล้ว
เด็กหญิงมัดผมจุกชี้ฟ้าสองข้างถือไม้เล็กๆ จิ้มดินเล่น
ส่วนเด็กชายกะพริบตาปริบๆ จ้องเขม็งไปที่พื้น ทันใดนั้นก็ชี้มือแล้วร้องว่า “สีแดง! มีเลือดจริงๆ ด้วย! รีบไปเถอะ ที่นี่ไม่สะอาด ต้องมีสิ่งอัปมงคลแน่!”
เด็กหญิงผมจุกไม่สนใจ ยังคงขุดดินต่อไป จนดินสีดำอมแดงเผยออกมาเป็นหย่อมใหญ่ นางเพ่งมองแล้วหันไปบอกเด็กชายว่า “อื้อ เลือดของกระต่ายพวกนั้นที่เจ้ากินเข้าไปนั่นแหละ”
เด็กชายกระโดดโหยง มองเด็กหญิงที่ยังขุดไม่เลิก แล้วตะโกนลั่น “แล้วเจ้าจะขุดเพื่ออะไร!!”
เด็กหญิงทำท่าเหมือนจงใจแกล้ง “ถ้าไม่ขุดออกมา แล้วพวกมันจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าเป็นคนกินพวกมัน”
เด็กชายเห็นเด็กหญิงไม่ยอมหยุด แถมดินสีดำอมแดงก็โผล่ออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มลนลาน “ตะ... แต่คนฆ่าคือนางมารคนนั้นนี่นา ไม่ใช่ข้า!! ข้าก็ไม่รู้สักหน่อยว่าข้ากินพวกมันเข้าไป แถมพวกมันก็หอมขนาดนั้น! ข้าจะอดใจไหวได้อย่างไร! อีกอย่าง พวกมันกลายเป็นของอร่อยขนาดนั้นแล้ว ถ้าไม่กินก็เสียของแย่!”
ซูฉางอันที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นบนได้ยินคำพูดของเด็กชายก็ชะงักไปนิด ก่อนจะหลุดขำออกมา
จะว่าไป คำพูดของเจ้าหนูนี่ฟังดูมีปรัชญาแฝงอยู่เหมือนกันแฮะ
แต่เสียงหัวเราะนั้น...
ทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันขวับมามองที่ห้องโถงชั้นล่างที่เปิดประตูอ้าซ่าอยู่
เด็กชายตะโกนสวนทันที “ใครบังอาจหัวเราะเยาะนายน้อย!”
ทว่า...
พอเห็นหน้าซูฉางอัน
ทั้งสองก็ตะลึงงันไป
จากนั้นเด็กชายก็มองซูฉางอันตาค้างแล้วพูดว่า “พี่สาวคนสวย เหตุใดพี่ถึงได้งามหยดย้อยขนาดนี้ล่ะเนี่ย! หน้าก็ไม่ได้ทาแป้งทาชาดอะไรเลยแท้ๆ!”
เด็กหญิงผมจุกได้สติก่อน รีบกระโดดมายืนบังเด็กชายไว้ “เจ้าโง่ นี่คือพี่หญิงใหญ่ต่างหาก!”
พูดจบ เด็กหญิงก็ย่อกายคารวะซูฉางอันอย่างนอบน้อม “คารวะพี่หญิงใหญ่เจ้าค่ะ”
“นางมาร!” พอเด็กหญิงทำความเคารพ เด็กชายกลับได้สติแล้วโพล่งฉายานั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นก็รีบไปหลบหลังเด็กหญิงผมจุก “เจ้าต้องปกป้องข้านะ ไม่งั้นข้าโดนมีดปังตอเฉาะหัวถลกหนังแน่”
เพียะ!
เด็กหญิงผมจุกตบกะโหลกเด็กชายไปทีหนึ่ง “พูดจาเหลวไหลอะไร รีบทำความเคารพสิ!”
เด็กชายลูบหัวปอยๆ หน้ามุ่ย “ตีแบบนี้เดี๋ยวข้าก็โง่พอดี”
บ่นอุบอิบ แต่พอเห็นสายตาดุๆ ของเด็กหญิงก็ไม่กล้าหือ รีบหันมาทำความเคารพซูฉางอันด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ “คารวะพี่หญิงใหญ่ขอรับ”
ซูฉางอันมองเด็กน้อยทั้งสอง
ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็พอจะเดาได้ว่าเด็กหน้าตาคล้ายกันคู่นี้เป็นใคร
เยี่ยนหรูอวี้เคยเล่าข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับ “น้องๆ” เหล่านี้ให้ฟังแล้ว
รุ่นหลานในจวนตระกูลซู รวมซูหลินหานด้วย มีทั้งหมดเจ็ดคน
นอกจากซูหลินหาน ที่เหลืออีกหกคนล้วนเป็นลูกของน้องชายซูจื่อมู่
และคู่ที่อายุน้อยที่สุดคือฝาแฝดชายหญิง เป็นลูกของน้องสี่ตระกูลซู แต่เนื่องจากบิดาต้องไปคุมทัพชายแดน จึงฝากให้ซูหลิวซื่อช่วยดูแล
แน่นอนว่ามารดาของพวกเขาก็เป็นแม่ทัพหญิง อยู่ในกองทัพเดียวกับน้องสี่นั่นแหละ
“ซูหว่านเอ๋อร์กับซูจ้าวซิน ใช่หรือไม่?” ซูฉางอันนั่งลงบนบันไดหน้าประตูอย่างเป็นกันเอง
“นางรู้จักพวกเราด้วย! ซวยแล้ว หนีไม่รอดแน่!” ซูจ้าวซินสูดหายใจเฮือก นึกจินตนาการไปไกล แล้วรีบมุดหัวเข้าไปหลบหลังซูหว่านเอ๋อร์ด้วยความหวาดกลัว
ซูหว่านเอ๋อร์ถลึงตาใส่พี่ชายจอมขี้ขลาด แล้วหันมาพูด “พี่หญิงใหญ่รู้จักน้องๆ ย่อมเป็นเรื่องปกติ เจ้าดูสภาพตัวเองตอนนี้สิ!”
พูดจบ
ซูหว่านเอ๋อร์ก็หันมาหาซูฉางอัน ล้วงเอาห่อกระดาษมันออกมาจากอกเสื้อ “พี่หญิงอย่ารังเกียจเลยนะเจ้าคะ ขนมนี้อร่อยมาก แต่ท่านป้าสะใภ้กลัวพวกเราฟันผุ เลยให้กินได้แค่วันละชิ้น สองวันถึงจะได้กินสักที ขนมพวกนี้เป็นส่วนของเมื่อวานซืนกับวันนี้ พวกเราตั้งใจเอามาฝากพี่หญิงใหญ่เจ้าค่ะ”
ซูจ้าวซิน เจ้าเด็กจอมตะกละจ้องมองห่อกระดาษตาเป็นมัน “ข้าไม่ได้จะให้สักหน่อย เจ้าแย่ง... เอ้ย... พวกเราตั้งใจเอามาให้พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรับไว้เถอะขอรับ”
พูดได้ครึ่งเดียว เห็นน้องสาวจ้องเขม็งก็รีบกลับลำทันควัน
ซูฉางอันรับห่อกระดาษมา เปิดออกเบาๆ ก็พบว่ามีกระดาษห่อไว้อีกชั้น
เห็นได้ชัดว่าเด็กหญิงมีความละเอียดรอบคอบ กลัวชั้นนอกจะสกปรก เลยห่อซ้อนไว้อีกชั้น
เปิดชั้นที่สองออก...
เห็นขนมแผ่นเมฆสี่ชิ้นวางอยู่
อืม... ขนมแบบที่ข้ากินเล่นวันละสี่ห้าจานนี่แหละ
“ท่านรับของขวัญเราไปแล้วก็ต้องช่วยพวกเรานะ...” ซูจ้าวซินกลืนน้ำลายดังเอื๊อก มองขนมแผ่นเมฆด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเงยหน้ามองซูฉางอัน
ซูฉางอันยิ้ม “ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะรับไว้สักหน่อย”
ได้ยินดังนั้น ซูจ้าวซินชะงักกึก หันขวับไปหาซูหว่านเอ๋อร์ “ข้าบอกแล้วไงว่านางไม่ใช่... นั่น... ข้าอุตส่าห์อดทนไม่กินมัน เจ้าบอกว่านางจะช่วยเราไม่ใช่หรือ!!”
ซูหว่านเอ๋อร์มองบนใส่พี่ชาย แล้วหันมาพูดกับซูฉางอัน “พี่หญิงใหญ่เปิดออกดูแล้วก็ถือว่ารับแล้วเจ้าค่ะ แถมพี่หญิงใหญ่งามขนาดนี้ มีความรู้ขนาดนั้น คงไม่ทำเรื่องใจร้ายอย่างเปิดของขวัญแล้วห่อคืนเจ้าของหรอกนะเจ้าคะ ท่านอาจารย์บอกว่า คนจิตใจงดงามย่อมไม่ชอบหลอกลวงผู้อื่น”
ได้ยินแบบนี้...
ซูฉางอันหันไปมองซูจ้าวซินที่หน้าเบะเหมือนจะร้องไห้
เกิดท้องเดียวกัน คลอดตามกันมาติดๆ...
เหตุใดถึงได้ต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้!
แต่พอเห็นน้ำตาซูจ้าวซินเริ่มปริ่มๆ ก็เลยเลิกแกล้งตัดบทว่า “เอาล่ะๆ ไม่แกล้งแล้ว ว่ามาสิ มีธุระอะไรกับข้า”
ซูหว่านเอ๋อร์ยิ้มร่า รีบพูดทันที “พวกเราอยากให้พี่หญิงใหญ่ช่วยสอนแต่งกลอนเจ้าค่ะ”
“ให้ข้าสอนแต่งกลอน?” ซูฉางอันเลิกคิ้ว
ซูหว่านเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงัก ผมจุกชี้ฟ้าสองข้างแกว่งไปมาน่าเอ็นดู
จนซูฉางอันนึกอยากจะเอื้อมมือไปดีดเล่นสักทีสองที
ซูหว่านเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ พูดต่อ “ท่านอาจารย์บอกว่า บทกวีสามบทของพี่หญิงใหญ่จะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เป็นผลงานระดับตำนาน ให้พวกเราเอาเยี่ยงอย่าง แล้วก็ให้ท่องจำให้ขึ้นใจด้วย แล้วทีนี้... งานชุมนุมบทกวีต้อนรับฤดูหนาวก็ใกล้เข้ามาแล้ว ทุกปีอาจารย์จะให้พวกเราแต่งกลอนส่ง ถ้าแต่งไม่ดีก็จะโดนตี พี่สี่โดนตีทุกปีเลย ปีนี้พวกเราอายุถึงเกณฑ์แล้ว ก็เลยต้องส่งประกวดด้วยเจ้าค่ะ”
จะว่าอย่างไรดีล่ะ...
ท่านอาจารย์เล่นอวยซะขนาดนี้ ซูฉางอันก็เขินแย่สิ เพราะนั่นมันของก๊อปเกรดเอทั้งนั้น!
ฝ่ายซูจ้าวซินที่เมื่อกี้ทำท่าจะร้องไห้ พอเห็นซูฉางอันมีทีท่าจะยอมสอนก็รีบปาดน้ำตา “ใช่ๆๆ น้องสาวข้าพูดถูก เป๊ะเลย! ไม้เรียวท่านอาจารย์ฟาดเจ็บมาก ข้ากลัวโดนตี เพราะงั้นเห็นแก่ที่เราอดใจไม่กินขนมมาตั้งนาน ช่วยสอนพวกเราหน่อยเถิดนะขอรับ”
ซูฉางอันมองซูจ้าวซินด้วยความขบขัน แล้วถามว่า “แล้วอาจารย์ให้หัวข้ออะไรมาล่ะ?”
ซูหว่านเอ๋อร์เมินพี่ชาย หันมาตอบซูฉางอัน “ไม่มีหัวข้อเจ้าค่ะ ให้แต่งอะไรก็ได้ ข้ากะว่าจะลองแต่งเกี่ยวกับดอกเหมยหรือหิมะตามแบบพี่หญิงใหญ่ แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะใช้คำไหนดี”
พูดถึงตรงนี้...
ซูหว่านเอ๋อร์ทำท่าอึกอัก แต่สุดท้ายก็ก้มหน้าพูดด้วยความเขินอาย “แต่พอเห็นพี่หญิงใหญ่ตัวจริงสวยขนาดนี้ ข้า... ข้าก็เลยอยากเปลี่ยนใจมาแต่งกลอนชมสาวงามแทนเจ้าค่ะ”
ซูฉางอันเอื้อมมือไปบีบแก้มยุ้ยๆ ของซูหว่านเอ๋อร์เบาๆ แล้วหันไปมองซูจ้าวซิน
ซูจ้าวซินเห็นซูฉางอันมองมาก็รีบนำเสนอ “ข้าแต่งเสร็จแล้ว! แต่ไม่ค่อยมั่นใจ เลยอยากให้พี่หญิงใหญ่ช่วยดูหน่อย ช่วยวิจารณ์ให้ข้าทีขอรับ”
.......................................................................