- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 3 เอาไงดี จักรพรรดินีเอาจริง
บทที่ 3 เอาไงดี จักรพรรดินีเอาจริง
บทที่ 3 เอาไงดี จักรพรรดินีเอาจริง
“...”
แม้เมาเมาจะรู้สึกพูดไม่ออก แต่สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉยดังเดิม “เพราะไม่อยากเป็นฮองเฮาหรือ?”
“อืม”
“เหตุใดล่ะ”
ก็ถ้าได้เป็นฮองเฮา เรื่องที่ข้าเป็นผู้ชายอาจจะความแตก แล้วข้าก็จะโดนฆ่าน่ะสิ!
แม้ใจจริงอยากตะโกนบอกเพื่อนรักไปแบบนั้น แต่เรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดที่แพร่งพรายไม่ได้เด็ดขาด ซูฉางอันจึงตอบเลี่ยงไปว่า “ก็เพราะข้าเป็นผู้หญิง ข้าไม่ได้ชอบผู้หญิงด้วยกันนี่!”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ เมาเมาถึงกับชะงักไปเล็กน้อย จ้องมองซูฉางอันอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะเบนสายตาไปทางราวแขวนเสื้อ “เช่นนั้นหรือ”
“ผู้หญิงกับผู้หญิงจะอยู่กินด้วยกัน มันแปลกจะตาย” ซูฉางอันยังคงโกหกหน้าตายต่อไป
“แต่ว่าฝ่าบาททรงจริงจังมากนะ” เมาเมาจ้องซูฉางอัน “ถึงข้าจะแค่ได้ยินเขาเล่าลือกันมา แต่ดูเหมือนว่าเมื่อวานฝ่าบาทจะทะเลาะกับไทเฮาใหญ่โต ยืนกรานว่าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาให้ได้ ถึงขนาดลั่นวาจาว่าถ้าไม่ได้แต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาก็จะไม่ขอเป็นจักรพรรดิอีกต่อไป แม้จะเป็นเพียงข่าวลือ แต่ถ้าไม่มีมูลสุนัขคงไม่ขี้ ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องกุขึ้นลอยๆ แถมตอนนี้ทุกอย่างก็ถูกจัดแจงไว้หมดแล้ว เดี๋ยวเจ้าก็จะถูกกองทัพหมอกแดงพาตัวไปยังจวนราชครูซู...”
ซูฉางอันถามแทรก “เหตุใดต้องพาข้าไปที่นั่น?”
เมาเมาตอบ “เพื่อให้เจ้าสวมรอยเป็นหลานสาวของท่านราชครูซูชั่วคราว แล้วค่อยรับเจ้าเข้าวังในฐานะฮองเฮา การทำเช่นนี้จะทำให้เจ้ามีหัวนอนปลายเท้า การแต่งตั้งจะได้ไม่เป็นที่ครหาของคนภายนอก”
“...”
ซูฉางอันถึงกับพูดไม่ออก การที่ทุกคนคัดค้านเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้ว จู่ๆ จะแต่งตั้งใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าขึ้นเป็นฮองเฮา ย่อมต้องถูกต่อต้านเป็นธรรมดา
แต่ผู้หญิงคนนั้น...
จำเป็นต้องทำเพื่อข้าถึงขนาดนี้เลยหรือ?
ยอมรับว่าตอนแต่งหญิงข้าก็สวยจริงๆ แต่ในวังมีผู้หญิงที่สวยกว่าข้าแถมชาติตระกูลดีกว่าข้าถมเถไป
เมื่อคิดถึงตรงนี้...
ซูฉางอันพลันนึกถึงคำพูดในฝัน ที่จักรพรรดิเซี่ยบอกว่าจะคอยปกป้องเขาตลอดไป
มันกลับตาลปัตรกันไปหมด!
ตามหลักแล้วผู้ชายอกสามศอกอย่างเราต้องเป็นฝ่ายปกป้องเมียสิ
แต่ด้วยสถานะตอนนี้ดูเหมือนนางจะเป็นฝ่ายปกป้องข้าเสียมากกว่า
แต่ว่า...
หรือจะลองบอกความจริงกับนางดี?
“จะว่าไป เมื่อเช้าดูเหมือนฝ่าบาทจะเป็นคนสวมเสื้อผ้าให้เจ้าด้วยนะ...” เมาเมาพูดขึ้นมาดื้อๆ ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
ซูฉางอันทำหน้างง “หือ?”
“คุณหนูซู ไม่ทราบว่าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อยแล้วหรือยัง รถม้าของจวนราชครูซูมารอรับแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงเรียกจากหน้าประตูดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
...
เกี้ยวแปดคนหาม พร้อมด้วยองครักษ์หญิงกองทัพหมอกแดงคอยคุ้มกัน
ขบวนแห่อลังการขนาดนี้เดินผ่านท้องถนน จะไม่ให้คนสนใจได้อย่างไร!
ซูฉางอันนั่งอยู่ภายในเกี้ยว เขาแง้มม่านขึ้นเล็กน้อย มองดูชาวบ้านร้านตลาดที่ต่างพากันมองมาด้วยความตื่นตะลึงและสงสัย เมื่อลดม่านลง สายตาก็เหลือบไปเห็นทหารหญิงกองทัพหมอกแดงที่สวมเกราะเต็มยศ
ซูฉางอันรู้ดีว่าผู้หญิงพวกนี้ล้วนเป็นจอมยุทธ์ระดับหกขึ้นไปทั้งสิ้น โดยเฉพาะรองแม่ทัพที่เดินขนาบข้างเกี้ยวเขาอยู่นี้ เป็นถึงจอมยุทธ์ระดับแปด!
ดังนั้นเรื่องหนี... เลิกคิดไปได้เลย เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
แต่ถ้าไม่หนี...
“จะรอความตายหรือ?”
ซูฉางอันถามตัวเองด้วยความกังขา
ถ้าเมาเมาจำไม่ผิด และฝ่าบาทเป็นคนใส่เสื้อผ้าให้เขาจริงๆ...
งั้นเขาก็ความแตกแล้วชัวร์ป้าบ!
เพราะสรีระของผู้ชายกับผู้หญิง มันแยกแยะได้ง่ายนิดเดียว!
แต่ประเด็นคือถ้าความแตกแล้ว เหตุใดฝ่าบาทยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังจะแต่งเขาเป็นฮองเฮาอีก..
หรือว่า... ความไม่แตกกันแน่!?
แต่ไม่ว่าจะความแตกหรือไม่
สิ่งที่ทำให้ซูฉางอันหงุดหงิดงุ่นง่านคือตอนนี้จะหนีก็ไม่ได้ จะอยู่ก็ไม่ดี
เพราะถ้าหนี ต้องโดนตามล่าแน่ แต่ก็ยังดีกว่ารอความแตกแล้วโดนประหาร!
แต่ถ้าหนีไปจริงๆ แล้วฝ่าบาทล่ะ... นางยอมทะเลาะกับไทเฮาและขุนนางเพื่อเขา ถึงขั้นจัดเตรียมทุกอย่างเพื่อจะแต่งงานกับเขา ถ้าเขาหนีไปดื้อๆ ก็ดูจะไร้น้ำใจเกินไปหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่าบาทยังเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้อีก!!
แต่ถ้าไม่หนี...
โว้ย! หงุดหงิด!
ซูฉางอันในตอนนี้หงุดหงิดจนแทบบ้า
คิดไปคิดมา สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอาเถอะ...น้ำมาค่อยเปิดทาง ดินมาค่อยเอาทรายกลบก็แล้วกัน~~~
ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่!
จุดหมายปลายทางตอนนี้คือจวนราชครูแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย
ส่วนรายละเอียดลึกๆ ซูฉางอันไม่รู้แน่ชัด
แต่จากคำบอกเล่าของเมาเมา เขาก็พอจะเดาออกสรุปง่ายๆ
คือหากจักรพรรดินีองค์ปัจจุบันประกาศแต่งตั้งนางกำนัลธรรมดาขึ้นเป็นฮองเฮา ย่อมต้องถูกครหาว่าเป็นเรื่องไม่สมควร
ดังนั้นนับจากวันนี้ไป ซูฉางอันจึงกลายเป็นหลานสาวของราชครูซูเหวินชิง
โดยมีเรื่องราวปรุงแต่งว่าเนื่องจากนางร่างกายอ่อนแอขี้โรค จึงถูกส่งไปเลี้ยงดูในวังตั้งแต่เล็ก อยู่ในความดูแลของหมอหลวง และเติบโตมาพร้อมกับฝ่าบาท เป็นเพื่อนเล่นวัยเยาว์ บัดนี้ถึงวัยออกเรือน จึงได้ฤกษ์รับเข้าสู่ตำหนักในอย่างเป็นทางการ
นับเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ปกติสามัญ
แต่สิ่งที่ซูฉางอันติดใจคือ โลกใบนี้กลับไม่มีใครเห็นว่าการที่ผู้หญิงแต่งงานกับผู้หญิงเป็นเรื่องแปลกประหลาด!!!
ถึงแม้ซูฉางอันจะเป็นผู้ชาย แต่ในสายตาคนอื่น เขาคือผู้หญิง!
คนโลกนี้สมองเพี้ยนกันไปหมดแล้วหรือไร?? หรือเสียสติกันไปหมดแล้ว?? ต่อให้คนรู้เรื่องนี้มีแค่หยิบมือ แต่กลับไม่มีใครกังขาเลยรึ!?
ซูฉางอันได้แต่บ่นพึมพำในใจ
“คุณหนูซู ข้างหน้าคือจวนราชครูซูแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงของเยี่ยนหรูอวี้ รองแม่ทัพกองทัพหมอกแดงดังเข้ามาในเกี้ยว
สิ้นเสียงนาง ซูฉางอันก็ได้ยินเสียงตีฆ้องร้องป่าว ตามมาด้วยเสียงประทัดดังสนั่น
ไม่นานเกี้ยวก็หยุดลง
“ยินดีต้อนรับคุณหนูใหญ่กลับจวน!”
สิ้นเสียงประกาศก้อง
เกี้ยวถูกวางลง เมาเมาค่อยๆ เปิดม่านเกี้ยวออก
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเหล่าบุรุษในชุดหรูหราดูเป็นมงคลยืนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ
ตรงกลางกลุ่มคนเหล่านั้นคือชายชราหลังค่อม ผมและหนวดเคราขาวโพลน ในมือถือไม้เท้า ด้านหลังมีชายฉกรรจ์และเด็กสาววัยรุ่นที่มองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นอีกหลายคน
“อันเอ๋อร์ กลับบ้านเถิดหลาน”
ขณะที่ซูฉางอันกำลังกวาดสายตามองผู้คน สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งที่แต่งกายงดงามดูมีสง่าราศี กเดินออกมาจากกลุ่มคนพลางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“คุณหนูซู โปรดเรียกข้าว่าท่านแม่ เพื่อตบตาคนภายนอกเจ้าค่ะ”
เมื่อสตรีผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ก็กระซิบข้างหูซูฉางอันแผ่วเบา
ต้องเล่นละครให้สมบทบาทสินะ?
ซูฉางอันเข้าใจทันที เขาจึงกุมมือสตรีผู้นั้นไว้ แล้วยิ้มหวานพลางเรียกขานด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่”
ต่อให้ไม่อยากเรียก แต่สถานการณ์บังคับให้ต้องเปล่งออกไป
“จ๋า~~~”
ไม่ว่าจะเป็นการแสดงหรือความรู้สึกจริง เมื่อสตรีผู้นั้นได้ยินคำนี้ก็ยิ้มแก้มปริทันที
นางจูงมือซูฉางอันพาเดินออกจากเกี้ยวแปดคนหาม
ทันใดนั้น
เสียงฮือฮาก็ดังระงมไปทั่ว
ไม่ว่าจะเป็นคนที่มามุงหรือคนของจวนตระกูลซูเองต่างพากันตกตะลึงในรูปโฉมของซูฉางอัน
ทุกคนต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าบุตรสาวตระกูลซูที่ถูกเลี้ยงดูในวังผู้นี้ช่างงดงามเหลือเกิน งามเสียยิ่งกว่า 'ซูหลินหาน' ยอดพธูอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงเสียอีก
“คุณหนูใหญ่กลับจวน นกขุนทองร้องขับขาน เชิญจารึกอักษรลงบนแท่น!”
เสียงบ่าวรับใช้หน้าประตูจวนตะโกนก้อง
สิ้นเสียง บ่าวไพร่หลายคนก็รีบยกโต๊ะมาวางตรงหน้าซูฉางอัน
พร้อมทั้งจัดวางพู่กัน หมึก กระดาษและจานฝนหมึกไว้อย่างครบครัน
ซูฉางอันมองด้วยความสงสัย เมื่อเพ่งมองบนกระดาษก็เห็นรอยจางๆ ที่คนอื่นอาจมองไม่เห็น แต่ในมุมของเขา กลับเห็นได้อย่างชัดเจน
“บุ๋นและบู๊เกื้อกูลแผ่นดิน ตระกูลซูไร้ผู้ใดไร้ซึ่งความรู้ ดอกเหมยบานสะพรั่งในเรือนเหมย ขอเชิญคุณหนูใหญ่ประพันธ์บทกวีในหัวข้อดอกเหมย เพื่อเข้าพำนักในเรือนเหมย!”
เมื่อเสียงประกาศดังขึ้น ซูฉางอันก็เข้าใจสถานการณ์ทันที
พูดง่ายๆ คือให้เขียนกลอนสักบทก่อนเข้าบ้าน ดูท่าจะเป็นธรรมเนียมของตระกูลนี้กระมัง
ธรรมเนียมบ้าบออะไร จะเข้าบ้านตัวเองยังต้องมานั่งแต่งกลอน...
ซูฉางอันบ่นอุบในใจ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
เรื่องคัดลายมือพู่กัน ซูฉางอันพอไปวัดไปวาได้ เพราะชาติก่อนเขาเรียนเอกประวัติศาสตร์และวรรณคดีมา นี่มันวิชาพื้นฐานชัดๆ
ส่วนเรื่องแต่งกลอน ถึงเขาจะแต่งเองไม่เก่ง แต่เรื่องลอกน่ะถนัดนัก!
กวีเอกในชาติก่อนมีตั้งมากมาย เรื่องแค่นี้ไม่คณามือคนที่ข้ามภพมาหรอก
..........................................................................