- หน้าแรก
- ระบบตกปลา ระดับเทพ
- บทที่ 34 คมเคียวใต้เงาจันทร์
บทที่ 34 คมเคียวใต้เงาจันทร์
บทที่ 34 คมเคียวใต้เงาจันทร์
บทที่ 34 คมเคียวใต้เงาจันทร์
ยามที่เจคเห็นอีธานเดินทอดน่องตรงมาหา ภายในช่องท้องของเขาก็พลันบิดมวนด้วยความพรั่นพรึง
แม้เขาจะถือครองตำแหน่งศิษย์หอคุมกฎ และมีตราสัญลักษณ์ประดับบนชุดคลุมอย่างสง่าผ่าเผย ทว่ายามเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ถูกเนรเทศโดยโองการสำนักผู้นี้ เขากลับรู้สึกว่าตนเองช่างต้อยต่ำยิ่งนัก
รอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูผ่อนคลายของอีธานนั้น เยือกเย็นดุจลมเหมันต์ที่พัดผ่านหุบเขาอันอ้างว้าง มันย้ำเตือนให้เจครู้ซึ้งว่า เหตุใดเหล่าศิษย์อาวุโสแถวทะเลสาบถึงมิมีใครกล้าตอแยกับชายผู้นี้ ทว่าเจคยังคงฝืนข่มใจ
‘ข้าคือศิษย์หอคุมกฎ...’ เขาปลอบใจตัวเอง ‘ข้าจะมาเสียหน้าต่อหน้าผู้ถูกลงทัณฑ์ไม่ได้ โดยเฉพาะกับเจ้าปีศาจตนนี้!’
เขายืดอกขึ้น ปั้นหน้าเคร่งขรึมให้ดูเป็นกลางที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะตวาดใส่อีธานด้วยอำนาจที่พยายามเค้นออกมา
“ศิษย์ที่ถูกเนรเทศมายังทะเลสาบกระจกนิ่ง ตามกฎแล้วต้องเข้าไปในสุสานบรรพชน และใช้เวลาทำความสะอาดถึงหกชั่วยามเต็มในทุก ๆ วัน ต่อหน้าดวงวิญญาณวีรชนของสำนัก ผู้ถูกเนรเทศต้องยอมรับการกัดกร่อนของไอหยินเพื่อไถ่ถอนบาปที่ตนก่อไว้!”
เจคขมวดคิ้ว พยายามวางท่าทีให้ดูน่าเกรงขามดุจตัวแทนแห่งกฎมณเฑียรบาล
“แต่วันนี้เจ้ากลับเข้าไปยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเสียด้วยซ้ำ ข้าเห็นเจ้าเดินกลับออกมาแทบจะทันทีที่เข้าไป ศิษย์ที่ถูกลงทัณฑ์เช่นเจ้ากล้าละเมิดกฎของหอคุมกฎอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ จะไม่ให้ข้าแปลกใจได้อย่างไร?”
เขาทิ้งช่วงคำพูดไว้ครู่หนึ่ง เพื่อให้บรรยากาศ และสายตาของฝูงชนที่มุงดูช่วยเสริมบารมี “โอหังนัก... เจ้ามั่นใจในตัวเองถึงเพียงไหน กันถึงได้กล้าเมินเฉยต่อกฎข้อบังคับของสำนักเช่นนี้?”
น้ำเสียงของเจคเต็มไปด้วยความทะนงตน คล้ายกับว่าเขามิได้ยืนอยู่เพียงลำพัง แต่มีน้ำหนักของจารีตประเพณีทั้งสำนักหนุนหลังอยู่
การโต้เถียงนี้ดึงดูดความสนใจได้อย่างรวดเร็ว ศิษย์บริเวณนั้น ทั้งคนที่เห็นเหตุการณ์เมื่อวาน และคนที่เพิ่งได้ยินข่าวลือ ต่างหยุดชะงักฝีเท้า
บางคนเอบดูอยู่ตามซอกประตูหรือหลังบานหน้าต่าง พลางส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในลำคอ หลายคนยังจำภาพที่อีธานใช้เพียงใบไม้ใบเดียวสยบศิษย์ฝ่ายในขอบเขตสร้างแกนปราณ (Core Formation) สองคนเมื่อวันก่อนได้ติดตา
เจคผู้นี้ ไม่รู้ว่าใจกล้าหรือโง่เขลากันแน่ ถึงได้กล้าท้าทายอีธานเช่นนี้
ก่อนหน้านี้ มิเคยมีศิษย์หอคุมกฎคนใดกล้าซักไซ้อีธานเรื่องหน้าที่ หรือแม้แต่ตั้งคำถามกับเขา เขาจะสัญจรไปที่ใด นั่งตกปลา หรือทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจปรารถนา เพราะพละกำลังของเขาคือเกราะคุ้มกันชั้นเลิศ ทว่ากลุ่มศิษย์ใหม่พวกนี้ดูเหมือนจะอ่อนหัดเกินไป หรือไม่ก็ทะเยอทะยานจนมองข้ามคำเตือนของเหล่ารุ่นพี่ไปเสียสิ้น
อีธานหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
“เจ้าพูดจบหรือยัง?” น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย ทว่ากลับกดดันจนเจคเริ่มรู้สึกอึดอัดในความเงียบ
เจคพยายามกลืนน้ำลายที่ฝืดคอลงไปก่อนจะพยายามประคองสติ “จบแล้ว!” เขาโพล่งออกมา แม้เสียงจะเริ่มสั่นพร่าเล็กน้อย
อีธานยังคงอยู่ในท่าทีที่ผ่อนคลาย เงาของรัตติกาลทาบทับลงบนใบหน้าขณะที่ความมืดสลัวเริ่มปกคลุมทั่วผืนน้ำ
เขาปรายตาไปรอบ ๆ คล้ายเป็นการอนุญาตให้ฝูงชนแยกย้าย ศิษย์ที่มุงดูอยู่ต่างรับรู้ถึงสัญญาณนั้น และพากันหลบเข้ากระท่อมอย่างเงียบเชียบ แม้แต่คนที่อยากรู้อยากเห็นที่สุดยังถอยร่นเข้าสู่ความมืด แต่ถึงกระนั้น สายตาหลายคู่ยังคงจดจ้องเหตุการณ์ผ่านช่องหน้าต่าง และรอยแยกของม่านอย่างไม่วางตา
ยามนี้เหลือเพียงแสงไฟจากคบเพลิงที่สั่นไหว ทอดเงาบิดเบี้ยวไปบนใบหน้าของเจค
ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปสิ้นแล้ว โลกทั้งใบถูกย้อมด้วยสีน้ำหมึก
ศิษย์หอคุมกฎที่เป็นรุ่นน้องของเจคซึ่งถือคบเพลิงอยู่ด้านหลัง ต่างพากันขยับตัวด้วยความกระสับกระส่ายภายใต้เงามืด
ความพยายามในการรักษามาดของเจคพังทลายลงในไม่กี่อึดใจต่อมา
ฉับพลันนั้น ลมหนาวสายหนึ่งพัดผ่าน รวดเร็วดุจเงาพราย เกินกว่าที่ความทรงจำจะจับภาพได้ ทันรู้ตัวอีกที ด้ามของ ‘เคียวพิรุณจันทรา’ (Moonflood Scythe) สีน้ำเงินครามก็พาดกดเข้าที่ลำคอของเจค แม้จะไม่ถึงขั้นบาดผิว แต่พละกำลังที่แฝงอยู่นั้นกลับสั่นประสาทจนเขารู้สึกถึงความสิ้นหวัง
เหล่าศิษย์รุ่นน้องที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างล้มพับลงไปกับพื้นในทันที พวกเขาถูกสยบด้วยความรวดเร็ว และแม่นยำเกินกว่าจะเชื่อสายตา
เจคยืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจขาดห่วง
คมเคียวสีครามเปล่งประกายล้อแสงไฟสลัวในยามค่ำคืน ตัวใบมีดโค้งมนฉายแววเยือกเย็น และกระหายเลือด อักขระบนตัวเคียววูบวาบเป็นจังหวะ และตรงจุดที่มันกดเข้ากับลำคอของเจค เลือดสายหนึ่งเริ่มซึมออกมาเป็นหยดเล็ก ๆ
คมอาวุธนั้นดูหนักแน่น และจริงแท้กว่าภัยคุกคามใด ๆ ที่เจคเคยเผชิญมาตลอดชีวิต
เขาสั่นสะท้าน ความโอหังพังทลายลงไม่มีชิ้นดี
เจคก้าวเข้าสู่หอคุมกฎในฐานะหัวหน้าทีม ด้วยความมั่นใจในบารมีของ ‘ยอดเขาเงาสูญ’ ที่หนุนหลังอยู่ ทว่าในยามนี้ ขุมกำลังที่เคยเป็นที่พึ่งกลับดูห่างไกล และไร้ค่าเหลือเกิน
อีธานผู้นี้ไร้ซึ่งรากวิญญาณ ไร้ซึ่งทรัพยากร ทั้งยังต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ชายป่าทะเลสาบทุกเมื่อเชื่อวัน... แล้วเหตุใดเขาถึงแข็งแกร่งปานนี้? เจคมองไม่ทันแม้แต่กระบวนท่าเดียวที่สยบเขาลงได้ ยามนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดรุ่นพี่ถึงเตือนนักเตือนหนาว่า ‘อย่าได้หาเรื่องคนตกปลาในม่านหมอกผู้นี้เป็นอันขาด’
“มีอะไร... ก็ค่อย ๆ พูดเถิด... ท่านช่วย... ช่วยลดเคียวลงก่อนได้หรือไม่?” เจคกระซิบด้วยเสียงที่สั่นระริก เหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผม
น้ำเสียงของอีธานเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “ข้ามีคำถาม ตอบมาตามความจริง แล้วเจ้าจะได้เดินออกไปจากที่นี่”
เจคเสียงสั่นเครือ “คะ... ครับ ท่านพี่... ศิษย์พี่อีธาน เชิญถามมาได้เลย”
อีธานปล่อยให้ความเงียบกดดันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มการสอบสวนอย่างใจเย็น
“เจ้าเข้าสู่หอคุมกฎตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“สองเดือนก่อน”
“ก่อนหน้านั้นเจ้าสังกัดยอดเขาใด?”
“ยอดเขาเงาสูญ... ยอดเขาเงาสูญ ข้าสาบานได้!” เจคละล่ำละลักตอบ คมเคียวที่จ่อคอทำให้เขาระมัดระวังทุกพยางค์ที่เอ่ยออกมา
อีธานกดน้ำหนักลงไปอีกเพียงนิด เลือดอีกหยดไหลซึมออกมาจากลำคอของเจค
“ใครเป็นคนสั่งให้เจ้าคอยจับตาดูข้า? ใครให้เจ้าคอยแจ้งข่าวเมื่อข้าเข้าไปในสุสาน? ข้าต้องการความจริง”
สายตาของเจคหลุกหลิก... เขาถูกต้อนจนมุม ความตื่นตระหนกฉายชัดในดวงตา ทว่าเมื่ออีธานโน้มตัวเข้าไปใกล้เพียงนิด เจคก็พังทลายลงทันที “เป็น... เป็นคนที่ข้ารู้จัก! เขาบอกให้ข้าคอยรายงานหากท่านเข้าไปในสุสานนอกเวลาปกติ หรือหากท่านอยู่นานเกินไป! ข้ารู้เท่านี้จริง ๆ ข้าสาบานได้!”
ดวงตาของอีธานหรี่ลงด้วยความพึงพอใจ “ชื่อของ ‘อเล็กซ์’ พอจะมีความหมายอะไรกับเจ้าบ้างไหม?”
ใบหน้าของเจคซีดเผือด เขาเพิ่งตระหนักถึงนัยที่ซ่อนอยู่ได้ในตอนที่สายเกินไป “ขะ... เขาอยู่ที่ไหน?”
น้ำเสียงของอีธานราบเรียบ ทว่ากลับบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
“ตายแล้ว”
ความจริงนั้นก้องกังวานไปในความมืด และนั่นคือครั้งแรกที่เจคได้สัมผัสกับ ‘ความกลัว’ ที่แท้จริง
จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ
ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox
https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr