- หน้าแรก
- เมื่อโครงข่ายเวทย์ล่มสลาย มีแค่ผมคนเดียวที่ร่ายเวทย์ได้
- บทที่ 29 - ศิลปะการต่อสู้
บทที่ 29 - ศิลปะการต่อสู้
บทที่ 29 - ศิลปะการต่อสู้
บทที่ 29 - ศิลปะการต่อสู้
พลังงานจางหายไป ชูว์ล ซาฮียร์ และเฟลมิ่งฟิสต์ระดับสูง ต่างก็นอนนิ่งอยู่บนพื้น ไม่ว่าจะหมอบหรือนอนขดตัว เปลือกแข็งและชุดเกราะหลุดร่อนเป็นชิ้นๆ ผิวหนังกลายเป็นสีม่วงคล้ำ มีควันดำลอยกรุ่น
ผู้คนรอบข้างหน้าตาตื่น ตัวแข็งทื่อ ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ เสาหลักสองคนล้มลงแบบนี้ ขวัญกำลังใจเสียหมด
ยอดฝีมือระดับซาฮียร์ ทั้งสนามรบนี้หาได้ไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำ
หัวหน้านักบวชคูทัวยันคทาไว้ ตัวงอ เลือดไหลออกจากทวารทั้งห้า อาการดูไม่สู้ดีนัก
เห็นได้ชัดว่าโครงข่ายเวทมนตร์ปั่นป่วนส่งผลกระทบกับมันมาก ต่อให้ความสามารถคล้ายเวทย์จะไม่พึ่งโครงข่าย แต่ก็หนีไม่พ้นอิทธิพลและการรบกวนของสภาพแวดล้อมทางเวทมนตร์อยู่ดี
อันเธอร์หน้าตึง ลังเลอยู่หลายตลบ สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือ เขายอมรับว่ากลัว ถ้าหัวหน้านักบวชยังมีก๊อกสอง เขาคงได้ไปคุยกับรากมะม่วงแน่
เขาต้องรอจังหวะ
“ย้าก!”
แลนด์พุ่งเข้ามาอย่างกับคนบ้า ชนสัตว์ประหลาดกระเด็นไปตลอดทาง
ตอนนี้ในใจเขาเต็มไปด้วยความเสียใจ ทั้งที่มีโอกาสมาช่วยได้แท้ๆ แต่พอเห็นสถานการณ์ทรงตัวเลยแว้บไปช่วยตรงอื่นก่อน ไม่ได้รีบมาทันที
หัวหน้านักบวชคูทัวฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันแหลมคม หัวเราะเสียงแหบแห้งฟังดูวิปริต บ้าคลั่ง
มันเองก็รอจังหวะเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่เก็บได้แค่สอง
พอเห็นแลนด์พุ่งเข้ามา มันส่ายหนวดที่คาง กระโดดลงจากหลังชูว์ล ซอยเท้าสั้นๆ วิ่งไปทางแม่น้ำ ท่าทางจะชิ่งแล้ว
เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก แค่โดดลงน้ำแม่น้ำชิออนทาร์ได้ก็เหมือนกลับบ้าน เท่ากับว่าไม่มีวันแพ้แล้ว
ผู้คุมกฎคูทัวขี่ปูยักษ์วิ่งเข้ามา ขวางหน้ามันไว้ แยกเขี้ยวยิงฟันใส่แลนด์ที่กำลังพุ่งมา
[ผู้คุมกฎคูทัว มนุษย์ปลาคูทัว ระดับความท้าทาย 3]
“ไปช่วยคน” อันเธอร์โยนน้ำยาฟื้นพลังของตัวเองให้บลาทท์
จากนั้นสูดหายใจลึก เปิดใช้งาน 'เวทมนตร์โดยกำเนิด' พลังเวทย์รอบตัวพลุ่งพล่าน ผ้าคลุมสะบัดพึ่บพั่บ
เพ่งสมาธิถึงขีดสุด ล็อคเป้านักบวชเตี้ยตัวสีม่วงจากระยะไกล พร้อมกับคำนวณตำแหน่งของแลนด์ไปด้วย
""
เวทมนตร์โดยกำเนิด + เมตาเมจิก: ร่ายคู่ขนาน + เวทย์ตรึงร่างมนุษย์!
ภาษามังกรดังก้องกังวาน ไม้เท้าหนักอึ้งราวกับพันชั่ง เพียงแค่สะบัด แสงเวทมนตร์จางๆ สองสายก็ตกลงบนหัวของหัวหน้านักบวชและผู้คุมกฎโดยไม่มีใครสังเกต
มนุษย์ปลาสองตัวตัวแข็งทื่อ กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต แม้แต่ตาปลาตายก็ขยับไม่ได้
จังหวะนั้นเอง แลนด์ก็มาถึง การพุ่งชนอันบ้าคลั่งแหวกน้ำที่เจิ่งนอง ฝ่าสายฝนและลมหนาว ลากสายน้ำเป็นทางยาวเหมือนมังกรน้ำ
วินาทีถัดมา เปลือกตาหัวหน้านักบวชกระตุก แขนขาค่อยๆ ขยับ ความชาเริ่มจางหาย ต่อให้อาการแย่แค่ไหน เวทย์ตรึงร่างมนุษย์ก็หยุดมันได้ไม่ถึงวิ
แค่วิเดียว ก็เกินพอแล้ว!
ดาบยาวอันแข็งแกร่งฟาดฟันลงมาพร้อมแสงสว่างจ้าบาดตา หัวหน้านักบวชยกคทาขึ้นกันคอตามสัญชาตญาณ สนามพลังแสงจางๆ ปรากฏขึ้นรอบตัว แต่มันกำลังเผชิญหน้ากับท่าไม้ตายที่พาลาดินภาคภูมิใจที่สุด... สไมท์!
“ตูม”
สนามพลังแตกกระจาย เสียงเหล็กปะทะกันและเสียงคมมีดเฉือนเนื้อดังขึ้นพร้อมกัน แขนครึ่งท่อนกับคทาของหัวหน้านักบวชกระเด็นหลุดจากร่าง ร่างเตี้ยๆ ปลิวว่อน คอถูกเฉือนไปครึ่งหนึ่ง เลือดสีฟ้าเขียวสาดกระจายเป็นละอองเลือดที่งดงามและสยดสยอง
แสงแห่งการรักษาแวบขึ้นบนตัวหัวหน้านักบวช มันยังไม่ตาย!
“ตายซะ!”
แลนด์เกร็งตัว เหวี่ยงแขนสุดแรง ดาบในมือกลายเป็นรุ้งสีขาว พุ่งตามร่างปลาที่ร่วงลงมา ทะลวงเข้าท้อง ทะลุออกคอ กระแทกหัวปลาอัปลักษณ์จนบิดเบี้ยว เผยให้เห็นเนื้อเยื่อและหลอดลมที่ชุ่มเลือด
[เป้าหมายเสียชีวิต ได้รับค่าประสบการณ์ต่อสู้ 385 แต้ม]
‘นี่น่ะเหรอยอดฝีมือ!’
อันเธอร์ตื่นตะลึง เทคนิคการต่อสู้ที่เหมือนงานศิลปะ ลื่นไหลต่อเนื่อง ต้องเห็นกับตาถึงจะสัมผัสเสน่ห์ของมันได้ ตัวเลขเลเวลอันเย็นชาบอกเล่าแรงกดดันที่น่าขนลุกนี้ไม่ได้เลย
‘อืม ฉันก็ไม่เลวเหมือนกัน!’
หัวหน้านักบวชร่วงถึงพื้น แลนด์ก้าวตามไป ดึงดาบออก ฟันฉับๆ จนหัวปลาหลุดกลิ้ง ถึงได้หยุดมือ
พอมันตาย สนามรบที่เคยเสียงดังก็เงียบลงถนัดตา แล้วพวกมนุษย์ปลาก็ทิ้งคู่ต่อสู้ วิ่งหนีหางจุกตูด กระโดดลงน้ำหายต๋อมไปในพริบตา
เหลือแค่พวกคล้ายก็อบลินกับคนแคระสีเทาไม่กี่สิบตัว มองดูมนุษย์หลายร้อยคนที่ล้อมเข้ามาด้วยความสิ้นหวัง
ผู้คุมกฎคูทัวที่โดนตรึงร่างก็ถูกปูยักษ์แบกกระโดดลงแม่น้ำ หลุดจากการควบคุมไปได้
“จบสักที!” อันเธอร์ถอนหายใจ รีบวิ่งไปหาซาฮียร์
ผลลัพธ์ไม่สมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยก็ชนะ
คนมุงกันเต็มไปหมด พอเห็นอันเธอร์กับแลนด์มาก็รีบหลีกทางให้
บาร์บาเรียนเฟลมิ่งฟิสต์กับซาฮียร์ยังคงนอนนิ่ง ผิวหนังมีรอยเน่าเปื่อยสีดำม่วง กลิ่นเหม็นคาวโชยมา สภาพดูไม่ได้
บาร์บาเรียนมีทหารเฟลมิ่งฟิสต์ล้อมอยู่ ลมหายใจยังสม่ำเสมอ น่าจะรอด
แต่ซาฮียร์หน้าอกไม่ขยับแล้ว เนื้อตรงคางหลุดไปสองก้อน เป็นรอยนิ้วมือตอนบลาทท์ง้างปากกรอกยา
บลาทท์คว่ำขวดน้ำยา ใช้นิ้วโป้งอุดปากขวด ค่อยๆ หยดน้ำยาลงบนผิวหนัง แต่ก็ไม่ดีขึ้น
ซาฮียร์ตายแล้ว เวทย์ประคองชีพและน้ำยาฟื้นพลังใช้ได้กับคนเป็นเท่านั้น
นักบวชชราผมขาวโพลนนั่งคุกเข่าอยู่ข้างซาฮียร์ หน้าอกเสื้อมีลาย "การเดินทางในยามรุ่งอรุณ" ชัดเจนว่าเป็นนักบวชของลาธอนเดอร์
มือหนึ่งวางเบาๆ บนอกซาฮียร์ อีกมือกำสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์แน่น เวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งการอวยพรห้อมล้อมทั้งคู่ไว้
เสียงสวดดังขึ้น พลังศักดิ์สิทธิ์ตกลงมา แต่กลับสลายไปกลางคัน ไม่เกิดผลอะไร
“องค์แห่งรุ่งอรุณ ทำไม ทำไมกัน!”
นักบวชชราสติแตก ประคองสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยสองมือ ขดตัวร้องไห้โฮเหมือนเด็กทำความผิด ทั้งสิ้นหวังและโดดเดี่ยว
‘นั่นมันเวทย์ระดับสาม คืนชีพ’ อันเธอร์ฟังคาถาออก และสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังของแก
แกไม่ได้แค่เสียใจที่พาลาดินตาย แต่กำลังคร่ำครวญที่พระเจ้าทอดทิ้ง
แลนด์ยังไม่ยอมแพ้ นั่งยองๆ อยู่ข้างๆ ถ่ายเทพลังรักษาจากฝ่ามือเข้าสู่ร่างซาฮียร์ทีละนิด แต่พลังนี้ก็ขาดช่วงไปอย่างรวดเร็ว
พลังรักษาในตัวเขาหมดเกลี้ยงแล้ว
อันเธอร์หันหน้าหนี แน่นหน้าอกไปหมด
“คุณพ่อมูดี คุณยังมีช่องเวทมนตร์ระดับสามเหลืออยู่ใช่ไหม คุณยังมีโอกาสอีกครั้ง!” แลนด์จับมือนักบวชชรา ตาแดงก่ำ
นักบวชชราเงยหน้ามองชายหนุ่ม คำพูดจุกอยู่ที่คอแล้วกลืนกลับลงไป ได้แต่พยักหน้าหนักแน่น แต่มีแค่ตัวแกเองที่รู้ว่า ตั้งแต่โครงข่ายเวทมนตร์มีปัญหา แกไม่เคยร่ายเวทย์ระดับสามสำเร็จเลยสักครั้ง
แกปรับอารมณ์ กำสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์แน่น เตรียมร่ายเวทย์อีกครั้ง
อันเธอร์ตัดสินใจ ขยับเข้าไปนั่งคุกเข่าติดกับนักบวชชรา “ผมจะช่วยประคองพลังเวทย์ให้”
เขาหลับตาลง เกล็ดมังกรเรืองแสงอ่อนๆ พลังเวทย์ที่ปั่นป่วนสงบลง เชื่องเชื่อฟัง ก่อตัวเป็นกระแสลมเวทมนตร์นุ่มนวลหมุนวนอยู่รอบๆ
แก่นแท้ของโครงข่ายเวทมนตร์คือพลังเวทย์ เพียงแต่มันถักทอและใช้ประโยชน์จากพลังเวทย์ดิบที่ควบคุมยากในรูปแบบเฉพาะ พอโครงข่ายเสียหายก็คุมพลังดิบไม่อยู่ พลังดิบก็ย้อนกลับมารบกวนการรับรู้และการดึงพลังจากโครงข่ายอีกที
เขาไม่รู้ว่าทำแบบนี้จะได้ผลไหม แต่ก็ต้องลองดู
นักบวชชราสัมผัสได้ว่าพลังเวทย์รอบตัวนิ่งขึ้น ความหวังจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง
แกกำสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ เพ่งสมาธิเกินร้อยเพื่อรับรู้และนำทางเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ ยังยากอยู่ แต่ลื่นไหลกว่าเมื่อกี้เยอะ
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงสวดที่เหมือนบทเพลงก็สอดประสานกับเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ แสงศักดิ์สิทธิ์ที่ควบแน่นส่องลงมาจากความว่างเปล่า ราวกับสายตาของทวยเทพ ห่อหุ้มซาฮียร์ไว้ทั้งตัว
ทุกคนกลั้นหายใจ จ้องมองตาไม่กระพริบ
จนกระทั่งเสียงลมหายใจออกแผ่วเบาดังขึ้น หน้าอกของซาฮียร์เริ่มขยับขึ้นลงเบาๆ แล้วแรงขึ้นเรื่อยๆ
“ฟื้นแล้ว ฟื้นแล้ว!”
“ฉันมีน้ำยาฟื้นพลังแบบเข้มข้นเหลือครึ่งขวด...”
“...”
[จบแล้ว]