- หน้าแรก
- เมื่อโครงข่ายเวทย์ล่มสลาย มีแค่ผมคนเดียวที่ร่ายเวทย์ได้
- บทที่ 18 - การข่มขู่
บทที่ 18 - การข่มขู่
บทที่ 18 - การข่มขู่
บทที่ 18 - การข่มขู่
อันเธอร์มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ทั้งที่เพิ่งรอดพ้นความเป็นความตายมาได้ แต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือดีใจอะไรมากนัก
ความเมตตาก็คือฉัน การนิ่งดูดายก็คือฉัน ความเห็นอกเห็นใจก็คือฉัน ความไร้ความสามารถก็คือฉัน...
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเรื่องของ "ฝ่าย" นี่มันน่าอัศจรรย์จริงๆ
ถ้าเขาข้ามมิติมาตอนเป็นวัยรุ่น คงจะเป็นฝ่ายเป็นกลางทำดี และทำเหมือนนักบวชชราคนนั้น
แต่หลังจากผ่านโลกมาเยอะ เจ็บมาเยอะ เรียนรู้บทเรียนมานับไม่ถ้วน เขาตระหนักว่าความโชคร้ายของหลายคนเกิดจากนิสัยและการเลือกของตัวเอง ความช่วยเหลือชั่วครั้งชั่วคราวเปลี่ยนชะตาชีวิตใครไม่ได้
และไม่ใช่ทุกคนที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ
ชีวิตตัวเองยังยุ่งเหยิง การเข้าไปพัวพันกับปัญหามากเกินไปมีแต่จะเสียเวลา แรงกาย และทรัพย์สินโดยใช่เหตุ เทียบกันแล้ว ครอบครัวต้องการเขามากกว่า
'ต้องไปแล้ว!'
ริฟวิงตันทำให้เขารู้สึกไม่ดี ตลอดทางที่เดินมาสัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่ประสงค์ดีตลอดเวลา ผู้ลี้ภัยหลายหมื่นคนอัดกันอยู่ อารมณ์ด้านลบสะสมต่อเนื่อง รู้สึกเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
แถมอยู่ที่โบสถ์ก็ต้องเจอกับทางเลือกทางศีลธรรมตลอด ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ จะทำตัวลำบาก สู้ไม่เห็นซะดีกว่า
สักพัก แลนด์กับซาฮียร์ก็รีบกลับมา
สายตาไม่เป็นมิตรในความมืดค่อยๆ หายไป พวกนั้นกล้ารังแกนักบวชของลาธอนเดอร์ แต่ไม่แน่ว่าจะกล้าแหยมกับสาวกของทีร์
อันเธอร์ส่งสายตาให้บลาทท์กับฟินน์ ทั้งสามคนขยับเข้ามาสุมหัวกัน
"จะไปแล้วเหรอ?" บลาทท์เหมือนจะเดาได้
"อืม" อันเธอร์พยักหน้า "เราไปลาพวกเขา แล้วหาที่พัก ซื้อเสบียง พรุ่งนี้เช้าออกเดินทาง"
"ไปไหน?" บลาทท์สีหน้าซับซ้อน
ปีที่แล้วเขารีบจบชีวิตนักผจญภัยที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์ เลือกบัลเดอร์สเกตเป็นที่ตั้งรกราก ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย ก็มาจบเห่กะทันหัน
"ทางเหนือมีแต่คนแคระสีเทา ทางใต้เป็นป่าเขาและทุ่งร้าง ลงไปอีกก็เป็นแคนเดิลคีป..." อันเธอร์ชั่งใจ "ไปทางตะวันออกเถอะ เลาะแม่น้ำชิออนทาร์ไป เรื่องหลังจากนั้นค่อยว่ากัน"
เขาอยากไปวอเตอร์ดีป แต่ขึ้นเหนือตรงๆ ไม่ได้แน่
"ฉันตัวคนเดียว ไปไหนก็ได้" ฟินน์ทำหน้าไม่ยี่หระ
"ฉันไม่มีปัญหา ถ้าจะหาที่พักกับซื้อของ ฉันแนะนำให้ไปกิลด์นักผจญภัย ช่วงวิกฤตแบบนี้ที่นั่นน่าจะปลอดภัยกว่าที่อื่นหน่อย" บลาทท์เสนอ
"นายเป็นนักผจญภัยรุ่นเก๋า ฟังนายแล้วกัน" อันเธอร์คว้าเป้ขึ้นสะพายไหล่
พวกเขาไม่ไปรบกวนแลนด์ ทั้งสามคนไปหาเบิร์ก นักบวชชรา กล่าวลาพอเป็นพิธีแล้วก็ออกจากโบสถ์
นักบวชชราอยากจะเอ่ยปากรั้งไว้หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่มองส่งพวกเขาจากไป
พอออกจากเขตโบสถ์ อันเธอร์ก็รู้สึกได้ถึงสายตาแปลกๆ ที่พุ่งมาจากรอบทิศ คอยจับจ้องเป้และห่อสัมภาระของพวกเขาไม่วางตา
ผู้มีอาชีพแข็งแกร่งก็จริง แต่เลเวลต่ำๆ ก็ต้านฝูงชนไม่ไหว ผู้มีอาชีพที่ตายด้วยส้อมพรวนดินไม่ได้มีแค่คนสองคน
แต่อันเธอร์ไม่ได้กังวลมากนัก ผู้มีอาชีพเลเวลสูงคงไม่สนของกระจอกๆ ของพวกเขา ส่วนเลเวลเดียวกันหรือคนธรรมดาถ้ามาหาเรื่องก็เท่ากับรนหาที่ตาย เขาไม่ใช่ผู้ใช้เวทย์ดาดๆ นะ
เดินบนถนน กลิ่นเหม็นเน่าที่บรรยายไม่ถูกลอยคลุ้ง สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้ประสบภัย หลายคนนอนแผ่หลาบนผ้าห่มเก่าๆ กลางแจ้ง ถ้าหน้าอกไม่กระเพื่อมคงนึกว่าเป็นศพไปแล้ว
ยิ่งเข้าไปลึกยิ่งหนัก นี่ไม่ใช่ริฟวิงตันในความทรงจำของร่างเดิมอีกแล้ว
บลาทท์เดินนำหน้า เด็กหนุ่มผอมแห้งคนหนึ่งเดินเซเข้ามาหา แอบล้วงมือเข้าไปในห่อผ้าด้านหลังเขา
เด็กหนุ่มเพิ่งจะยิ้มดีใจ มือใหญ่ข้างหนึ่งก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กๆ ของเขา
"กล้าขโมยของฉันเหรอ!" บลาทท์หันกลับมา หน้าตาขบขัน แต่พอเห็นสภาพผอมโซเหมือนคนป่วยของเด็กหนุ่ม แรงที่บีบก็คลายลง
เด็กหนุ่มสบโอกาสสะบัดหลุด ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น ทำท่าหวาดกลัวสุดขีด ถัดก้นถอยหลังหนี:
"อ๊าก ช่วยด้วย มีคนจะจับตัวไปขาย—"
สีหน้าบลาทท์เย็นชาลงทันที แต่ไม่ได้ตะโกนแก้ตัว นั่นไม่ใช่นิสัยเขา
คนรอบข้างเหมือนเห็นโรคระบาด รีบถอยห่างอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่พวกที่นอนตายซากยังม้วนผ้าห่มกลิ้งหนี
ในขณะเดียวกัน ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนก็โผล่ออกมาจากรอบทิศทางล้อมพวกเขาไว้ คนนำทีมรูปร่างกำยำ หัวโล้นไร้หนวดเครา ใส่เกราะเกล็ดปลาทับด้วยเสื้อคลุมยาว
อันเธอร์เห็นชายหัวโล้นก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาหลับตาลงเล็กน้อย เร่งพลังเวทย์ในตัวอย่างรวดเร็ว
หัวโล้นแสยะยิ้มเย็น สายตากวาดมองไม้เท้าในมืออันเธอร์ สุดท้ายมาหยุดที่บลาทท์ "คนต่างถิ่น รู้ไหม..."
"" (ระเบิดพลังเวทย์-เสียงกัมปนาท)
เสียงภาษามังกรสั้นกระชับดังขึ้นข้างหูทุกคน แสงสว่างวาบขึ้น กระทบใบหน้าใหญ่โตของชายหัวโล้น เสียงระเบิดตูมสนั่นหวั่นไหว
อันเธอร์ไม่หยุดมือ ปาเวทย์ระเบิดพลังใส่จุดที่มีคนหนาแน่นอีกสามลูกติดภายในสองวินาที
"ตูม ตูม ตูม—"
ฝุ่นจางลง รอบข้างมีคนนอนหมอบเต็มพื้น คนเจ็บไม่เยอะ ส่วนใหญ่ตกใจจนขาอ่อน
ชายหัวโล้นเพิ่งตะเกียกตะกายลุกขึ้น หูวิ้งไปหมด หน้าเต็มไปด้วยเลือด แขนขวาเละเทะ ถ้าเมื่อกี้ไม่ได้ยกแขนขึ้นบัง หน้าคงแหกไปแล้ว
ตรงหน้าเขา บลาทท์ตั้งท่าเตรียมบุก ฟินน์กระโดดขึ้นไปบนหลังคาข้างๆ ง้างธนูรอแล้ว
อันเธอร์ส่งสัญญาณมือบอกทั้งสองคนว่าอย่าเพิ่งโจมตี
"บิลหัวโล้น ภราดรภาพสมอเหล็กเปลี่ยนมาหากินทางนี้แล้วเหรอ?"
เขารู้จักอีกฝ่าย ภราดรภาพสมอเหล็กเป็นแก๊งท้องถิ่น หากินอยู่แถวท่าเรือเขตแบรมป์ตัน ชอบรังแกคนไม่มีทางสู้
เขาเลยเลือกเปิดก่อนได้เปรียบ เน้นข่มขวัญ เขาไม่เชื่อหรอกว่าพวกขยะที่หากินกับคนระดับล่างแบบนี้จะกล้าแลกชีวิตกับเขา ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้
"หา?" บิลหัวโล้นตัวแข็งทื่อ ดาบที่เพิ่งยกขึ้นค่อยๆ ลดลงอย่างเจียมตัว เขาคว้าชายเสื้อคลุมมาเช็ดเลือดที่ตา มองสำรวจอันเธอร์อย่างงงๆ "ท่านคือ?"
"ฉันเป็นใครสำคัญด้วยเหรอ?" อันเธอร์แกล้งทำหน้าโหดข่มขู่ "วันนี้ถ้าไม่มีคำอธิบายดีๆ ฉันจะจับพวกแกไปขายที่ธีให้หมด"
ในบัลเดอร์สเกต ถ้าเผลอไปแหยมกับคนที่ไม่ควรยุ่ง ทางออกมีแค่สู้ให้ตายกันไปข้าง หรือไม่ก็จ่ายเงินเพื่อจบเรื่อง
ตอนนั้นลูกเต๋าก็เด้งข้อมูลฝ่ายตรงข้ามขึ้นมา: 【บิลหัวโล้น มนุษย์ ไฟต์เตอร์เลเวล 1】
"เข้าใจผิด เข้าใจผิดครับท่าน... จอมเวทย์" บิลหัวโล้นโบกมือ ถอยหลังสองก้าว "ไอ้พวกเด็กๆ พูดไม่รู้เรื่อง ผมแค่จะเข้ามาถามเฉยๆ..."
"แต่งเรื่องต่อไปสิ!" อันเธอร์กอดอก ทำท่าเหมือนกินนิ่ม
"เอ่อ" บิลหัวโล้นฝืนยิ้ม "ท่านครับ พวกเรารีบหนีออกมา ไม่ได้เอาอะไรมาเลย ของกินก็ไม่มี เลยต้องเสี่ยงทำแบบนี้ ท่านก็รู้ พี่น้องเราไม่เคยปล้น..."
อันเธอร์ยกมือขัดจังหวะการคร่ำครวญ ชี้ไปที่เกราะเกล็ดปลาบนตัวเขา "เกราะสวยดีนี่ ถุงเงิน อัญมณี เอาออกมาให้หมด ฉันให้โอกาสนะ อย่าคิดว่าฉันใจดี"
บิลหัวโล้นเป็นผู้มีอาชีพ คนอื่นก็มีอาวุธ ถ้าสู้กันก็ชนะได้ แต่ต้องเปลืองพลังเวทย์และแรงกายที่มีอยู่น้อยนิดแน่
สถานการณ์ที่นี่วุ่นวาย ถ้าสภาพไม่พร้อมอาจโดนคนอื่นฉวยโอกาสซ้ำเติม ถ้าขู่ได้ก็ไม่ต้องเปลืองแรง
การข่มขู่ไม่ได้มีแค่คำพูดสวยหรู ภายใต้การเสริมพลังจากทักษะและค่าเสน่ห์ บวกกับการแสดงพลังข่มขวัญ มันมีผลทางจิตใจอย่างรุนแรง
"นี่..." สีหน้าบิลหัวโล้นเปลี่ยนไปมา กัดฟันเริ่มถอดชุด
อีกฝ่ายไม่เอาอาวุธกับอาหาร พอดีกับเส้นตายในใจเขาเป๊ะ
วันนี้ซวยชะมัด ไหนบอกว่าจอมเวทย์ร่ายเวทย์ไม่ได้แล้วไง? ไหงเจอปุ๊บก็โดนเวทย์อัดหน้าเลย? เวทย์ปาหี่เห็นมาเยอะ แต่ร่ายเร็วขนาดนี้เพิ่งเคยเจอ
เห็นลูกพี่อ่อนข้อ ลูกน้องคนอื่นก็จำใจควักเงินออกมา กองรวมกันได้กองเล็กๆ
อันเธอร์ไม่สนว่าซ่อนไว้บ้างหรือเปล่า แอบส่งสายตาให้บลาทท์
บลาทท์ใช้เสื้อคลุมเกราะเกล็ดปลาห่อของทั้งหมด รวบเป็นห่อ หิ้วไว้ในมือ ในใจยกนิ้วโป้งให้อันเธอร์รัวๆ
[จบแล้ว]