- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 93 น้องสามีหน้าแตก
บทที่ 93 น้องสามีหน้าแตก
บทที่ 93 น้องสามีหน้าแตก
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน…
ผู้คนในตึกต่างเฝ้าเกาะติดหน้าจอมือถือ หวังเพียงจะได้เห็นข่าวดีสักเรื่อง, ทว่าสุดท้ายความหวังก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศภายในตึกเริ่มอึมครึมและตึงเครียดขึ้นทุกขณะ
สัญญาณวิกฤตของการขาดแคลนอาหารเริ่มปรากฏชัด แจ้งเตือนถึงความอดอยากที่กำลังคืบคลานเข้ามา…
พวกที่เคยเข้าข้างตัวเองว่าเดี๋ยวหิมะจะหยุด และไม่ยอมออกไปแย่งซื้อของในตอนแรก, บัดนี้เสบียงที่มีเริ่มร่อยหรอจนหมดเกลี้ยง ความหิวโหยกัดกินกระเพาะจนปวดแสบ จำต้องบากหน้าพิมพ์ข้อความขอความช่วยเหลือลงในกลุ่มแชทลูกบ้าน
[701]: “บ้านใครยังมีของกินเหลือบ้างไหมครับ? พอจะแบ่งปันให้ผมหน่อยได้ไหม? ผมกับลูกไม่มีข้าวตกถึงท้องมาสองวันแล้ว… ขอร้องล่ะครับผู้ใจบุญทั้งหลาย”
[301]: “ผมพอมีบะหมี่กึ่งฯ ตุนไว้บ้าง แบ่งให้คุณได้สัก 5-6 ซอง แต่ข้างนอกหนาวมาก คุณลงมาเอาเองนะ”
[701]: “ขอบคุณ! ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณคุณมากจริงๆ”
บทสนทนาของคนทั้งสอง เปรียบเสมือนการโยนหินถามทาง เรียกเหล่าคนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดให้โผล่หัวออกมาทันที
[502]: “พี่ชาย! แบ่งให้ผมบ้างสิ ผมเองก็เสบียงใกล้จะหมดแล้วเหมือนกัน”
[1201]: “หนูด้วย ช่วยหนูด้วยเถอะนะคะ”
ฝูงชนแห่กันออกมาขอร้องอ้อนวอน บางคนก็หมดหนทางจริงๆ แต่บางคนก็เป็นพวกฉวยโอกาส หวังชุบมือเปิบกินฟรี
ทว่าเมื่อเห็นข้อความเด้งรัวราวกับน้ำป่าไหลหลากจนน่ากลัว คนที่เคยคิดอยากจะยื่นมือเข้าช่วยก็เริ่มถอดใจ…
ถึงพวกเขาจะพอมีของตุนไว้บ้าง แต่ก็เตรียมไว้สำหรับตัวเองและครอบครัวเท่านั้น, ปริมาณของมีจำกัด จะไปแบกรับปากท้องคนทั้งตึกไหวได้อย่างไร?
[301] พอเห็นท่าไม่ดี ก็รีบออกตัวว่าของตัวเองจะหมด… ผมให้ห้อง 701 ไปแล้ว แทบไม่เหลือเหมือนกัน
พอเห็นว่าไม่มีใครยอมออกหน้าเป็นแม่พระพ่อพระอีก… พวกที่โผล่หัวมาขอส่วนบุญก็เริ่มร้อนรน, ก้าวแรกยากที่สุดเสมอ ในเมื่อกล้าเอ่ยปากขอทานไปแล้ว ย่อมไม่รังเกียจที่จะเรียกร้องให้หนักข้อขึ้นไปอีก
กลุ่มแชทลูกบ้านกลายเป็นจลาจลย่อมๆ ทันที, เมื่อการรอคอยไร้ซึ่งความหวัง ความผิดหวังจึงแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น บรรยากาศก็ตึงเครียดจนแทบขาดผึง
ทันใดนั้น [1101] ก็พิมพ์ข้อความแทรกความวุ่นวายขึ้นมา:
“ผมตุนของไว้เพียบ แบ่งน้ำแร่ให้ได้ 1 ลัง บะหมี่กึ่งฯ 2 ลัง แฮมกระป๋อง 1 ลัง แล้วก็ข้าวสารอีก 1 กระสอบ… แต่ผมไม่ให้ฟรีหรอกนะ ของซื้อของขาย”
ทันทีที่ข้อความปรากฏ หลายคนรีบตอบกลับว่าไม่มีปัญหา พวกเขายินดีจ่ายไม่อั้น
นาทีนี้หิวจะตายอยู่แล้ว ใครจะไปสนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน!
[1101]: “ดี งั้นน้ำแร่ขวดละ 100 หยวน, บะหมี่ซองละ 200, แฮมกระป๋องละ 600, ข้าวสารกระสอบละ 3,000”
เมื่อเห็นราคา กลุ่มแชทก็เดือดพล่านราวกับรังแตน ทุกคนพากันรุมด่าทอทันที
“อยากได้เงินจนบ้าไปแล้วเหรอวะ?”
“หากินบนหลังคนอื่นแบบนี้ ยังมีความเป็นคนอยู่ไหม?”
“เชื่อไหมว่ากูจะบุกไปปล้นบ้านมึง!”
แต่ [1101] กลับไม่สะทกสะท้าน ตอบกลับอย่างเย็นชา
“ผมจะขายราคานี้ ใครจะทำไม? พอใจก็ซื้อ ไม่พอใจก็ไสหัวไป ผมไม่ได้เอาปืนจ่อหัวบังคับพวกคุณ! อากาศวิปริตบ้าบอแบบนี้ ใครจะรู้ว่าหิมะจะหยุดเมื่อไหร่? ผมเอาของออกมาขายก็มีความเสี่ยง จะเอากำไรหน่อยมันจะเป็นไรไป?”
ประจวบเหมาะกับตอนนั้น… น้องสามีของหลินเสี่ยวกำลังดูทีวีจนเบื่อ พอหยิบมือถือมาเปิดกลุ่มแชทเห็นคนทะเลาะกัน คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นทันที
น้องสามี: “คนเราต่อให้ชีวิตจะตกต่ำแค่ไหน ก็ทิ้งศักดิ์ศรีไปไม่ได้… การที่คุณฉวยโอกาสซ้ำเติมเพื่อนมนุษย์ยามยากแบบนี้ รังแต่จะทำให้ทุกคนรังเกียจ พวกเขาต้องการอาหารเหล่านี้มากกว่าคุณ คุณสมควรจะแจกจ่ายให้ฟรีๆ ถึงจะถูก”
[1101]: “ประสาท เรื่องอะไรผมต้องแจกฟรี?”
น้องสามี: “ถ้าคุณไม่แจกจ่ายอาหารออกมา ก็เท่ากับยืนดูคนอื่นอดตายอย่างเลือดเย็น จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้ คุณไม่คิดว่าตัวเองสมควรตายบ้างเหรอ? เพื่อไถ่โทษ คุณควรเอาอาหารออกมาแจกเดี๋ยวนี้”
ตรรกะวิบัติขั้นสุดยอดเล่นเอา [1101] ที่อยู่อีกฟากของหน้าจอโกรธจนมือสั่น
ยอมรับว่าเขาหน้าเลือดที่ฉวยโอกาสโก่งราคา…. แต่นี่มันเป็นเรื่องการค้า มีสิทธิ์อะไรมาชี้หน้าด่าว่าเขาสมควรตาย? มันจะเกินไปหน่อยแล้ว!
เขาเตรียมจะพิมพ์ด่ากราดด้วยคำหยาบคายสารพัดสัตว์เลื้อยคลาน, แต่ฉับพลันนั้น ก็มีอีกสองคนพูดแทรกขึ้นมา
[1501/202]: “ของของแก ฉันเหมาหมด”
ทั้งสองคนพิมพ์ขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน ทำเอา [1101] ดีใจจนเนื้อเต้น แต่ก็ลำบากใจเล็กน้อย:
“ทั้งสองท่าน ของผมมีแค่นี้ เสกมาเพิ่มไม่ได้หรอกนะครับ”
[1501]: “หึ 202 แกหัดเจียมเนื้อเจียมตัวหน่อยดีกว่า อย่าทำให้ฉันโมโห ของที่ฉันหมายตาไว้ ไม่เคยมีใครแย่งไปได้!”
[202]: “ขอโทษด้วย แต่ที่บ้านฉันไม่มีของกินแล้ว แม่ฉันก็ป่วยหนัก พวกเขาอดไม่ได้หรอก ขอร้องล่ะ งั้นพวกเราแบ่งกันคนละครึ่งไหม?”
[1501]: “ก็ได้ ครั้งนี้ฉันจะยอมถอยให้หนึ่งก้าว จำใส่สมองไว้ด้วยล่ะ นี่คือความเมตตาที่ฉันมีต่อแก”
[1101] รีบตอบกลับทันควัน: “ได้เลยครับคุณลูกค้า! งั้นเดี๋ยวผมเอาของไปส่งให้ถึงห้อง ยื่นหมูยื่นแมว จ่ายสดจบกันตรงนั้นเลยนะครับ”
แต่จังหวะนั้นเอง… น้องสามีตัวดีก็โผล่มาขัดลาภ เธอแท็กหาทั้งสองคนแล้วพิมพ์ว่า:
“แบบนี้ก็ดี หลังจากพวกคุณซื้อของไปแล้ว ก็เก็บส่วนของตัวเองไว้ ที่เหลือเอามาแจกจ่ายให้คนอื่น จะได้ยุติข้อพิพาท”
[1501] กับ [202] ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
[1501]: “ยัยผู้หญิงหน้าโง่… หล่อนกำลังท้าทายฉันเหรอ?”
[202]: “เอ่อ... ที่บ้านผมมีกันตั้งสามคน ของแค่นี้ก็กินได้ไม่กี่วัน แบ่งให้คนอื่นไม่ไหวหรอกครับ”
น้องสามีตัดสินใจแทนเสร็จสรรพ: “งั้นพวกคุณก็ห้ามซื้อ”
[1101] เส้นความอดทนขาดผึง: “แม่งเอ๊ย! เป็นบ้าอะไรวะ! เป็นใครมาจากไหน? คนเขาซื้อจะขายตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เธอจะมาแส่หาเรื่องทำไม?”
น้องสามี: “ในยามวิกฤตเช่นนี้ อาหารสมควรแบ่งปันให้คนที่ต้องการมากกว่า ไม่ใช่เอามาเก็งกำไร หรือเราจะให้คนรวยกว้านซื้อไปกักตุนหน้าตาเฉยกันหมด?”
เธอร่ายยาวต่อด้วยความภูมิใจในศีลธรรมอันสูงส่งของตน
“คนอื่นๆ ในตึกนี้ก็เหมือนกัน วันก่อนฉันเห็นพวกคุณขนของกลับมาตั้งเยอะแยะ ตอนนี้มุดหัวไปอยู่ที่ไหนกัน? เอาของออกมาแบ่งปันช่วยเหลือคนอื่นบ้างสิ, ทุกคนจะได้ไม่อดตาย แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าสังคมน่าอยู่”
พอประโยคนี้หลุดออกมา คนในกลุ่มก็นั่งไม่ติดเก้าอี้กันทันที
เดิมทีพวกเขากะว่าจะแค่มามุงดูเรื่องสนุก ไม่นึกว่าไฟจะลามมาไหม้หัวตัวเองเฉยเลย!
ตามตรรกะป่วยๆ ของยัยนี่… ถ้าพวกเขาไม่เอาอาหารที่อุตส่าห์ไปแย่งชิงมาแจกฟรี งั้นพวกเขาก็เป็นคนเลวสมควรตายด้วยงั้นสิ?
[1101] ตะคอกกลับผ่านตัวอักษร: “แม่คนประเสริฐ! แม่คนวิเศษวิโส! งั้นคุณก็เอาของของตัวเองออกมาแจกสิ! ดีแต่สั่งคนอื่นอยู่นั่นแหละ สรุปแล้วตัวเองทำได้ไหม?”
สิ้นประโยคนั้น กลุ่มแชทเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่คลื่นข้อความด่าทอจะถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
[1101]: “ถุย! ก็นึกว่าจะเป็นแม่พระลงมาโปรดสัตว์! ที่แท้ก็พวกจับเสือมือเปล่านี่หว่า! จะเล่นบทอ้างคุณธรรมกดขี่คนอื่นใช่ไหม? อยากได้ของฟรี แถมยังต้องให้คนอื่นกราบไหว้สำนึกบุญคุณอีก? ดีดลูกคิดรางแก้วเก่งเหลือเกินนะนังแพศยา!”
น้องสามี: “ถ้าคุณจะมองโลกในแง่ร้ายแบบนั้น ฉันก็จนปัญญาจะอธิบาย”
ประโยคนี้เท่ากับการยอมรับกลายๆ คำด่าทอในกลุ่มยิ่งรุนแรงหนักข้อขึ้นไปอีก…
พวกที่นั่งดูอยู่ทนไม่ไหวก็ออกมาผสมโรงด่ากราด
พวกที่ใจเย็นหน่อยก็แค่ถามว่า ‘เจ๊ สติยังดีอยู่ไหม?’
ส่วนพวกเลือดร้อนเริ่มขุดโคตรเหง้าศักราช 18 รุ่นขึ้นมาสรรเสริญกันแล้ว
แม้แต่ [1501] กับ [202] ก็ไม่อยู่เฉย เพราะสำหรับคนรวยสองคนนี้ การใช้เงินแก้ปัญหาย่อมง่ายกว่าถูกบังคับให้แบ่งของ, น้องสามีกำลังเล่นงานพวกเขาชัดๆ
[1501]: “ฉันจำชื่อแกไว้แล้ว รอเรื่องนี้จบเมื่อไหร่ ฉันจะทำให้แกรู้ว่าการล้ำเส้นฉันจะมีจุดจบยังไง!”
[202]: “ช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและต่ำช้าจริงๆ วันนี้ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”
น้องสามี มองหน้าจอที่ข้อความเด้งรัวๆ
เดิมทีหวังว่าจะมีคนสรรเสริญเยินยอ เพราะเธออุตส่าห์ช่วยเรียกร้องสิทธิ์ให้คนไม่มีเงินแท้ๆ แต่ไหงกลายเป็นเธอไปสะกิดต่อมโมโหของมวลชนเข้า… ไม่นานเธอก็โดนรุมยำจนเละคาแชท
หญิงสาวมองคำด่าทอที่ไหลบ่าเป็นน้ำตก สีหน้าพลันเริ่มบิดเบี้ยว
เธอหันไปมองหลินเสี่ยวที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโซฟา
“พี่สะใภ้… คนในกลุ่มดูเหมือนจะเข้าใจฉันผิด พี่ช่วยอธิบายให้ฉันหน่อยสิ”
หลินเสี่ยวตอบโดยไม่แม้แต่จะหันมาปรายตามอง
“เข้าใจผิดก็ปล่อยให้พวกเขาเข้าใจผิดไปเถอะ ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ เที่ยวไปไล่อธิบายให้ปากเปียกปากแฉะ แบบนั้นไม่เสียศักดิ์ศรีแย่เหรอ?”
หน้าน้องสามีแข็งค้าง… เธอเหลือบมองกลุ่มแชทอีกครั้ง การด่าทอยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอไม่ยอมแพ้ ลองพิมพ์แก้ตัวไปอีกสองสามประโยค แต่ก็ไม่มีใครฟังเลย
ใบหน้าเธอเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ก่อนจะขว้างมือถือทิ้งแล้วลุกเดินกระแทกเท้าปึงปังกลับเข้าห้องนอนไป
ถึงตอนนี้… หลินเสี่ยวถึงค่อยยกยิ้มมุมปาก เธอหยิบมือถือขึ้นมาดูข้อความในกลุ่ม
[1501] กับ [202]... ชาติที่แล้วเธอไม่รู้ว่าสองคนนี้เป็นใคร
แต่ชาตินี้รู้แจ้งแล้ว, พวกเขาคือ ‘ท่านประธานจอมเผด็จการ’ กับ ‘คุณหนูตัวปลอม’ นั่นเอง
มองดูสถานการณ์ในกลุ่มที่ตรงกันข้ามกับชาติที่แล้วอย่างสิ้นเชิง หลินเสี่ยวพลันพึมพำเสียงเบากับตัวเอง
“ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีเสบียงที่ฉันไปหามาให้… ยัยนั่นก็เป็นคนดีไม่ได้สินะ”
...
กาลเวลาล่วงเลยไป
สถานการณ์ในตึกเลวร้ายลงเรื่อยๆ สัมผัสได้ชัดเจนว่าความอดทนของมนุษย์กำลังเข้าใกล้จุดแตกหัก
คืนหนึ่ง… หลินเสี่ยวก็เดินทางมายังเซฟเฮาส์
ในตอนนั้นฉู่ลู่กำลังนั่งเล่นเกม Black Myth: Wukong อยู่ในห้องเอนเตอร์เทนเมนต์
เขากำลังหวดจอยเกมสู้กับปีศาจหมีดำอย่างดุเดือด หลินเสี่ยวเดินเข้ามาแล้วกล่าวว่า
“ใกล้จะถึงเวลาแล้ว”
ฉู่ลู่ออกเกมทันที ก่อนถอดหูฟัง
“ในที่สุดก็จะเริ่มแล้วเหรอ? แผนคืออะไร?”
หลินเสี่ยวค่อยๆ เอ่ยปาก… เล่าแผนการของเธอออกมาอย่างใจเย็น
หลังจากฟังจบ, ฉู่ลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนอยากจะแย้งอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจ
“ตกลง… เอาตามนั้นแหละ ฉันพร้อมแล้ว”
...
เที่ยงวันถัดมา
ดวงอาทิตย์ลอยเด่นกลางฟ้า แต่หิมะยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย
ท่านประธานจ้าวมองหิมะนอกหน้าต่างด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ
ตอนนั้นเอง ‘รักแรก’ ของเขาที่ห่อตัวอยู่ในผ้าห่มราวกับดักแด้ก็โผล่หัวออกมาถาม
“คุณไปยืนทำอะไรตรงนั้น? กลับมานอนสิ… ไม่หนาวเหรอ?”
หิมะตกติดต่อกันนานขนาดนี้ อุณหภูมิในห้องลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็งไปนานแล้ว
บ้านทางภาคใต้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีระบบฉนวนกันความร้อน เครื่องปรับอากาศในสภาวะแบบนี้ก็แทบไร้ประโยชน์ อุณหภูมิในห้องกับนอกห้องแทบไม่ต่างกัน
ในบ้านไม่มีแม้แต่เสื้อขนเป็ด ดังนั้นช่วงนี้ทั้งสองคนจึงลำบากเลือดตาแทบกระเด็น, ได้แต่นอนขดตัวกอดกันกลมอยู่บนเตียง อาศัยไออุ่นจากผ้าห่มประทังชีวิตไปวันๆ
ประธานจ้าวส่งเสียงอืมในลำคอเบาๆ พยายามข่มอารมณ์หงุดหงิดก่อนเดินกลับไปที่เตียง
คนระดับเขาที่ต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่… สาเหตุก็เพราะยัยรักแรกคนนี้แหละ
หลังจากคบกัน ทั้งคู่ก็กระทบกระทั่งกันมาตลอด, ทะเลาะกันทีไร เธอก็จะหนีออกจากคฤหาสน์หรู… กลับมาอยู่ที่อพาร์ตเมนต์แห่งนี้
แล้วประธานจ้าวก็ต้องถ่อมาง้อ วางมาดสั่งให้เธอกลับไปตามสเต็ป
ละครน้ำเน่าฉากนี้เล่นซ้ำมาหลายรอบแล้ว… เพียงแต่รอบนี้ เล่นไปได้ครึ่งเรื่องดันโดนภัยพิบัติหิมะถล่มตัดจบกลางคันเสียก่อน
แวบหนึ่งประธานจ้าวแอบคิดในใจว่า… ถ้าไม่ใช่เพราะยัยนี่ทำตัวงี่เง่า ป่านนี้เขาคงนอนเสวยสุขอยู่ที่คฤหาสน์ของตัวเอง ไม่ต้องมาทนทรมานสังขารอยู่ที่นี่
ส่วนที่ชั้นสอง… ก็มีฉากคล้ายๆ กันเกิดขึ้น
หญิงชราคนหนึ่งนอนซมอยู่บนเตียง คิ้วขมวดแน่น สีหน้าดูย่ำแย่
คุณหนูตัวปลอมหลินเยว่ กับชายชราคนหนึ่งนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง
ชายชราคือพ่อของหลินเยว่, เขามองภรรยาบนเตียงด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย… แต่พอมองไปทางหลินเยว่ที่อยู่ข้างๆ แววตากลับแฝงความไม่พอใจที่พยายามฝืนกลั้นไว้อย่างยากลำบาก
สาเหตุที่สองผัวเมียเฒ่ามาติดอยู่ที่นี่… เพราะมีคนไปฟ้องว่าหลินเยว่กำลังคบหากับพวกกุ๊ยไม่เอาถ่าน
พวกเขาเลยแอบสะกดรอยตามมา, สุดท้ายก็เห็นหลินเยว่มาที่หมู่บ้านนี้จริงๆ
พอพวกเขาบุกเข้ามา, กลับพบหลินเยว่อยู่คนเดียว… เธออ้างว่าเป็นห้องของเพื่อนสนิท แต่พวกเขากลับเจอเสื้อผ้าผู้ชายเกลื่อนไปหมด
คำโกหกของหลินเยว่จึงแตกโพละ! ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันบ้านแตก แม่ของหลินเยว่โกรธจนโรคเก่ากำเริบ ต้องกินยาพักผ่อนสักระยะ
หลังจากเสียเวลาพักฟื้นอยู่ที่นี่หนึ่งวัน… ปรากฏว่าวันที่สองหิมะดันตกหนัก พวกเขากะจะรอให้หิมะหยุดก่อนค่อยกลับ แต่รอไปรอมาก็กลายเป็นสภาพที่ดูไม่จืดแบบนี้
แม่ของหลินเยว่สุขภาพไม่ดี ต้องมาอดอยากปากแห้งแถมยังหนาวเหน็บเข้ากระดูก ไม่รู้จะทนได้อีกนานแค่ไหน… พ่อของหลินเยว่จึงได้แต่ทำหน้ากลัดกลุ้ม
ส่วนทางฝั่งที่บ้านของหลินเสี่ยว… เนื่องจากไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน แม่สามีและน้องสาวสามีก็เริ่มหน้าเขียวหน้าเหลือง แรงจะขยับตัวแทบไม่มี
และทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพย่อส่วนของความหายนะ… ในห้องต่างๆ ของตึกนี้ต่างก็มีฉากโศกนาฏกรรมคล้ายๆ กันเกิดขึ้น
กลิ่นอายแห่งความตายตลบอบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้ว
[ติ๊ง!]
ทันใดนั้นมือถือของรักแรก, คุณหนูตัวปลอม, น้องสาวสามี และเจ้าของห้องอีกหลายสิบคนก็สว่างวาบขึ้น แจ้งเตือนว่ามีคนแท็กหาพวกเขาในกลุ่มแชท
พวกเขาเปิดดู พบว่าคนที่แท็กคือเจ้าของห้อง [303]
[303]: “ทุกท่าน ผมมีเรื่องคอขาดบาดตายอยากจะหารือ หวังว่าพวกคุณทั้งหมดจะลงมาพบผมที่ชั้นสาม”
เห็นข้อความนี้ คนส่วนใหญ่แค่นเสียงในลำคอ ไม่มีแรงแม้แต่จะสนใจ
แต่วินาทีถัดมา [303] ก็ส่งรูปภาพตามมาหลายรูป… รูปเหล่านั้นทำให้ทุกคนเบิกตาโพลง ทุกคนต่างลุกขึ้นมาทันที ราวกับคนตายแล้วฟื้นคืนชีพ
ในรูปคือบิสกิตอัดแท่งกองสูงท่วมหัว, ถ่านหินกองพะเนิน, แถมยังมีเวชภัณฑ์อีกหลายลัง
[303]: “ผมมีเสบียงเหลือเฟือ ขอแค่ทุกคนมาที่นี่ ล้วนมีโอกาสได้รับส่วนแบ่ง”
สิ้นข้อความ… กลุ่มแชทลูกบ้านก็เต็มไปด้วยคำตอบรับสั้นกระชับได้ใจความ เนื้อหาแทบจะเหมือนกันหมด คือบอกว่าจะรีบไปเดี๋ยวนี้
ภายในห้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรักแรกของท่านประธาน, คุณหนูตัวปลอม, หรือแม้แต่น้องสาวของสามี… ต่างพากันพยุงร่างอันไร้เรี่ยวแรง ดวงตาทอแสงสีเขียววาวโรจน์ด้วยความโลภ เดินมุ่งหน้าออกไปจากห้อง
จากนั้นผู้คนทั้งตึกต่างก็ทยอยกันลงมาที่ชั้นสาม มุ่งสู่ห้อง [303]
ประตูห้องเปิดอ้าอยู่ พวกเขาจึงเดินตรงเข้าไป…
ทันทีที่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตู ทุกคนก็ขนลุกซู่โดยไม่รู้ตัว
ไม่ใช่เพราะความกลัวหรือความหนาว... แต่เป็นเพราะ ‘ความอบอุ่น’
ภายในห้อง [303] อบอุ่นจนแทบจะร้อน ไอความสบายลอยฟุ้งไปทั่ว
คนที่ต้องทนหนาวเหน็บมานานนับสิบวัน จนรู้สึกเหมือนไขกระดูกจะกลายเป็นน้ำแข็ง ก็ถึงกับปรับตัวไม่ถูก
เจ้าของห้อง [303] ยืนรออยู่กลางห้องรับแขก… เขาเป็นชายวัยกลางคนที่รูปร่างเริ่มลงพุง, หนวดเครารุงรัง, หน้าตาบ้านๆ ไม่มีความโดดเด่นใดๆ
เขาผายมือให้คนที่มาถึงก่อนหาที่นั่ง… แต่ห้อง [303] ไม่ใหญ่พอจะจุคนทั้งหมด บางส่วนเลยต้องระเห็จไปรอที่ห้องข้างๆ
โชคดีที่ฝั่งนั้นก็จุดเตาถ่านไว้เหมือนกัน พวกเขาจึงยอมรออย่างว่าง่าย
รอจนประตูปิดลง… และทุกคนเริ่มสงบสติอารมณ์จากความตื่นเต้นได้บ้างแล้ว
เจ้าของห้อง [303] ก็นั่งลงตรงข้ามฝูงชน แล้วเริ่มแนะนำตัว…