เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 94 พูดได้ดีจริงๆ

บทที่ 94 พูดได้ดีจริงๆ

บทที่ 94 พูดได้ดีจริงๆ


“ผมชื่อหูเปียว” เจ้าของห้อง 303 เอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“เพื่อนบ้านชั้นสามอาจพอคุ้นหน้าผมบ้าง แต่คนอื่นคงไม่รู้ว่ามีคนอย่างผมอยู่… เพราะโดยปกติผมไม่ค่อยสุงสิงกับใคร”

“ตัวผมน่ะ... จะพูดยังไงดี? เรียกว่าเป็นพวก ‘คลั่งไคล้วันสิ้นโลก’ น่าจะเหมาะที่สุด” หูเปียวแสร้งทำท่านึกตรึกตรองก่อนกล่าวต่อ

“ผมป่วยเป็นโรควิตกจริตขั้นรุนแรง มักระแวงเสมอว่าโลกใบนี้กำลังจะถึงจุดจบ, ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซอมบี้, สงครามนิวเคลียร์, หรือสภาพอากาศวิปริตแปรปรวน, สรุปสั้นๆ คือผมคิดว่าโลกนี้ต้องพังแน่!”

“ด้วยเหตุนี้… ผมจึงสะสมเสบียงจำนวนมหาศาลไว้ในห้องตลอดทั้งปี แถมยังหมั่นแลกเปลี่ยนวิธีเอาตัวรอดกับพวกคอเดียวกันในโลกอินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ”

ทันใดนั้นเสียงร้องอ๋อก็ดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน

“มิน่าล่ะ คุณถึงมีของเยอะขนาดนี้!”

“ถูกต้อง เป็นอย่างที่คิดนั่นแหละ” หูเปียวพยักหน้ารับ

“แล้วคุณเรียกพวกเรามารวมตัวทำไม?” มีคนตะโกนถามแทรกขึ้นมา

“เหตุผลนั้นง่ายมาก… พายุหิมะด้านนอกไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงเลย ทุกคนถูกขังอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้เหมือนนักโทษ, ไม่มีความช่วยเหลือ และอาหารในตึกก็น้อยลงทุกที… ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ไม่ช้าก็เร็วทุกคนคงต้องฆ่ากันเองเพื่อความอยู่รอด และแย่งชิงอาหารของคนอื่น หรือเลวร้ายไปกว่านั้น... คือการกินเนื้อมนุษย์!”

น้ำเสียงเยียบเย็นของหูเปียว ส่งผลให้ทุกคนที่ได้ยินหน้าถอดสีจนซีดเผือด

เพราะพวกเขารู้ดีว่าคำพูดของหูเปียวไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ

ในหมู่พวกเขา... บางคนเริ่มมีความคิดวิปริตเช่นนั้นผุดขึ้นมาในหัวแล้วด้วยซ้ำ

หูเปียวพูดต่อ

“แน่นอนว่าผมเตรียมตัวรับมือวันนี้มานาน มั่นใจว่าอยู่รอดได้จนถึงที่สุดแน่ แต่ถ้าผมรอดอยู่คนเดียวจะมีความหมายอะไร? นี่คือเหตุผลที่ผมเรียกทุกคนมารวมตัว ผมต้องการใช้ความรู้, เทคนิค, และทรัพยากรที่สะสมมาหลายปี พาทุกคนให้รอดพ้นจากหายนะครั้งนี้ไปด้วยกัน!”

ร่างท้วมลุกขึ้นยืน แผ่รังสีความมุ่งมั่นเปี่ยมพลัง

“ผมจะแนะแนวทาง และบอกพวกคุณว่าทำยังไงถึงจะมีชีวิตรอดได้นานที่สุด ผมจะกำหนดกฎเกณฑ์การแลกเปลี่ยน พวกคุณทำงานให้ผมเพื่อรับคะแนนสะสม แล้วเอาคะแนนมาแลกของกินของใช้… ไม่ต้องห่วง เรื่องเสบียงทั้งหมดผมจะเป็นคนรับผิดชอบเอง”

“ผมจะไม่พูดคำสวยหรูว่าทุกคนต้องสามัคคีกัน หรือต้องเอาของมารวมกองกลางแล้วแบ่งปัน… ของพวกนั้นพวกคุณเก็บไว้กับตัวเถอะ เพราะผมไม่ได้มาเพื่อหลอกลวง ผมแค่อยากสร้างสังคมขนาดย่อมที่พึ่งพาอาศัยกันได้ท่ามกลางวันสิ้นโลกเท่านั้น หวังให้ทุกคนรอดชีวิตไปด้วยกันจริงๆ!”

ถ้อยคำฉะฉานทำเอาทุกคนเริ่มจิตใจสั่นไหว…

ในช่วงวิกฤตที่ผู้คนต่างหวาดผวา หากมีผู้นำที่ดูพึ่งพาได้ปรากฏตัวขึ้น ยากนักที่ใครจะไม่เอนเอียงคล้อยตาม

“ทุกคนจริงๆ เหรอ?” ตอนนั้นเอง… พ่อของหลินเยว่ก็เอ่ยถามขึ้น

“พวกหนุ่มสาวน่ะไม่น่าห่วง แต่คนแก่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างพวกผมล่ะ? ผมจะทำงานของคุณไหวเหรอ? คุณจะไม่รังเกียจว่าพวกผมเป็นตัวถ่วงใช่ไหม?”

“ผมจะเตรียมงานที่คนแก่พอทำไหวไว้ให้ หรือลุงจะให้ลูกหลานและคนอื่นช่วยดูแลลุงก็ได้…. สรุปคือผมจะพยายามให้ทุกคนรอดชีวิต แต่ผมก็เป็นแค่มนุษย์ ไม่ใช่เทวดา ท้ายที่สุดย่อมต้องคำนึงถึงรายรับรายจ่ายของกลุ่มโดยรวมด้วย” หูเปียวอธิบายอย่างมีเหตุผล

“ถึงตอนนี้จะยังไม่มีปัญหา แต่ถ้าสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก… ก็ไม่มีใครรับประกันอะไรได้”

พ่อของหลินเยว่ได้ยินดังนั้นจึงยอมนั่งลงอย่างจำนน

นี่นับว่าเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดแล้ว… เดิมทีเขาก็ไม่คาดหวังว่าจะมีใครยอมเลี้ยงดูพวกเขาเปล่าๆ ขอแค่มีโอกาสได้ดิ้นรนสู้ชีวิตก็ถือว่าดีถมไป

“แต่ว่า...” จู่ๆ หูเปียวก็เปลี่ยนน้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้น

“ผมยอมรับเด็กได้ ยอมรับคนแก่ได้ ยอมรับผู้หญิงได้ แต่มีเพียงคนเดียวที่ผมไม่มีวันยอมรับ... หลินเสี่ยว!”

นิ้วอวบอ้วนชี้ไปที่หลินเสี่ยวอย่างดุดัน

“เธอเข้าร่วมไม่ได้!”

สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หลินเสี่ยวเป็นจุดเดียว หญิงสาวมีสีหน้าตื่นตะลึง

“ทำไมล่ะ?”

หูเปียวตวาดลั่นด้วยความโมโห

“เธอยังจะมาทำไขสืออยู่อีกเหรอ! เมื่อสองวันก่อน… เธอแกล้งทำตัวน่าสงสารที่หน้าห้อง หลอกให้ผมเปิดประตู แล้วใช้ไม้ฟาดกะจะให้ผมสลบเพื่อชิงเสบียง! ถ้าไม่ใช่เพราะผมกัดฟันข่มความมึนงงและรีบปิดประตูได้ ผมคงตายไปแล้ว! ที่ตอนนี้ผมไม่ตีเธอให้ตาย ก็นับว่าเมตตาสุดๆ แล้ว, เธอยังกล้าเสนอหน้าอยู่ที่นี่อีกเหรอ? ออกไปเดี๋ยวนี้!”

หลินเสี่ยวแสดงสีหน้าไม่เข้าใจสุดขีด

“พูดเรื่องอะไร? ฉันไม่เคยทำเรื่องพรรค์นั้นสักหน่อย”

“ยังจะตอแหล! แกล้งทำไขสือไปก็ไม่มีประโยชน์! ที่นี่ไม่อนุญาตให้เธอเข้าร่วม!”

บทสนทนาของทั้งสองดุเดือดเผ็ดร้อน จนเหล่าไทยมุงรอบข้างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่

หูเปียวไม่เปิดโอกาสให้หลินเสี่ยวได้แก้ตัว เขาไล่ตะเพิดเธอออกไปทันที, จากนั้นจึงเดินไปอีกห้องหนึ่งเพื่ออธิบายสถานการณ์ต่อ

ณ ทางเดินชั้นสาม

หลินเสี่ยวขมวดคิ้วแน่น แม่สามีและน้องสาวสามียืนขวางทางเธอไว้

“เธอนี่มันจริงๆ เลย!” แม่สามีกร่นด่า

“ยังเป็นคนอยู่ไหม? เรื่องเลวทรามแบบนี้ยังทำลง เห็นไหมว่าโอกาสดีๆ หลุดลอยไปแล้ว!”

“ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เขาเข้าใจผิดจริงๆ” หลินเสี่ยวพยายามแก้ตัว

“สองวันก่อนฉันก็อยู่ห้องตลอดไม่ใช่เหรอ? แม่กับน้องก็เป็นพยานให้ฉันได้นี่?”

“เอ่อ...” แม่สามีชะงัก หันไปมองลูกสาวขอความเห็น

แต่น้องสาวสามีกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

“ตอนนั้นพวกเราต่างเก็บตัวอยู่ในห้อง ถ้าพี่แอบออกไป พวกเราจะไปรู้ได้ยังไง? อีกอย่างเขาเอ่ยชื่อระบุตัวชัดเจนว่าเป็นพี่ จะมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรได้? พี่สะใภ้... พี่จะมาบังคับให้พวกเราเป็นพยานเท็จได้ยังไงกัน?”

แม่สามีราวกับเจอที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทันควัน

“ใช่ๆ! นี่แกคิดจะลากพวกฉันลงนรกไปด้วยเหรอ?”

หลินเสี่ยวร้อนรน คว้ามือพวกหล่อนไว้พลางอ้อนวอนเสียงสั่น

“หนูเปล่า! หนูไม่ได้ทำจริงๆ! แม่ต้องช่วยหนูนะ หนูตัวคนเดียวอยู่ข้างนอกจะรอดได้ยังไง?”

น้องสาวสามีเหลือบมองมือตัวเอง หลินเสี่ยวบีบแน่นจนมือขึ้นรอยแดง

เธอพยายามแกะมือออกอย่างเนียนๆ แต่ไม่เป็นผล จึงเอ่ยปากส่งเดชไปว่า

“พี่สะใภ้… พี่ไม่ต้องร้อนใจ พวกเราคนกันเอง จะเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยได้ยังไง?”

“พี่รออยู่ข้างนอกสักพักก่อน, พวกเราจะหาโอกาสคุยให้พี่ ช่วยขอความเมตตาดึงพี่เข้ามาในกลุ่มให้ได้”  น้องสาวสามีกล่าว

“จริงเหรอ?”

“จริงสิ พวกเราจะหลอกพี่ไปทำไม?”

“แต่ต้องรออีกนานแค่ไหน? ฉันไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้วนะ... อ้อใช่ พวกเธอช่วยทำงานให้เยอะหน่อย แลกส่วนแบ่งข้าวของฉันมาด้วย”

“ได้สิ! พวกเราจะพยายาม พี่กลับไปรอที่ห้องอย่างวางใจเถอะ”

“อืม… ได้! ฉันเชื่อใจพวกเธอนะ”

พูดจบ… หลินเสี่ยวจึงยอมเดินจากชั้นสามไปด้วยท่าทางวิตกกังวล เดินไปได้สามก้าวก็เหลียวหลังกลับมามองด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์

จังหวะนั้นเอง หูเปียวเดินออกมาจากอีกห้อง เห็นสองแม่ลูกเข้าก็เข้าใจสถานการณ์ทันที จึงพูดดักคอ

“พวกคุณเป็นครอบครัวของหลินเสี่ยวสินะ? ผมเป็นคนยุติธรรม หนี้แค้นย่อมมีเจ้าของ, ผมไม่พาลโกรธพวกคุณเพราะนังหลินเสี่ยวหรอก แต่ถ้าพวกคุณคิดจะขอความเมตตาแทนมัน... งั้นก็อย่าหาว่าผมไม่ไว้หน้าก็แล้วกัน!”

“จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง?” น้องสาวสามีรีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน

“พี่สะใภ้จิตใจอำมหิต ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย, อย่าว่าแต่ฉันเป็นแค่น้องสาวสามีเลย ต่อให้ฉันเป็นพี่น้องแท้ๆ ของนาง… ก็ไม่มีทางขอความเมตตาแทนคนพรรค์นั้นแน่ๆ”

ยามเธอพูดประโยคเหล่านั้น… ช่างดูจริงใจเสียเหลือเกิน ราวกับคนที่เพิ่งรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะช่วยหลินเสี่ยวเมื่อครู่... เป็นคนละคนกันโดยสิ้นเชิง

หูเปียวได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่า

“พูดได้ดี พูดได้ดี! ผมชอบคนที่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดีแบบคุณจริงๆ! ข้างนอกหนาวแล้ว พวกเรากลับเข้าห้องกันเถอะ”

ทั้งสามจึงกลับเข้าไปในห้อง

อีกด้านหนึ่ง…

หลินเสี่ยวเดินขึ้นบันไดไปตลอดทาง ทว่าไม่ได้หยุดที่ชั้นห้องพักตัวเอง กลับเดินรวดเดียวมุ่งตรงไปยังเซฟเฮาส์ลับ

เมื่อผลักประตูเข้าไป… ก็เห็นฉู่ลู่กำลังนั่งประจำการอยู่หน้าจอมอนิเตอร์

หลินเสี่ยวหันหลังปิดประตูลงกลอนก่อนเอ่ยถาม

“เป็นไงบ้าง? หลังจากฉันออกมา พวกนั้นมีปฏิกิริยายังไง?”

ฉู่ลู่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เปิดคลิปจากกล้องวงจรปิดช่วงเวลานั้นขึ้นมาให้ดู

ขณะฟังคำประกาศ ‘ตัดญาติขาดมิตรเพื่อผดุงธรรม’ ของน้องสาวสามีซ้ำไปซ้ำมา

ทีแรกหลินเสี่ยวยังคงนิ่งเงียบ ทว่าครู่ต่อมามุมปากกลับแสยะยิ้มอย่างอำมหิต

“พูดได้ดี… พูดได้ดีจริงๆ!”

จบบทที่ บทที่ 94 พูดได้ดีจริงๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว