- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 92 ไม่มีอะไรน่ากังวล
บทที่ 92 ไม่มีอะไรน่ากังวล
บทที่ 92 ไม่มีอะไรน่ากังวล
“เชี่ย.. หิมะตก!”
“กูคงนอนจนเบลอไปแล้วแน่ๆ นี่มันฤดูร้อนนะเว้ย”
“ถุยๆ! ของจริงนี่หว่า!”
“หิมะตกเดือนหก... นี่โลกมันวิปริตไปแล้วหรือไงวะเนี่ย?”
เสียงโวยวายดังเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งโครงการที่พักอาศัย ผู้คนจำนวนไม่น้อยเปิดหน้าต่างโผล่หน้าออกมาดูที่โถงทางเดิน บางคนถึงขั้นวิ่งลงไปเล่นหิมะข้างล่างด้วยความตื่นเต้น
ที่นี่คือภาคใต้… ครั้งสุดท้ายที่หิมะตกหนักขนาดนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะแตกตื่นกันยกใหญ่
หลินเสี่ยวมองผ่านหน้าต่าง เห็นลูกบ้านกำลังเกลือกกลิ้งบนพื้นหิมะและปั้นตุ๊กตากันอย่างสนุกสนาน เธอมองเพียงแวบเดียวก็ละสายตากลับมาอย่างไม่ไยดี
หญิงสาวลงมือทำอาหารเช้าเมนูง่ายๆ พอกินเสร็จก็ลุกออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังโซนที่พักของฉู่ลู่
ระบบทำความร้อนที่ติดตั้งไว้ใน ‘หลุมหลบภัย’ เริ่มทำงานแล้ว… อากาศภายในห้องจึงอบอุ่นสบายต่างจากโลกภายนอกที่กำลังหนาวเหน็บ
ฉู่ลู่เองก็ตื่นแล้ว เขายืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองพายุหิมะด้านนอก…
เมื่อสัมผัสได้ว่าหลินเสี่ยวเดินเข้ามา เขาจึงหันกลับมาทัก
“วันสิ้นโลกมาถึงแล้วรึ?” ฉู่ลู่เอ่ยถาม
“อืม” หลินเสี่ยวพยักหน้า
“นี่แค่เพิ่งวันแรก หลังจากนี้หิมะจะยิ่งตกหนักขึ้น ทางนายเป็นยังไงบ้าง?”
“ระบบของที่หลบภัยทำงานได้สมบูรณ์แบบ นอกจากจะทุบกำแพงรับน้ำหนักด้านล่างทิ้ง ก็คงไม่มีวิธีอื่นที่จะเจาะเข้ามาทำอันตรายคนข้างในได้” ฉู่ลู่ตอบ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“ว่าแต่มาถึงขั้นนี้แล้ว เธอควรจะบอกแผนการให้ฉันรู้ได้หรือยัง? อย่างน้อยก็บอกหน่อยว่าเธอกะจะเล่นงานพวกมันถึงระดับไหน? จะจับพวกมันทุกคนมาทรมานเลยไหม?”
“แผนการไม่ต้องรีบร้อน ตอนนี้หายนะเพิ่งจะเริ่มต้น ทุกคนยังไม่เข้าใจสถานการณ์ จึงยังไม่ตระหนักถึงวิกฤต, รอไปอีกสักพักค่อยว่ากัน ส่วนเรื่องจะทำถึงขั้นไหนนั้น...”
หลินเสี่ยวเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาฉายประกายเย็นชาลึกล้ำ
“ฉันไม่ได้กะจะทรมานพวกมันทางร่างกาย… ฉันพูดมาตลอดว่าสิ่งที่ฉันต้องการคือ ‘กระชากหน้ากาก’ ของคนพวกนี้ออกมา”
หลินเสี่ยวหันไปสบตาฉู่ลู่แล้วกล่าวต่อ
“น้องสะใภ้ตัวดีของฉัน... ยัยนั่นมักจะวางท่าว่าตัวเองสูงส่งบริสุทธิ์ ทำตัวเรียบง่ายไม่ยึดติดราวกับแม่พระผู้สันโดษ ไม่แก่งแย่งชิงดีกับใคร, แต่ที่น่าขันก็คือ ไม่ว่าเมื่อไหร่หล่อนก็ไม่เคยเสียเปรียบ… จะมีคนคอยตามล้างตามเช็ดให้เสมอ และสุดท้ายผลประโยชน์ก็มักจะตกไปอยู่ในมือของหล่อน”
“ตอนโดนหลอกลงทุนแชร์ลูกโซ่ก็ทีนึงแล้ว… ฉันเป็นคนไปตามทวงเงินกลับมาแทบตาย แต่กลับไม่มีใครขอบคุณสักคำ, หนำซ้ำพวกญาติๆ ที่โกงเงินไป ยังไปร้องไห้กอดขาน้องสะใภ้ ขอบคุณที่หล่อนเมตตาไม่แจ้งตำรวจ”
“ตอนไปจับเมียน้อยก็เหมือนกัน… ฉันเป็นคนบุกไปจับตัวได้ แต่ยัยนั่นกลับสวมบทแม่พระให้อภัยแทนฉัน จนได้รับคำขอบคุณจากทั้งเมียน้อยและผัวเฮงซวยนั่น ส่วนฉันกลายเป็นนางมารร้ายในสายตาคนอื่น”
“ตอนแย่งชิงเสบียงยิ่งแล้วใหญ่ คนที่ฝ่าพายุหิมะออกไปแย่งชิงกับฝูงคนแทบเป็นแทบตายคือฉันชัดๆ แต่หล่อนกลับเอาอาหารที่ฉันหามาได้ไปแจกจ่ายคนอื่นหน้าตาเฉย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงามให้ตัวเอง… ส่วนฉันกลับถูกมองด้วยความเคียดแค้นและถูกกีดกัน”
“ดังนั้นครั้งนี้ฉันอยากจะดูให้เต็มตา” หลินเสี่ยวยกยิ้มมุมปาก
“ถ้าไม่มีฉันคอยช่วยจัดการให้อีกแล้ว หล่อนจะยังวางมาดสูงส่งต่อไปได้สักกี่น้ำ?”
“งั้นก็แค่คอยดูอยู่ที่นี่เฉยๆเหรอ?” ฉู่ลู่ครุ่นคิด ดูเหมือนเป้าหมายนี้จะไม่จำเป็นต้องให้เขาลงมือทำอะไรเป็นพิเศษ
แค่ ‘ยืนดูไฟไหม้จากอีกฝั่ง’ ก็ย่อมได้เห็นจุดจบที่หลินเสี่ยวต้องการเองตามธรรมชาติ
“ไม่หรอก แค่ตอนนี้เท่านั้นที่เป็นแบบนี้ ช่วงนี้ขอแค่รับประกันว่าที่หลบภัยแห่งนี้จะทำงานได้อย่างราบรื่นก็พอ” หลินเสี่ยวกล่าว
“ที่ฉันมานี่ก็เพื่อยืนยันเรื่องนี้แหละ”
“ก็ได้ ยังไงฉันก็เป็นผู้ช่วยของเธออยู่แล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเธอ” ฉู่ลู่รับคำ
หลังจากนั้น หลินเสี่ยวสอบถามฉู่ลู่ว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พร้อมกับหยิบซาลาเปาออกมาจากมิติเก็บของและทิ้งไว้หลายถุง ก่อนจะขอตัวกลับ
พอกลับมาถึงห้องพักของตัวเอง น้องสะใภ้และแม่สามีก็ตื่นกันแล้ว ทั้งสองกำลังนั่งกินอาหารเช้าที่เธอวางทิ้งไว้ให้ในห้องรับแขก
พอเห็นเธอกลับมา ทั้งคู่ก็ถามทันทีว่าหายไปไหนมา
“ออกไปดูหิมะมาค่ะ” หลินเสี่ยวตอบเรียบๆ
“เป็นหิมะจริงๆ ด้วย แปลกประหลาดมาก”
แม่สามีกับน้องสะใภ้พากันบ่นอุบอิบ หิมะตกหน้าร้อนเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน จะไม่ให้พวกเธอตกใจได้อย่างไร
น้องสะใภ้พูดแทรกขึ้นว่า
“ที่ทำงานส่งไลน์มา บอกว่าวันนี้ไม่ต้องไปทำงาน แล้วของพี่สะใภ้ล่ะคะ?”
“เดี๋ยวฉันดูแป๊บนึง” หลินเสี่ยวหยิบมือถือออกมา
มีข้อความเข้าสองรายการ ข้อความแรกมาจากที่ทำงานแจ้งให้หยุดงานชั่วคราว รอหิมะหยุดค่อยกลับไปทำ… อีกข้อความมาจากสามีของเธอ เป็นข้อความเสียง
“ทางนี้ก็เหมือนกัน วันนี้ไม่ต้องไปทำงาน... อ้อ แล้วพี่ชายเธอก็ส่งข้อความมาด้วย”
หลินเสี่ยวพูดพลางกดเปิดข้อความเสียง
เสียงสามีของเธอดังออกมาจากมือถือ บอกว่าเขาไปทำงานต่างจังหวัดและติดพายุหิมะอยู่ที่โรงแรม คงกลับมาไม่ได้สักพัก...
ทว่าในพื้นหลังของเสียงพูดนั้น กลับมีเสียงแทรกบางอย่างที่ ‘ชวนให้คิดลึก’ แว่วออกมาจางๆ
สิ้นเสียงข้อความ… สีหน้าของแม่สามีเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่หญิงสูงวัยเลือกที่จะเงียบ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ส่วนน้องสะใภ้นั้น ยังคงตีหน้าตาย วางท่าทางสงบนิ่งดุจเมฆขาวลอยล่อง กล่าวสอนพี่สะใภ้ว่า
“พี่สะใภ้ก็อย่าโกรธไปเลย ผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละ… พี่เป็นภรรยาของเขา ขอแค่พี่ใจกว้างเข้าไว้ ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องกลับมาตายรัง นังจิ้งจอกพวกนั้นทำกร่างได้ไม่นานหรอก”
หลินเสี่ยวเก็บมือถือลงกระเป๋าแล้วกล่าวเสียงเรียบ
“พี่ไม่โกรธหรอก”
หลังจากทั้งสามกินข้าวเสร็จ ก็นั่งดูทีวีกันในห้องรับแขก
ทุกช่องกำลังรายงานข่าวเรื่องพายุหิมะถล่ม มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมากมายมาวิเคราะห์สาเหตุ พร้อมกำชับประชาชนว่าอย่าตื่นตระหนก
คงเพราะเหตุนี้… คนในโครงการจึงไม่มีใครกังวลเลยสักคน แต่ละคนต่างจมดิ่งอยู่กับความตื่นเต้นที่จู่ๆ ก็ได้หยุดงานเพราะหิมะตก
ทว่า... เมื่อผ่านไปได้สามวัน
หิมะยังคงตกต่อเนื่อง แถมยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศในหมู่บ้านจึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
เหมือนกับในชาติก่อน... มีคนกลุ่มหนึ่งเริ่มตื่นตัว รวมกลุ่มกันลงไปขุดหิมะเปิดทางเพื่อออกไปหาซื้อเสบียง
น้องสะใภ้ยืนกอดอกอยู่ริมหน้าต่าง มองดูคนข้างล่างที่เหมือนกับมดแตกรัง ฝ่าพายุหิมะวิ่งวุ่นกันออกไปข้างนอก
เธอแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน…
“โง่จริง… จำเป็นต้องทุ่มเทขนาดนั้นเชียว? อย่างมากอีกไม่กี่วันหิมะก็หยุดแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำตัวตื่นตูมน่าขายหน้าชะมัด”
จากนั้นเธอก็หันมามองหลินเสี่ยวที่ยังคงนั่งดูทีวีอยู่แล้วกล่าวกำชับ
“พี่สะใภ้, พี่อย่าไปทำตามพวกเขานะ ชีวิตจะลำบากแค่ไหน เราก็ทิ้งศักดิ์ศรีไม่ได้”
“อืม” หลินเสี่ยวตอบโดยไม่ละสายตาจากทีวี
“ที่เธอพูดมาถูกแล้ว พี่ไม่ไปหรอก”
น้องสะใภ้อึ้งไปเล็กน้อย…
ในความทรงจำของเธอ หลินเสี่ยวมักจะเป็นคนกระตือรือร้นและขี้กังวลเป็นพิเศษ, หากเจอเรื่องแบบนี้… ปกติคงไม่สนใจคำทัดทานของเธอ แล้วก้มหน้าก้มตาวิ่งออกไปข้างนอกแน่ นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้จะสงบเสงี่ยมได้ขนาดนี้
น้องสะใภ้เข้าใจไปเองว่าเหตุการณ์ขัดแย้งสองครั้งก่อนทำให้พี่สะใภ้เข็ดหลาบแล้ว จึงกล่าวชมอย่างพึงพอใจ
“แบบนี้สิถึงจะถูก พี่สะใภ้... พี่ฉลาดขึ้นแล้วนะเนี่ย”
หลินเสี่ยวไม่ต่อความยาวสาวความยืด
ตอนนั้นเอง แม่สามีเดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวลใจ กล่าวเสียงสั่นว่า
“เมื่อกี้แม่ไปดูของในครัวมา เหลือไม่เยอะแล้ว อย่างมากก็พอให้พวกเราสามคนกินได้อีกแค่สี่วัน”
รอยยิ้มลำพองใจบนใบหน้าน้องสะใภ้แข็งค้างไปชั่วขณะ เธอหันขวับไปมองหลินเสี่ยว
ทว่าหลินเสี่ยวกลับทำท่าเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงนั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟา… ดูทีวีต่อไปราวกับว่าข่าวพยากรณ์อากาศพวกนั้นจู่ๆ ก็น่าสนใจขึ้นมาเป็นพิเศษ
น้องสะใภ้เม้มปากแน่น ก่อนจะแสร้งทำท่าทางไม่ยี่หระ ก่อนกล่าวแก้เก้อว่า
“กลัวอะไรคะ? สี่วันก็ถมเถ… ตกมาอาทิตย์นึงแล้วเดี๋ยวก็คงหยุด, แถวบ้านเราเป็นภาคใต้ ไม่ใช่ทางเหนือสักหน่อย ต่อให้เกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ ก็ไปขอแบ่งซื้อจากเพื่อนบ้านเอาก็ได้ไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ๆ” แม่สามีพยักหน้าตามความเคยชิน
“ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก... ไม่มีอะไรน่ากลัว….”
พวกเธอเลิกคุยเรื่องเสบียงและพยายามปลอบใจตัวเอง
ส่วนหลินเสี่ยวที่นั่งมองจอทีวี...
มุมปากค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นมาอย่างเงียบงัน