- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 75 มีกระสอบทรายโผล่มาให้ทุบเพิ่มอีกใบ
บทที่ 75 มีกระสอบทรายโผล่มาให้ทุบเพิ่มอีกใบ
บทที่ 75 มีกระสอบทรายโผล่มาให้ทุบเพิ่มอีกใบ
แม้ตงโจวจะอยู่ห่างไกลจากนิกายกระบี่จื่อเสียมิใช่น้อย ทว่าสำหรับฉู่ลู่ผู้บรรลุขอบเขตผ่านด่านเคราะห์ขั้นสูงสุด ระยะทางเพียงเท่านี้ก็มิต่างอันใดกับการก้าวเท้าเพียงครึ่งก้าว
เพียงชั่วพริบตา… ร่างของเขาก็มาปรากฏอยู่ ณ อาณาบริเวณรอบนอกของสุสาน
เนื่องจากสุสานผู้บำเพ็ญเพียรแห่งนี้อุบัติขึ้นได้พักใหญ่ ข่าวคราวจึงแพร่สะพัดไปไกล ทำให้บริเวณโดยรอบเนืองแน่นไปด้วยเหล่าผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะที่มารวมตัวกัน
ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สำนักชิงอวิ๋นในชุดขาว, ศิษย์เขาหลงหู่สวมอาภรณ์นักพรตสีทอง, หรือศิษย์หญิงวังร้อยบุปผาในชุดกระโปรงแพรสีเขียว... เป้าหมายของทุกคนล้วนเป็น 'กระบี่วิญญาณ' ทว่าด้วยความเป็นศิษย์ฝ่ายธรรมะเฉกเช่นเดียวกัน บรรยากาศโดยรวมจึงนับว่าปรองดองถ้อยทีถ้อยอาศัย
"ฉู่ลู่ พวกเราปิดบังตบะไว้หน่อยจะดีกว่านะ" ในยามนั้นเอง เสียงของอี้เสี่ยวหว่านก็ดังขึ้นในหัวอย่างกะทันหัน
"หืม? ทำไมเล่า?" ฉู่ลู่ที่กำลังคิดจะระเบิดแรงกดดันไล่พวกสวะเกะกะพวกนี้ให้พ้นทาง เอ่ยถามด้วยความฉงน…
"เจ้าลองดูสิ" อี้เสี่ยวหว่านกล่าวเตือน
"ผู้บำเพ็ญที่มาชุมนุมกันรอบสุสาน โดยพื้นฐานแล้วล้วนอยู่แค่ระดับแก่นทองคำ เห็นได้ชัดว่าระดับของสุสานแห่งนี้ย่อมไม่ต่างกันนัก, ส่วนพวกเราอยู่ถึงขอบเขตผ่านด่านเคราะห์ขั้นสูงสุด... ขืนเข้าไปแย่งกระบี่วิญญาณกับเด็กน้อยพวกนี้ จะไม่ดูรังแกผู้น้อยจนน่าขายหน้าไปหน่อยหรือ?"
ฉู่ลู่: "..."
ตัวเขาเองหาได้แยแสเรื่องความขายหน้าไม่, อีกทั้งรากวิญญาณคงหลิงของร่างนี้ก็ไม่อาจใช้วิชาอาคม จึงยากจะปกปิดสถานะ ต่อให้ซ่อนเร้นพลังตบะไว้ วันหน้าไม่ช้าก็เร็วความก็ต้องแตก… ไม่เห็นจะมีประโยชน์อันใด
แต่เมื่อคำนึงว่านี่คือร่างกายของอี้เสี่ยวหว่าน หลังจากเขาทำภารกิจสำเร็จและจากไป… ผลกระทบที่ตามมาย่อมต้องให้นางเป็นผู้แบกรับ ดังนั้นฉู่ลู่จึงยอมถอยให้หนึ่งก้าว
เขากดข่มกลิ่นอายพลังตบะลงจนเหลือเพียงระดับแก่นทองคำขั้นกลาง แล้วเดินปะปนเข้าไปในกลุ่มผู้บำเพ็ญที่ปักหลักพักแรมอยู่
อาศัยสถานะคนของนิกายกระบี่จื่อเสีย ฉู่ลู่จึงแฝงตัวเข้ากลุ่มผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะได้อย่างราบรื่น
การข่าวในโลกใบนี้ช่างเชื่องช้านัก…
ชื่อเสียงเรียงนามของ 'อี้เสี่ยวหว่าน' ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เป็นสวะแห่งวิถีบำเพ็ญเจ้าของรากวิญญาณคงหลิงนั้น… มีผู้คนไม่น้อยเคยได้ยิน แต่เรื่องราววีรกรรมที่ศิษย์น้องเล็กก่อขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ กลับยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ดังนั้นสายตาที่พวกเขามองมายังฉู่ลู่ จึงคละเคล้าไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย… มีทั้งความสงสัยใคร่รู้ ความดูแคลน และความเวทนาเห็นใจ, แน่นอนว่าเบื้องหน้านั้นยังคงปั้นหน้าแสดงท่าทีเป็นมิตร
ฉู่ลู่คร้านจะถือสา เขาจงใจเลือกคนท่าทางซื่อๆ ดูมีน้ำใจมาสอบถามสถานการณ์ของสุสานสักสองสามคน
เพราะการที่คนกลุ่มใหญ่ขนาดนี้มารวมตัวกันเช่นนี้… ไม่ยอมจากไป ไม่ต่อสู้กันเอง และไม่เข้าไปสำรวจ ย่อมหมายถึงความผิดปกติ
"สหายพรตอี้คงไม่ทราบ" ศิษย์สำนักชิงอวิ๋นผู้หนึ่งอธิบาย
"สาเหตุที่พวกเรามารวมตัวกันอยู่ที่นี่ เป็นเพราะสุสานยังไม่ได้เปิดออกอย่างสมบูรณ์… อีกห้าวันประตูใหญ่ถึงจะเปิด และการแย่งชิงกระบี่วิญญาณถึงจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ"
"อ้อ? แล้วเรื่องพวกนี้มาจาก..."
"ส่วนหนึ่งเป็นผู้อาวุโสของสำนักคำนวณออกมา อีกส่วนได้มาจากข้อความบนศิลาจารึกหน้าสุสานขอรับ"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง" ฉู่ลู่พยักหน้ารับรู้แล้วกล่าวต่อ
"ข้ามาอย่างเร่งรีบ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย… สหายพรตพอจะช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าฟังอย่างละเอียดได้หรือไม่? เจ้าของสุสานนี้เป็นใคร? เหตุใดจู่ๆ ถึงปรากฏขึ้นมา? แล้วกระบี่วิญญาณข้างในมีลักษณะอย่างไร? พวกเราควรวางแผนแย่งชิงกันอย่างไร?"
เหล่าผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะเหล่านี้ก็ไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญแต่อย่างใด ต่างพากันอธิบายอย่างละเอียดลออ
ฉู่ลู่ฟังเรื่องราวหนี้บุญคุณความแค้นระหว่างเจ้าของสุสานกับกระบี่วิญญาณ ในใจก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ส่วนเรื่องบททดสอบคุณธรรมอะไรเทือกนั้น… เขาทำเป็นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปสิ้น
ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังสนทนากันอย่างออกรส จู่ๆ ก็มีสุ้มเสียงแหลมใสที่ฟังดูขัดหูดังแทรกขึ้นมา
"ข้าเคยบอกไปตั้งนานแล้ว… ว่ากระบี่วิญญาณในสุสานนี้ ข้าหมายตาจะต้องเอามาครอบครองให้ได้, เหตุใดสหายพรตทุกท่านยังคงดื้อรั้น ยืนกรานที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่กันอีกเล่า?"
สิ้นเสียงหวานใส… เงาร่างหนึ่งก็เยื้องย่างเข้ามา
ผู้มาเยือนเป็นดรุณีสวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีชมพู ชายกระโปรงปักลายผีเสื้ออันวิจิตรตระการตา ใบหน้าขาวผุดผ่องนวลเนียนดุจดั่งดอกท้อแรกแย้ม ใต้คิ้วใบหลิวโก่งโค้งคือดวงตากลมโตที่ดูน่าทะนุถนอมจับใจ
นางเดินเข้ามาดั่งกิ่งหลิวลู่ลม กวาดตามองทุกคนด้วยแววตาไร้เดียงสา, น้ำเสียงออดอ้อนระคนตัดพ้อ ทว่าเนื้อหาคำพูดกลับวางก้ามใหญ่โตคับฟ้า
"ถึงเวลาต้องแย่งชิงกัน หากทำให้ทุกท่านต้องเจ็บตัว มิเท่ากับทำลายมิตรภาพระหว่างสหายฝ่ายธรรมะของพวกเราหรอกหรือ?"
ฉู่ลู่กำลังสงสัยว่ายัยเด็กนี่เป็นใคร ก็ได้ยินผู้คนรอบข้างพากันทำความเคารพทักทายนางอย่างกระตือรือร้น… ปากก็พร่ำเรียก 'เทพธิดาเสิ่น' บ้าง 'เทพธิดาอวิ๋นเหยา' บ้าง แถมยังพ่นวาจาประจบสอพลอกันจนเลี่ยนหู
"ท่านเทพธิดาไม่ต้องกังวล ใครจะมีความกล้าเทียมฟ้าไปแย่งของกับท่านกันเล่า?"
"นั่นสิขอรับ ที่ทุกคนยังรอกันอยู่ ก็แค่อยากจะยลโฉมความสง่างามของท่านเท่านั้นเอง"
"หากพลาดชมท่านเทพธิดาชิงกระบี่ เรื่องใหญ่ขนาดนี้คงต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่"
ฉู่ลู่ฟังแล้วถึงกับทำหน้าบอกบุญไม่รับ
ส่วนเสิ่นอวิ๋นเหยาผู้นั้นกลับทำท่าทางเหมือนพอใจกับคำเยินยอเหล่านั้นเป็นอย่างมาก… ยิ้มจนตาหยีเลยทีเดียว
ทันใดนั้น… นางก็เหลือบมาเห็นฉู่ลู่ สีหน้าฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยก่อนเอ่ยถาม
"พี่สาวท่านนี้หน้าตาไม่คุ้นเลย มาตั้งแต่เมื่อใดหรือ?"
"เพิ่งมาถึงวันนี้ขอรับ" มีคนรีบเสนอหน้าช่วยแนะนำแทนฉู่ลู่
"นางมาจากนิกายกระบี่จื่อเสีย ศิษย์พี่หญิงใหญ่ของสำนัก 'อี้เสี่ยวหว่าน'"
พอได้ยินชื่อนี้ ดวงตาของเสิ่นอวิ๋นเหยาก็เป็นประกายวาบขึ้นมาทันที นางกล่าวว่า
"ข้าเคยได้ยินชื่อนี้! ข้าเคยได้ยินเรื่องของท่าน!"
ฉู่ลู่กำลังคิดจะพูดจาตามมารยาทสักสองสามประโยค เสิ่นอวิ๋นเหยาก็พูดสวนขึ้นมาว่า
"ท่านคือสวะที่บำเพ็ญเพียรไม่ได้ เพราะมีรากวิญญาณคงหลิงคนนั้นนั่นเอง!"
ฉู่ลู่: "..."
"ท่านเทพเซียนเคยกล่าวไว้ว่า รากวิญญาณคงหลิงคือรากวิญญาณที่ห่วยแตกที่สุด ต่อให้ฝึกฝนแทบตายก็เป็นได้แค่ขยะที่ไม่มีค่าพอให้เอ่ยถึง... พี่สาวอี้เป็นขยะรากวิญญาณคงหลิงแท้ๆ กลับสามารถเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ของนิกายกระบี่จื่อเสียได้… จะต้องมีข้อดีที่เหนือกว่าผู้อื่นเป็นแน่ ใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นอวิ๋นเหยากล่าวด้วยใบหน้าไร้เดียงสา
ฉู่ลู่หางตากระตุก ‘ยัยนี่เอะอะก็เรียกสวะ คำสองคำก็เป็นขยะ วาจาช่างระคายหูยิ่งนัก’
ผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะโดยรอบต่างก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน ทำท่าทางเหมือนอยากจะหนีไปให้พ้นๆ จากสถานการณ์นี้
แต่แล้วเสิ่นอวิ๋นเหยาก็พูดสิ่งที่หลุดโลกยิ่งกว่าออกมา
"ท่านเทพเซียนต้องการให้ข้าออกท่องโลกหาประสบการณ์… ต้องผ่านการขัดเกลาให้มาก เปิดหูเปิดตาถึงจะเติบโตได้, ดอกไม้ที่ได้รับการทะนุถนอมอย่างดี แม้จะงดงาม แต่ก็เปราะบางไร้ประโยชน์" เสิ่นอวิ๋นเหยาเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวาน
"ยอดฝีมือรุ่นเยาว์เช่นพี่สาวอี้ นับเป็นหินลับมีดชั้นเลิศพอดี... พี่สาวอี้จะช่วยประลองแลกเปลี่ยนวิชากับข้าเสียหน่อย เพื่อช่วยให้ข้าก้าวหน้าไปอีกขั้นได้หรือไม่?"
สีหน้าของผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะโดยรอบพลันแปรเปลี่ยนอีกครั้ง… กลายเป็นซับซ้อนพิกล ดูเหมือนมีถ้อยคำนับพันนับหมื่นอัดแน่นอยู่ในใบหน้าที่บิดเบี้ยวเหล่านั้น
ส่วนฉู่ลู่ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นมุมปากก็ค่อยๆ แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาโดยไม่รู้ตัว
มีกระสอบทรายเสนอหน้ามาให้ทุบถึงที่ จะให้เขาปฏิเสธลงได้อย่างไร?
ฉู่ลู่กำลังจะอ้าปากตอบตกลง ทันใดนั้นด้านหลังของเขาก็มีเสียงแผ่วเบาราวเสียงยุงบินดังขึ้น
"อย่าได้รับปากเชียวนะ"
ฉู่ลู่กะพริบตาปริบๆ เสียงนี้ส่งผ่านเคล็ดวิชาถ่ายเสียงทางจิตเข้ามาในหูของเขาโดยตรง และผ่านการตรวจสอบด้วยสัมผัสจิต
เขาพบว่าเจ้าของเสียงคือสตรีผู้หนึ่งที่ยืนพิงอยู่ด้านหลังตน เป็นคนหน้าตาไม่คุ้นเคยและมีส่วนสูงเตี้ยกว่าเขาเล็กน้อย
ผู้หญิงที่จู่ๆ ก็โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย กับคำขอที่ไร้ที่มาที่ไป ไหนเลยเขาจะใส่ใจ
"ได้สิ" ฉู่ลู่จ้องมองเสิ่นอวิ๋นเหยาแล้วกล่าวเสียงเรียบ
"เจ้าวอนหาเรื่องเจ็บตัวเช่นนี้… ข้าจะใจดำปฏิเสธลงได้อย่างไร?"
พอคำพูดนี้หลุดออกไป สายตาที่เหล่าผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะมองมายังฉู่ลู่ก็เพิ่มความประหลาดใจ และความเวทนาขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง
เสิ่นอวิ๋นเหยายังคงยิ้มแย้ม แต่รอยยิ้มนั้นพลันแฝงความอำมหิตเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
สตรีปริศนาด้านหลังผู้นั้นพลันร้อนรนขึ้นมาทันที นางรีบส่งเสียงกระซิบ:
"เหตุใดท่านถึง... เฮ้อ! ต้องแพ้นะ ครั้งนี้ท่านต้องแพ้ให้ได้!"