เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 76 บุตรีแห่งสวรรค์

บทที่ 76 บุตรีแห่งสวรรค์

บทที่ 76 บุตรีแห่งสวรรค์


ในยามนั้นเอง เสิ่นอวิ๋นเหยาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม

"ฮ่าๆๆ พี่สาวอี้ สมกับที่ท่านเป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งนิกายกระบี่จื่อเสีย วางมาดได้ถูกใจข้านัก! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราย้ายไปประลองกันที่ลานว่างด้านนอกดีหรือไม่เจ้าคะ?"

เมื่อทุกคนเคลื่อนย้ายมายังพื้นที่ค่อนข้างเงียบสงบและห่างไกลผู้คน เสิ่นอวิ๋นเหยาก็เรียกกระบี่วิญญาณเรียวยาวเล่มหนึ่งออกมา พลางกล่าวแนะนำ

"นี่คือ ‘กระบี่ฝันคะนึงหา’ เป็นกระบี่ที่ท่านเทพเซียนเจาะจงเลือกสรรมาให้ข้าโดยเฉพาะ, แม้กระบี่เล่มนี้จะมิได้เน้นความคมกริบ แต่มีฤทธิ์สะกดจิตวิญญาณผู้คนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล พี่สาวอี้ต้องระวังตัวให้ดีนะเจ้าคะ"

"อืม" ฉู่ลู่ดึงไม้เขี่ยไฟออกมา พลางกล่าวเรียบๆ

"สำหรับข้า ใช้เจ้านี่ก็พอแล้ว"

เสิ่นอวิ๋นเหยาขมวดคิ้วมุ่นวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติแล้วกล่าวว่า

"พี่สาวอี้จะใช้อาวุธอะไรก็สุดแล้วแต่ท่านเถิด, แต่หากแพ้ขึ้นมา… อย่าได้โทษว่าเป็นเพราะกระบี่ไม่ดีก็แล้วกัน"

"วางใจเถอะ ข้าไม่มีทางแพ้"

ดวงตาของเสิ่นอวิ๋นเหยาหรี่ลงเล็กน้อย… แต่เพียงชั่วพริบตาถัดมา นางก็โคจรพลังวัตรและลงมือจู่โจมอย่างเหี้ยมหาญ

"พี่สาวอี้ รับมือ!"

ทันทีที่เสิ่นอวิ๋นเหยาตวัดกระบี่ เหล่าผู้คนที่เฝ้าดูอยู่รอบนอกต่างจำได้ทันทีว่านั่นคือเพลงกระบี่ระดับแก่นทองคำที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสำนักกระบี่หลิงอวิ๋น

‘เพลงกระบี่หลิงอวิ๋นทะลวงวายุ!’

เจตจำนงกระบี่อันเป็นเอกลักษณ์ของสำนักแฝงเร้นอยู่บนตัวกระบี่, ท่วงท่าดุจพายุฝนโหมกระหน่ำ แทงออกไปนับร้อยนับพันกระบวนท่าในชั่วพริบตา

ทุกคนต่างพยักหน้าชื่นชม เสิ่นอวิ๋นเหยาใช้ออกได้อย่างถูกต้องตามตำราเป๊ะๆ สำแดงอานุภาพของเพลงกระบี่ออกมาได้อย่างหมดจด เห็นได้ชัดว่าต้องมียอดฝีมือคอยชี้แนะอย่างใกล้ชิด ถึงจะฝึกฝนจนสำเร็จได้ถึงขั้นนี้

เนื่องจากฉู่ลู่จำต้องกดระดับตบะให้อยู่ในขั้นแก่นทองคำระดับกลาง จึงไม่สามารถใช้พลังเข้าหักล้างการโจมตีซึ่งหน้าได้ ทำได้เพียงถอยพลางหลบพลาง เพื่อดูเชิงไปก่อนสักรอบ

แต่ไม่นานเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเสิ่นอวิ๋นเหยา…

แม่นางคนนี้มีวิชาอาคมและเพลงกระบี่ที่ชำนาญประณีตเป็นอย่างยิ่ง, ทว่าประสบการณ์ในการเผชิญหน้าศัตรูของนางกลับกลวงเปล่า

การลงมือไร้ซึ่งแบบแผน แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการ ‘รัวปุ่มมั่วซั่ว’ งัดทุกท่าที่คูลดาวน์เสร็จแล้วออกมาประเคนใส่จนหมดแม็ก หวังเพียงจะใช้ค่าพลังที่เหนือกว่าเข้าข่มอีกฝ่ายให้ตาย

แม้ฉู่ลู่จะไม่เคยผ่านการต่อสู้ในระดับแก่นทองคำมาก่อน… แต่เขาก็ยังเหนือชั้นกว่านางมากนัก

หลังจากจับทางและความเคยชินของนางได้แล้ว เขาก็ฉวยโอกาสตอนนางเปิดช่องว่าง ฟาดไม้เขี่ยไฟใส่หน้าอกนางเปรี้ยงหนึ่ง!

แรงฟาดส่งนางตัวลอยกระเด็นออกไป… พร้อมเสียงร้องอู้อี้ในลำคอ

"ข้าชนะแล้ว" ฉู่ลู่กล่าว

สีหน้าของผู้ชมดูย่ำแย่ลงไปอีก แต่น่าแปลกที่สายตาของพวกเขา… ที่มองไปยังเสิ่นอวิ๋นเหยากลับไม่มีความเวทนาสงสารเลยสักนิด

ทันใดนั้น, เสิ่นอวิ๋นเหยาก็ลุกขึ้นยืน ใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด นางจ้องเขม็งไปที่ฉู่ลู่แล้วกล่าวว่า

"พี่สาวอี้ร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ ตานี้ท่านชนะ พวกเรามาต่อตาทีสองกัน!"

พูดจบ… นางก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง!

ทว่าเสิ่นอวิ๋นเหยากลับไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นเลย ยังคงใช้ตรรกะเดิมๆ ที่คิดจะ ‘ใช้ท่ามั่วๆ อัดปรมาจารย์ให้ตาย’ ทั้งโจมตีด้วยความร้อนรนและเร่งรีบยิ่งกว่าเดิม

ดังนั้นผ่านไปไม่ถึงสองสามกระบวนท่า นางก็ถูกฉู่ลู่ตีจนกระเด็นออกไปอีกครั้ง

"เอาอีก!" เสิ่นอวิ๋นเหยาตะโกนลั่น

แล้วก็ถูกตีปลิวออกไปอีก

"เอาอีก!"

ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นการถูกตีปลิวเช่นเดิม

เหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้อยู่หกเจ็ดรอบ เมื่อเสิ่นอวิ๋นเหยาลุกขึ้นยืนอีกครั้ง… ร่างกายของนางก็ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ขาสั่นพั่บๆ แต่แววตายังคงฉายแววไม่ยอมจำนน

เล่นเอาฉู่ลู่ถึงกับตะลึง เริ่มมองนางในแง่ดีขึ้นมาบ้างแล้ว พลางคิดในใจว่า…

คนคนนี้, หรือจริงๆ แล้วนิสัยก็ใช้ได้? เพียงแค่พูดภาษาคนไม่เป็นเท่านั้น?

เสิ่นอวิ๋นเหยาเช็ดเลือดที่มุมปาก กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงแต่หนักแน่นว่า

"เอาอีก!"

ฉู่ลู่เริ่มจะทำใจไม่ได้แล้ว ขณะกำลังจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม ทันใดนั้นสาวใช้คนหนึ่งก็วิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามา เข้าไปประคองเสิ่นอวิ๋นเหยาพลางร้องห้าม

"คุณหนู! ไม่ได้นะเจ้าคะ จะสู้ต่อไม่ได้แล้ว!"

"เจ้าหุบปาก! อย่ามารบกวนการหาประสบการณ์ของข้า!"

"ไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ! หากสู้ต่ออีกจนบาดเจ็บหนักเกินไป จะเข้าไปชิงกระบี่ในสุสานไม่ได้นะเจ้าคะ! คุณหนู... ท่านลืมคำกำชับของท่านเทพเซียนไปแล้วหรือ?"

เสิ่นอวิ๋นเหยาชะงักกึกทันที สีหน้าแสดงความขัดแย้งในใจอย่างหนัก… ครู่ใหญ่ผ่านไป นางถึงได้ถอนหายใจออกมา

นางเก็บกระบี่วิญญาณ แล้วคารวะฉู่ลู่อย่างนอบน้อม

"พี่สาวอี้ร้ายกาจจริงๆ ก่อนหน้านี้ผู้น้องล่วงเกินไป หวังว่าพี่สาวจะมีจิตใจกว้างขวางดั่งขุนเขา ไม่ถือสาหาความข้า, ผ่านการประมือครั้งนี้… ผู้น้องได้ความรู้แจ้งไปมากมายนัก เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน ต้องออกท่องโลกกว้างถึงจะเติบโตได้…“

“ท่านเทพเซียนมิได้หลอกข้าจริงๆ... น่าเสียดายที่ข้ายังต้องเตรียมตัวสำหรับการชิงกระบี่ในสุสาน มิอาจแลกเปลี่ยนวิชาต่อได้, รอให้เรื่องราวทางนี้จบสิ้นลง ข้าจะมาขอคำชี้แนะจากพี่สาวอีกครั้ง”

"ได้! ข้าจะรอเจ้า" ฉู่ลู่รับคำ

เสิ่นอวิ๋นเหยาเดินจากไปโดยมีสาวใช้คอยพยุง กลุ่มคนที่มุงดูต่างพูดจาชื่นชมตามมารยาทพอเป็นพิธี จากนั้นก็รีบแยกย้ายกันไป

ฉู่ลู่สัมผัสได้ว่าบรรยากาศดูแปลกชอบกล เขาอยากจะหาคนสอบถาม แต่ผู้คนต่างพากันหลบหน้าเขา

เขาจึงจำต้องยอมแพ้ไปก่อน และหาที่พักชั่วคราวแถวนั้นเพื่อปักหลักรอคอยเวลาเปิดสุสานในอีกห้าวันข้างหน้าอย่างเงียบๆ

ทว่าหลังจากพักผ่อนไปได้ไม่ถึงสองชั่วยาม ก็มีคนวิ่งมาเคาะประตู…

เป็นผู้หญิงคนที่ใช้วิชาถ่ายเสียงทางจิตคนนั้นนั่นเอง, นางมองซ้ายมองขวาราวกับหัวขโมย

"รีบให้ข้าเข้าไปเร็ว!"

ฉู่ลู่สงสัยในจุดประสงค์ของอีกฝ่ายอยู่บ้าง แต่ก็ยอมเปิดทางให้นางเข้ามา

พอประตูปิดลง ผู้หญิงคนนั้นก็โพล่งขึ้นทันที

"ข้าบอกให้ท่านแกล้งแพ้ไม่ใช่หรือ!?"

"เจ้า... แนะนำตัวก่อนดีไหม?" ฉู่ลู่เอ่ยปาก

"ไม่มีเวลามาทำเรื่องพรรค์นั้นหรอก หนี! ท่านรีบหนีไปซะ" ผู้หญิงคนนั้นรัวคำพูดเร็วปรื๋อ

"ท่านเป็นคนของนิกายกระบี่จื่อเสียใช่ไหม? งั้นรีบกลับสำนักไปเลย ชั่วชีวิตนี้อย่าได้ออกมาอีก!"

ฉู่ลู่ "..."

"อย่าเพิ่งรีบร้อน เจ้าเล่าต้นสายปลายเหตุมาให้ฟังก่อน" ฉู่ลู่นั่งลงอย่างใจเย็น

"ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น"

"โอ๊ย! ก็ได้ๆ!" ผู้หญิงคนนั้นทำหน้าหงุดหงิดงุ่นง่าน

"ข้าคือ... ที่มาของข้าไม่สำคัญ ท่านเรียกข้าว่า ‘เฉินชิงหลิง’ ก็พอ, ประเด็นสำคัญคือผู้หญิงคนนั้น นางคือเสิ่นอวิ๋นเหยาเชียวนะ!"

ฉู่ลู่ "..."

เฉินชิงหลิงเห็นท่าทีนิ่งเฉยนั้นก็ชะงัก ถามด้วยความสงสัย

"ท่าน... คงไม่ได้ไม่รู้จักนางหรอกนะ? ท่านเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ของนิกายกระบี่จื่อเสียไม่ใช่หรือ? เรื่องราวของนางในช่วงไม่กี่ปีมานี้เลื่องลือไปทั่วแล้วไม่ใช่รึ?"

ฉู่ลู่ถามอี้เสี่ยวหว่านในใจ นางก็ได้แต่ส่ายหน้าเงียบๆ สื่อว่าชาติก่อนนางเอาแต่ทำงานหนักหาเงินเลี้ยงกระบี่อวิ๋นเฟิง จะไปเอาเวลาที่ไหนมาสนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้

"รบกวนเจ้าช่วยอธิบายหน่อยเถอะ" ฉู่ลู่กล่าว

"เฮ้อ... ก็ได้, สำนักกระบี่หลิงอวิ๋นท่านน่าจะรู้จักอยู่กระมัง? และ ‘กระบี่ทำลายสูญ’ ของสำนักกระบี่หลิงอวิ๋นท่านก็คงรู้จักใช่ไหม?" เฉินชิงหลิงถาม

อี้เสี่ยวหว่านอธิบายให้ฉู่ลู่ฟังในห้วงความคิด… สำนักกระบี่หลิงอวิ๋นเป็นสำนักระดับท็อปที่แข็งแกร่งกว่านิกายกระบี่จื่อเสียขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ได้รับการยอมรับว่าเป็นสำนัอันกดับหนึ่งของฝ่ายธรรมะ

ส่วนกระบี่ทำลายสูญ คือกระบี่คู่กายของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักกระบี่หลิงอวิ๋น… ในอดีตก็แข็งแกร่งไร้เทียมทานอยู่แล้ว ยิ่งผ่านกาลเวลาเนิ่นนาน ผ่านการฟูมฟักเลี้ยงดูอย่างทุ่มเทจากเจ้าสำนักรุ่นแล้วรุ่นเล่า ก็ยิ่งแข็งแกร่งจนเหลือเชื่อ

หากวัดกันที่พลังก็ดีพอที่จะติดห้าอันดับแรกของใต้หล้า… ถือเป็นเจ้าของสำนักกระบี่หลิงอวิ๋นที่แท้จริง

เมื่อเห็นฉู่ลู่พยักหน้า เฉินชิงหลิงจึงพูดต่อ…

"กระบี่ทำลายสูญมีความผูกพันลึกซึ้งกับเจ้านายคนก่อนเป็นอย่างมาก, หลังจากเจ้านายตาย… มันก็ไม่ยอมผูกพันธสัญญากับผู้ใดอีก จนกระทั่งเมื่อยี่สิบปีก่อน มันได้ค้นพบชาติที่กลับมาเกิดใหม่ของเจ้านายคนก่อน ซึ่งก็คือเสิ่นอวิ๋นเหยาในตอนนี้"

"กระบี่ทำลายสูญตั้งใจจะผูกพันธสัญญากับเสิ่นอวิ๋นเหยา, แต่ด้วยสถานะของมัน… คนที่จะเป็นนายของมันย่อมได้เป็นเจ้าสำนักกระบี่หลิงอวิ๋นโดยปริยาย…“

“แต่เจ้าสำนักกระบี่หลิงอวิ๋นจะเป็นแค่เศษสวะตัวน้อยที่อ่อนแอไร้ความสามารถไม่ได้ ดังนั้นกระบี่ทำลายสูญจึงสั่งสอนเสิ่นอวิ๋นเหยาอย่างพิถีพิถัน และให้นางออกท่องโลกหาประสบการณ์ เพื่อเติบโตเป็นคนที่คู่ควรกับมัน”

"เป็นเช่นนี้นี่เอง" ฉู่ลู่พยักหน้า

"งั้นที่นางเอาแต่พูดถึง ‘ท่านเทพเซียน’ ก็คือเจ้ากระบี่ทำลายสูญนี่ใช่ไหม? แล้ว... มันทำไมหรือ?"

ถึงแม้ว่าการล็อกผลลัพธ์โดยใช้อารมณ์ส่วนตัวแบบสุดโต่งเช่นนี้จะดูขัดหูขัดตาอยู่บ้าง แต่เรื่องของสำนักอื่นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉู่ลู่สักหน่อย

อีกอย่างแม่นางเสิ่นอวิ๋นเหยานั่นดูแล้วก็ไม่เหมือนคนแพ้ไม่เป็น ไม่น่าจะมาลอบกัดตนเองลับหลังกระมัง คิดอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าฝ่ายตรงข้ามกังวลเรื่องอะไร

เฉินชิงหลิงจ้องมองฉู่ลู่ จู่ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นว่า

"ท่านกำลังคิดว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรน่ากังวล, เพราะยัยเสิ่นอวิ๋นเหยานั่นแม้ปากจะเสียไปหน่อย แต่นิสัยใจคอก็ใช้ได้… จิตใจมุ่งมั่น ไม่น่าจะผูกใจเจ็บเพราะความพ่ายแพ้ในวันนี้ แล้วมาตามล้างแค้นท่านลับหลัง... ถูกต้องไหม?"

เห็นฉู่ลู่พยักหน้า เฉินชิงหลิงก็ถอนหายใจกล่าวด้วยน้ำเสียงล่องลอย

"เมื่อก่อน... ก็เคยมีคนโง่คนหนึ่งคิดเช่นนี้เหมือนกัน"

ฉู่ลู่ "?"

“มีคนผู้หนึ่ง, นางมาจากสำนักเล็กๆ ที่ชื่อว่าสำนักกระบี่ชมจันทร์ เป็นศิษย์น้องเล็กที่ได้รับความรักใคร่เอ็นดูที่สุด… วันนั้นนางไปเข้าร่วมงานประลองยุทธ์วิถีกระบี่ที่โยวโจว และได้เจอกับเสิ่นอวิ๋นเหยา”

“แม้เพลงกระบี่ที่นางฝึกจะไม่เทียบเท่า แต่ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน ทำให้นางมองเห็นจุดอ่อนที่สะเปะสะปะของเสิ่นอวิ๋นเหยา และเอาชนะมาได้, แต่เสิ่นอวิ๋นเหยาไม่ยอมแพ้ ลุกขึ้นมาท้าสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า... เหมือนกับในวันนี้”

“สุดท้ายเพราะบาดเจ็บหนักเกินไป เสิ่นอวิ๋นเหยาจึงจำใจต้องยอมแพ้ ตอนนั้นนางก็พูดแบบนี้แหละ ‘เลื่อมใสยิ่งนัก’, ‘ได้รับความรู้แจ้งมากมาย’, ‘แผลหายดีแล้วจะมาขอคำชี้แนะใหม่’”

“ส่วนเจ้าคนโง่คนนั่น… ในตอนนั้นก็รู้สึกนับถือใจอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก จึงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ คิดว่าเสิ่นอวิ๋นเหยาเพียงแค่ขาดประสบการณ์, ด้วยนิสัยแบบนาง บวกกับมีสำนักกระบี่หลิงอวิ๋นหนุนหลัง อีกไม่กี่ปีคงจะกลายเป็นตัวตนที่ตนเองมิอาจเอื้อมถึง, การได้ประมือกับนางในครั้งนี้ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดในชีวิตของตน”

"ต่อมา..." เฉินชิงหลิงจ้องลึกเข้าไปในตาฉู่ลู่

"ท่านรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?"

"เกิดอะไรขึ้น?"

เฉินชิงหลิงเน้นทีละคำ

"สำนักกระบี่ชมจันทร์... ถูก ฆ่า ล้าง สำนัก!"

น้ำเสียงของเฉินชิงหลิงราบเรียบยิ่งนัก แต่กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

"นั่นเป็นช่วงสิ้นปี… ด้านนอกหิมะตกหนัก พวกเขาล้อมวงกินหม้อไฟ ควันลอยอวล ไอร้อนพวยพุ่ง, ศิษย์พี่ใหญ่เล่าด้วยสีหน้าเบิกบานว่าเขาฝึกกระบวนท่าสุดท้ายสำเร็จแล้ว, ศิษย์พี่หญิงบ่นพึมพำไม่หยุดว่าพืชวิญญาณของนางเริ่มจะเติบโต, ศิษย์พี่สามกำลังคิดว่าจะเลี้ยงสัตว์วิญญาณดีไหม? ศิษย์พี่สี่ก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียว, ส่วนอาจารย์ดีดลูกคิดคำนวณเงินคงเหลือปีนี้อย่างมีความสุข บอกว่าปีนี้รับศิษย์เพิ่มได้อีกหนึ่งคน"

"และเจ้าคนโง่คนนั้นมองดูพวกเขา มีความสุขเหลือเกิน... นางเป็นเด็กกำพร้า ถูกอาจารย์เก็บมาเลี้ยงจนโต สำนักกระบี่ชมจันทร์คือบ้าน ทุกคนคือครอบครัว... แต่ในตอนนั้นเอง… สาวใช้ข้างกายเสิ่นอวิ๋นเหยาก็ปรากฏตัวขึ้น นางแทงกระบี่เดียวทะลุลูกคิดในมืออาจารย์และทะลวงอกของเขาไปพร้อมกัน! ฟันกระบี่เดียวตัดศิษย์พี่ใหญ่ขาดครึ่งท่อน! พุ่งมาครั้งเดียวทะลุศีรษะศิษย์พี่หญิงรอง! ฟันกระบี่เดียวตัดหัวศิษย์พี่สี่ขาด!"

"ในชั่วพริบตา… กลิ่นคาวเลือดตลบอบอวล ไอสีขาวขุ่นคลุ้งเคล้าละอองเลือดสีแดงฉาน หัวของศิษย์พี่สี่กลิ้งหลุนๆ ตกลงไปในหม้อไฟที่เดือดปุด... เจ้าคนโง่กรีดร้องสุดเสียง ชักกระบี่สู้ตาย! แต่กลับถูกสยบลงอย่างง่ายดาย"

"จากนั้นนางถูกพาตัวไปยังแถบชานเมือง ได้พบกับเสิ่นอวิ๋นเหยาที่รออยู่นานแล้ว, ในคืนจันทร์กระจ่างนั้น… นางสวมชุดกระโปรงยาวพลิ้วไหว มือถือกระบี่ยาว งดงามดุจเทพธิดาลงมาจุติ มองดูเจ้าคนโง่นั่นแล้วพูดว่า ‘ข้าฝึกฝนจนสำเร็จแล้ว จึงมาขอคำชี้แนะ’"

"แต่การประลองครั้งนั้นจะเรียกว่าขอคำชี้แนะคงไม่ได้ ดูเหมือนจะเป็นการ ‘ระบายความแค้น’ เสียมากกว่า เจ้าคนโง่แม้จะโกรธแค้นเจ็บปวด แต่ก็บาดเจ็บสาหัสมาก่อน…“

“ทำให้เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็พ่ายแพ้ยับเยิน… แต่เสิ่นอวิ๋นเหยายังไม่ยอมปล่อยนางไป นางยังคงฟันกระบี่ใส่ไม่หยุดหย่อน ฟันจนเจ้าคนโง่ไม่มีผิวหนังดีๆ เหลือสักแห่ง จากนั้นก็โยนกระบี่ทิ้ง ใช้หมัดทุบกระดูกแขนขาของเจ้าคนโง่จนแตกละเอียดทีละหมัดๆ สุดท้ายก็ทำลายวรยุทธ์ของเจ้าคนโง่ทิ้ง”

"เสิ่นอวิ๋นเหยายังแสร้งทำเป็นคนดีพูดว่า ‘ขอบคุณพี่สาวที่ชี้แนะ ช่วยให้ข้าทะลวงคอขวดได้สำเร็จ’ แต่จากนั้นนางก็สั่งให้สาวใช้ลากตัวเจ้าคนโง่ไปรักษา, โดยบอกว่ารอให้แผลหายดีแล้ว... ให้เอาตัวไปขายที่หอนางโลม"

"เจ้าคนโง่นั่นรอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ ในระหว่างรักษาตัวก็สบโอกาสแกล้งตายหนีออกมาได้ หลังจากนั้นนางรวบรวมหลักฐาน คิดจะไปขอให้สำนักฝ่ายธรรมะที่มีชื่อเสียงช่วยทวงความยุติธรรม แต่ในระหว่างทางนั้นเอง นางถึงได้ค้นพบว่าตนเองไม่ใช่เหยื่อเพียงรายเดียว"

"เสิ่นอวิ๋นเหยาไปขอสมุนไพรวิเศษประจำสำนักจากหุบเขาโอสถราชันเพื่อมาขัดเกลาร่างกาย แต่ฝ่ายนั้นไม่ยินยอม… วันรุ่งขึ้นหุบเขาโอสถราชันก็เกิด ‘โรคระบาด’ กะทันหัน คนตายเกลื่อนกลาด เจ้าหุบเขาถึงกับถูกแขวนคอตายบนคานบ้าน พวกเขาจำต้องมอบสมุนไพรวิเศษให้เสิ่นอวิ๋นเหยา เพื่อขอให้นางช่วยขจัดโรคระบาด"

"หอควบคุมสัตว์อสูรได้ไข่สัตว์อสูรหายากมาฟองหนึ่ง, เสิ่นอวิ๋นเหยาเข้าไปขอ ฝ่ายหลังไม่ให้… คืนนั้นก็มีคนลึกลับบุกเข้าไปในหอควบคุมสัตว์อสูร สังหารผู้บำเพ็ญไปเกือบครึ่ง ไข่สัตว์อสูรหายไปอย่างไร้ร่องรอย แล้วก็ไปตกอยู่ในมือเสิ่นอวิ๋นเหยาด้วยเหตุบังเอิญ"

"เรื่องทำนองนี้ มีให้เห็นไม่จบไม่สิ้น…"

"ในตอนนั้นเองเจ้าคนโง่คนนั้นถึงได้ตาสว่างว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่" เฉินชิงหลิงยิ้มเยาะเย้ยโชคชะตาพลางกล่าว

"กระบี่ทำลายสูญเป็นตัวตนระดับไหน? มันจะผูกพันธสัญญากับใคร… มีหรือที่จะไปขวาง? หรือถ้าเสิ่นอวิ๋นเหยาไม่เก่งขึ้นมา มันก็ต้องจำใจยอมแพ้อย่างนั้นรึ? ย่อมไม่ใช่!"

"ไอ้ที่เรียกว่าการหาประสบการณ์… ไอ้ที่เรียกว่าการเติบโต… ก็เป็นแค่การ ‘สร้างภาพให้ดูดี’ เพื่อให้มีชื่อเสียงที่ดีงามเท่านั้น, การที่เสิ่นอวิ๋นเหยาจะได้ผูกพันธสัญญากับกระบี่ทำลายสูญ ได้เป็นเจ้าสำนักกระบี่หลิงอวิ๋น… เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว, หากการหาประสบการณ์ล้มเหลว สิ่งที่ต้องแก้ไขไม่ใช่ตัวเสิ่นอวิ๋นเหยา... แต่เป็นตัวบททดสอบนั้นต่างหาก!"

"ว่าที่เจ้าสำนักกระบี่หลิงอวิ๋น ‘บุตรีแห่งสวรรค์’ หากต้องมาแพ้ให้กับศิษย์สำนักเล็กๆ ไร้ชื่อเสียงในงานประลองที่ไร้ชื่อเสียง แล้วจบลงแค่นั้น นั่นจะเป็นจุดด่างพร้อยของนาง ดังนั้นนางต้องทรหดอดทน ต้องไม่ยอมแพ้ ต้องกลับมาทวงคืนในวันหน้า ต้องล้างแค้นให้สำเร็จ ต้องยกระดับจิตใจไปอีกขั้น... ส่วนวิธีการล้างแค้นจะเป็นอย่างไร นั่นไม่สำคัญ"

"สมุนไพรวิเศษก็เช่นกัน ไข่สัตว์อสูรก็เช่นกัน บุตรีแห่งสวรรค์จะไร้ซึ่งตำนานเล่าขานได้อย่างไร? ส่วนตำนานเหล่านี้จะจริงหรือเท็จ… ใครจะไปสนเล่า?"

เฉินชิงหลิงถอนหายใจเฮือกใหญ่

"การหาประสบการณ์ของเสิ่นอวิ๋นเหยาก็คือละครฉากใหญ่, คนอื่นๆ มีทางเลือกแค่สองทาง... ไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ ก็ต้องเล่นไปตามบทบาทของตนเอง ส่วนท่าน... ไม่ได้เลือกสักทาง"

หลังจากฟังเรื่องราวอันยาวเหยียดของเฉินชิงหลิงจบ… ฉู่ลู่ก็เข้าใจสถานการณ์อย่างแจ่มแจ้ง

และเข้าใจด้วยว่าทำไมตั้งแต่เสิ่นอวิ๋นเหยาปรากฏตัว บรรยากาศรอบข้างถึงได้ดูแปลกประหลาดนัก

"ท่านอย่าเห็นว่าเสิ่นอวิ๋นเหยาทำท่าทางเลื่อมใสท่านนะ ตอนนี้นางคงเกลียดท่านจนแทบจะกัดฟันให้แตกแล้ว… นางรอแค่สบโอกาส ก็จะกลับมาสับท่านเป็นหมื่นชิ้น" เฉินชิงหลิงกล่าวเตือน

"แต่ท่านต่างจากเจ้าคนโง่คนนั้น นิกายกระบี่จื่อเสียที่หนุนหลังท่านอยู่นั้น… ด้อยกว่าสำนักกระบี่หลิงอวิ๋นเพียงเล็กน้อย, ต่อให้เป็นกระบี่ทำลายสูญก็ต้องมีความเกรงใจอยู่บ้าง, ขอแค่ท่านรีบกลับสำนัก วันหน้าไม่ออกมาอีก ก็น่าจะรักษาชีวิตไว้ได้"

"เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้ว" ฉู่ลู่ทอดถอนใจแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

"เจ้านี่เป็นคนดีนะเนี่ย ถึงกับอุตส่าห์วิ่งมาเตือนข้า เพราะไม่อยากให้ข้าซ้ำรอยเดิมของเจ้าสินะ?"

เฉินชิงหลิง "..."

"ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดเรื่องอะไร" นางสะบัดหน้าหนี

จบบทที่ บทที่ 76 บุตรีแห่งสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว