- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 56 เรื่องราวสมาชิกใหม่ช่างแปลกประหลาดนัก
บทที่ 56 เรื่องราวสมาชิกใหม่ช่างแปลกประหลาดนัก
บทที่ 56 เรื่องราวสมาชิกใหม่ช่างแปลกประหลาดนัก
“มีสมาชิกใหม่มาอีกแล้วหรือ?” ฉู่ลู่พึมพำ พลางเลื่อนอ่านประวัติข้อความในช่วงสองชั่วโมงที่ผ่านมา
จากบทสนทนาของพวกนาง ฉู่ลู่พบว่าสมาชิกใหม่ที่ชื่ออี้เสี่ยวหว่านคนนี้ ดูเหมือนจะมาจากโลกเซียนเช่นกัน โดยอ้างว่าเป็นผู้ฝึกกระบี่จากนิกายกระบี่จื่อเสีย และมีพลังฝีมืออยู่เพียงระดับแก่นทองคำ
ดังนั้น… พอนางได้ยินลั่วชิงเตี๋ยบอกว่าเป็นระดับมหาบรรลุ, สวีลี่เหนียงอ้างว่าเป็นฮ่องเต้, จู้ซานหลินเล่าว่าเป็นเซียนผู้ผ่านเคราะห์กรรมนับร้อยชาติ, ฮวาหงเหลียนเผยว่าเป็นหงเหลียน(บัวแดง)จุติมาเกิด, และหลิวหรูเยว่บอกว่าเป็นเซียนสวรรค์...
นางก็ถึงกับตัวสั่นงันงก! นึกว่าตนเองหลงเข้ามาในสถานที่สุดพิสดารเข้าให้แล้ว
แน่นอนว่าฉู่ลู่ก็ประหลาดใจเช่นกัน… สองคนแรกยังพอเข้าใจได้ แต่สามคนหลังนี่เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่
แน่นอนว่าหลังจากคุยกันสักพัก พอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย "ความบ๊อง" ที่แทรกซึมอยู่ในไขกระดูกของอีกฝ่าย นางก็คงเลิกเกร็ง, หัวเราะคิกคัก และไม่นานก็เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย
แล้วก็ไม่ผิดคาด อี้เสี่ยวหว่านก็เอ่ยขึ้นมาว่าตนเองกำลังเดือดร้อน
ดูเหมือนนางจะรู้สึกว่าการที่ตนได้เข้ากลุ่มแชทมาในช่วงเวลานี้ แถมในกลุ่มยังมีเหล่ายอดฝีมืออยู่เพียบ คงเป็นลิขิตสวรรค์ที่ต้องการจะช่วยเหลือนางเป็นแน่
และเมื่อได้ยินเช่นนี้ ปฏิกิริยาของเหล่า "ยัยบ๊อง" ที่เหลือก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
พวกนางพร้อมใจกันแท็กฉู่ลู่: “@ฉู่ลู่ งานเข้าแล้ว!”
ฉู่ลู่: “...”
อี้เสี่ยวหว่าน: “เอ่อ ฉู่ลู่คือ...”
ลั่วชิงเตี๋ย: “คือเจ้าของกลุ่ม เป็นคนเดียวในกลุ่มที่มีวิธีเดินทางไปมาระหว่างโลกต่างๆ ได้ เป็นคนที่...ค่อนข้างอัธยาศัยดี ปัญหาของข้ากับสวีลี่เหนียงก็ล้วนได้เขาช่วยจัดการให้”
สวีลี่เหนียง: “เพียงแต่วิธีจัดการของเขามัน... ออกจะหยาบช้าไปหน่อย”
ฮวาหงเหลียน: “คำว่าหยาบช้าดูดีเกินไปหน่อยไหม?”
จู้ซานหลิน: “คอนเซ็ปต์หลักคือ ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า! ฆ่าแหลกตั้งแต่ต้นจนจบ ถ้าไม่ได้กำลังฆ่าคน ก็กำลังอยู่ระหว่างทางไปฆ่าคน!”
หลิวหรูเยว่: “สู้มันส์สะใจ!”
อี้เสี่ยวหว่าน: “จอมมารรึ? นี่มันจอมมารชัดๆ?!”
ลั่วชิงเตี๋ย: “ก็ไม่เชิงนะ... อืม ใช่ไหมทุกคน?”
สวีลี่เหนียง: “ข้าว่าเขาก็ยังพยายามเลี่ยงที่จะทำร้ายผู้บริสุทธิ์อยู่นะ... บางครั้ง”
อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าท่าทีลังเลของตนมันดูแปลกๆ ลั่วชิงเตี๋ยจึงรีบพูดแก้
ลั่วชิงเตี๋ย: “แต่ไม่ว่าจะว่าอย่างไร ปัญหาก็ถูกแก้ไขได้จริงๆ นะ! ฉู่ลู่ไว้ใจได้มาก!”
สวีลี่เหนียง: “นั่นก็ไม่ผิด! ถ้าไม่รังเกียจเรื่องนองเลือดล่ะก็ ฉู่ลู่ก็นับว่าสมบูรณ์แบบเลย!”
ประวัติข้อความจบลงที่ตรงนี้ ฉู่ลู่รู้สึกกระอักกระอ่วนพิกล เขาจึงพิมพ์ข้อความไป:
ฉู่ลู่: “นี่พวกเจ้ากำลังชมข้าอยู่จริงๆ ใช่ไหม?”
พอฉู่ลู่พิมพ์ไป ทุกคนก็พากันตอบกลับ
ลั่วชิงเตี๋ย: “เจ้าอย่าเข้าใจผิด! ข้าก็ชมเจ้านั่นแหละ”
สวีลี่เหนียง: “ใช่ๆ!”
ฉู่ลู่: “...จะถือว่าเป็นเช่นนั้นแล้วกัน, ว่าแต่สวีลี่เหนียง จัดการชุ่ยฮวาไปหรือยัง?”
สวีลี่เหนียง: “ฆ่าแล้ว… ตัดหัวก่อน แล้วค่อยสับจนละเอียด เอาไปเผาแล้วก็เอาโปรยลงแม่น้ำให้ปลากิน, ตกปลาที่กินขึ้นมาเผาซ้ำอีกรอบ! ไม่มีปัญหาแน่นอน!”
ฉู่ลู่: “ก็ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้... ช่างเถอะ ว่าแต่สมาชิกใหม่ ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่?”
ผ่านไปสักพัก เขาจึงได้เห็นคำตอบของอี้เสี่ยวหว่าน
อี้เสี่ยวหว่าน: “ต้องการ! ขอเพียงสามารถทำให้ความปรารถนาของข้าเป็นจริง ต่อให้เลือดจะนองเป็นสายธาร ข้าก็ไม่ลังเล!”
ฉู่ลู่ได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น คิดในใจว่าจิตใจแน่วแน่ดี ดูท่าจะมีกึ๋นกว่า "พวกบ๊อง" สองคนนั่นอยู่บ้าง
ฉู่ลู่: “ตกลง, ถ้างั้นก็เล่าสถานการณ์มา เรื่องของทางฝั่งเจ้า? ปัญหาที่เจ้าเจอ? และอยากให้ข้าทำอะไร?”
อี้เสี่ยวหว่าน: “ได้!”
อี้เสี่ยวหว่าน: “เริ่มเล่าจากสถานะของข้าก่อนก็แล้วกัน ข้าคือศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาอวิ๋นหลาน นิกายกระบี่จื่อเสีย บิดามารดาของข้าทั้งคู่ล้วนเป็นผู้อาวุโสของนิกาย ในตอนที่ทำสงครามครั้งใหญ่กับวังอสูรโลหิต พวกเขาเสียชีวิตทั้งหมด เหลือเพียงข้าไว้คนเดียว…
ท่านเจ้าสำนักเห็นว่าครอบครัวของพวกเราเสียสละไปมาก ดังนั้นจึงคอยดูแลข้าเป็นอย่างดี ข้ามีรากวิญญาณคงหลิงมาแต่กำเนิด ถือเป็นพวกกึ่งไร้ประโยชน์ในการบำเพ็ญเพียร”
อี้เสี่ยวหว่าน: “ท่านเจ้าสำนักกังวลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของข้า จึงช่วยตามหากระบี่วิญญาณชั้นยอดเล่มหนึ่งมาให้ คิดจะให้ข้าผูกพันธสัญญากับกระบี่วิญญาณ เช่นนี้ก็ถือว่าได้ที่พึ่งดีๆ ในวันข้างหน้า อย่างน้อยก็จะไม่ถูกคนรังแก”
ฉู่ลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่ามันทะแม่งๆ แต่ก็ยังบอกไม่ถูกในทันที จึงตั้งใจฟังต่อไป
อี้เสี่ยวหว่าน: “และข้าก็ตอบตกลง ด้วยพลังฝีมือและพรสวรรค์ของข้า การได้รับกระบี่เล่มนี้ก็นับเป็นวาสนาสามชาติแล้ว, ยิ่งไปกว่านั้น… กระบี่อวิ๋นเฟิงตนนั้นยังมีจิตวิญญาณกระบี่ที่อยู่ในชุดสีขาว รูปโฉมสง่างาม องอาจผึ่งผาย หน้าตาหล่อเหลาเป็นพิเศษ”
อี้เสี่ยวหว่าน: “แต่ข้ามีศิษย์น้องหญิงอยู่คนหนึ่ง, พอนางเห็นกระบี่อวิ๋นเฟิง ตาก็ลุกวาวทันที เข้ามาขัดขาข้าให้ล้ม แล้ว แย่งกระบี่ไปกอดไว้ไม่ยอมปล่อย ยังพูดอีกว่าข้าเป็นพวกรากวิญญาณคงหลิง อย่างไรเสียก็ฝึกอะไรให้ก้าวหน้าไม่ได้ ต่อให้ได้กระบี่ไปก็เป็นการสิ้นเปลืองเปล่าๆ มิสู้ยกให้นางเสียดีกว่า…
ท่านเจ้าสำนักโกรธมาก จะสั่งสอนศิษย์น้อง, ในยามนั้นเองที่จิตวิญญาณของกระบี่อวิ๋นเฟิงก็ปรากฏตัวออกมา คิดจะขวางอาจารย์ไว้”
อี้เสี่ยวหว่าน: “จิตวิญญาณกระบี่อวิ๋นเฟิงกล่าวว่า เทียบกับข้านังซอมซ่อคนนี้แล้ว เขาชอบนางศิษย์น้องมากกว่า”
อี้เสี่ยวหว่าน: “แน่นอนว่าสุดท้ายท่านเจ้าสำนักก็ยังคงแย่งกระบี่อวิ๋นเฟิงกลับมามอบให้ข้าจนได้ แต่ก็เพราะเรื่องนี้… ข้าจึงบาดหมางกับจิตวิญญาณกระบี่ และเขาไม่ยอมผูกพันธสัญญากับข้า แต่ตอนนั้นข้สคิดว่าไม่เป็นไร หวังว่าเมื่อเวลาเนิ่นนานไป ข้าย่อมสามารถเอาชนะใจเขาได้สักวัน”
ฉู่ลู่: “...”
—ซี๊ด กลิ่นมันชักจะแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ
อี้เสี่ยวหว่าน: “วิชาฝีมือทั้งหมดของผู้ฝึกกระบี่ ล้วนอยู่ที่กระบี่ทั้งสิ้น, ดังนั้นการเลี้ยงจิตกระบี่ให้ดี จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดของการฝึก…
กระบี่อวิ๋นเฟิงอายุยังไม่มาก ดังนั้นฝีมือจึงไม่สูงมากนัก, แต่ศักยภาพกลับสูงล้ำอย่างยิ่ง ดังนั้นทรัพยากรที่เขาต้องใช้ในการฝึกฝน จึงมากมายตามไปด้วย …
ตัวข้าแม้จะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ และได้รับการดูแลมากมายจากสำนัก ได้รับทรัพยากรมาไม่น้อย, แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะใช้เลี้ยงกระบี่อวิ๋นเฟิงได้ ข้าจึงต้องจำใจลงเขาไปดิ้นรน ทำภารกิจหาเงินอย่างเอาเป็นเอาตาย”
อี้เสี่ยวหว่าน: “งานต่ำต้อยอย่างขัดส้วม หรือไปช่วยในสวนสมุนไพร จนไปถึงงานยากๆ อย่างฆ่าอสูร และสำรวจแดนลับ ทุกอย่างที่ทำได้ ข้าก็ทำมาหมดแล้ว…
วันๆ เอาแต่ดิ้นรนอยู่ข้างนอก บวกกับข้าไม่อยากให้เขาต้องมาลำบาก จึงไม่ได้พาเขามาด้วย ต้องอาศัยไม้ฟืนท่อนเดียวนี้สู้ตาย จนทำให้เนื้อตัวต้องมอมแมม สองสามเดือนถึงจะได้กลับไปสักครั้ง”
อี้เสี่ยวหว่าน: “เขาอาศัยทรัพยากรที่ข้าส่งให้ ฝีมือก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างมั่นคง แต่มีเพียงเรื่องความสัมพันธ์นี้เท่านั้น ที่กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
เขาเจอหน้าข้าทีไรก็อ้าปากเรียกแต่ว่า นังโง่, น่าเกลียดชะมัด ไสหัวไป, อย่ามาขวางหูขวางตาข้า, ทรัพยากรข้าล่ะ… ทำไมมันน้อยเช่นนี้?, เจ้าแอบอู้อีกแล้วหรือ?, ส่วนเรื่องผูกพันธสัญญายิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีทางเป็นไปได้เลย”
อี้เสี่ยวหว่าน: “ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ… มีอยู่วันหนึ่งข้ากลับมา เหล่าศิษย์น้องชายหญิงจู่ๆ ก็มาหาข้า บอกให้ข้าระวังตัวไว้หน่อย พวกเขาเห็นนางศิษย์น้องนั่นแอบย่องมาที่เรือนของข้าบ่อยๆ ในใจข้าพลันรู้สึกไม่ดี จึงรีบวิ่งไปดู แล้วก็ได้เห็นภาพที่ไม่น่าดูชมเข้า”
อี้เสี่ยวหว่าน: “ในเรือนของข้า จิตวิญญาณกระบี่อวิ๋นเฟิงมอบร่างจริงของเขาให้นาง แล้วก็สอนนางฝึกกระบี่ด้วยสีหน้าเอ็นดูรักใคร่, เหล่าพี่น้องทั้งหลาย… พวกเจ้าเข้าใจข้าไหม?!”
อี้เสี่ยวหว่านเจ็บปวดจนแทบขาดใจ: “นางศิษย์น้องกับกระบี่วิญญาณของข้า แอบลักลอบฝึกวิชากระบี่กันในบ้านของข้า!!”
ฉู่ลู่: “...”
—เวร กลิ่นมันชักจะระเบิดออกมาแล้ว!
ฉู่ลู่ทนไม่ไหวในที่สุด
“เอ่อ… มีแค่ข้าคนเดียวหรือเปล่า? ที่ฟังแล้วรู้สึกว่านางไม่ได้กำลังจะแย่งกระบี่วิญญาณกับศิษย์น้อง… แต่กำลังแย่งสามีจากชู้กันอยู่?”