- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 48 ราชบุตรเขยช่างบังอาจนัก!
บทที่ 48 ราชบุตรเขยช่างบังอาจนัก!
บทที่ 48 ราชบุตรเขยช่างบังอาจนัก!
ตัวอักษรบนกระดาษเล็กละเอียดทว่าวิจิตรบรรจงดุจไข่มุกเรียงร้อย เนื้อความในจดหมายระบุว่า
"หากฝ่าบาททอดพระเนตรเห็นจดหมายฉบับนี้ แสดงว่าพระองค์มิได้สดับฟังคำเตือนของหม่อมฉัน ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก… เดิมทีหม่อมฉันนึกว่าพระองค์จะปรีชาสามารถกว่านี้เสียอีก, ในเมื่อพระองค์ไม่รับสุราคารวะ รนหาที่ดื่มสุราจับกรอก เช่นนั้นหม่อมฉันก็จนปัญญา"
"ทั้งบัลลังก์มังกรและศีรษะบนบ่าของพระองค์... หม่อมฉันขอรับไปทั้งหมดเพคะ!"
"อ้อ! ยังมีหลิ่วจิ่นหลีอีกคน ทางที่ดีพระองค์ทรงเก็บชีวิตนางไว้เถิด หากทำเช่นนั้นหม่อมฉันจะสงเคราะห์ให้พระองค์เสด็จสวรรคตอย่างสบาย... แต่หากไม่..."
ข้อความช่วงท้ายเปลี่ยนจากถ้อยคำทางการแสนเย่อหยิ่ง เป็นความเกรี้ยวกราดแบบคนละขั้วชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า
"...ความจริงก็ช่างหัวมันเถอะ! ยัยป้าหัวโบราณนี่วันๆ เอาแต่ชี้นิ้วสั่งข้าทำนู่นทำนี่ แม่งเอ๊ย! รำคาญจะตายห่าอยู่แล้ว"
"หึ... หึหึหึ!"
ฉู่ลู่หัวเราะลั่นด้วยโทสะ มือขยำจดหมายจนแหลกละเอียดเป็นจุณ
"ดี! ดีมาก! สามหาวได้ดีมาก! ข้าชอบยิ่งนัก!"
—คนปากเก่งถึงเพียงนี้ ยามที่คมกระบี่บั่นคอ... รสสัมผัสคงจะดีพิลึก!
สายตาของฉู่ลู่เบนกลับมาที่หลิ่วจิ่นหลี เขาไร้ซึ่งจิตสังหารที่จะปลิดชีพนาง
เหตุผลที่ละเว้นชีวิต มิใช่เพราะเขาไม่เข้าใจเจตนาของ 'ชุ่ยฮวา' ที่ทิ้งระเบิดเวลาลูกนี้ไว้ ไม่ว่านางตั้งใจจะยืมมือเขาฆ่าหลิ่วจิ่นหลี หรือใช้จิตวิทยาย้อนกลับเพื่อปั่นหัวเขาเล่น...
แต่เป็นเพราะหลิ่วจิ่นหลีในตอนนี้ ยังพอมี 'ประโยชน์' อยู่บ้าง
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลังจากชุ่ยฮวาจากไป นางมุ่งหน้าไปที่ใด?" ฉู่ลู่เอ่ยถามเสียงเรียบ
"ทราบเพคะ" หลิ่วจิ่นหลีพยักหน้ารัวเร็วปานไก่จิก
"ก่อนจากไปนางได้บอกไว้ว่า จะไปเยือนจวนราชบุตรเขยสักครา"
"จวนราชบุตรเขย?"
"ถูกต้องเพคะ จวนของราชบุตรเขยสกุลถัง"
ในห้วงความคิดของฉู่ลู่ สวีลี่เหนียงรีบเด้งขึ้นมาอธิบายข้อมูลทันที
"นางหมายถึงราชบุตรเขย 'ถังจื้ออิ่น' เดิมทีเป็นบัณฑิตยากไร้ แต่เพราะสอบติดขุนนางและหน้าตาดี พี่สาวของข้าจึงถูกตาต้องใจ เลือกมาเป็นราชบุตรเขย…
จวนของนางไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่อยู่ที่เมืองหลินหยาง ระยะทางจะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ จะว่าไกลก็ไม่เชิง ควบม้าเร็วก็ต้องใช้เวลาห้าถึงหกวัน"
"แล้วราชบุตรเขยผู้นี้ สนิทสนมกับจวนอ๋องฉินเพียงใด?" ฉู่ลู่ถามในใจ
"ก็แค่ระดับผิวเผิน"
ฉู่ลู่ขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกถึงความย้อนแย้งบางอย่าง เขาหันไปจ้องหลิ่วจิ่นหลีอีกครั้ง กดดันด้วยสายตา
"นางบอกเจ้าจริงๆ หรือว่านางจะไปจวนราชบุตรเขย?"
"จริงแท้แน่นอนเพคะ!" หลิ่วจิ่นหลีผงกศีรษะยืนยัน กลัวเหลือเกินว่ามัจจุราชตรงหน้าจะไม่เชื่อ
"แล้วนางได้บอกไหมว่าไปทำไม?"
"ไม่ได้บอกเพคะ..."
"คนอย่างนางคงไม่ไปสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยโดยไร้เหตุผลกระมัง?" ฉู่ลู่ซักไซ้ต่อ
"พวกเจ้ามีความข้องเกี่ยวกับราชบุตรเขยงั้นรึ?"
"เอ่อ... เรื่องนั้นหม่อมฉันไม่ทราบเพคะ แต่ว่า..." หลิ่วจิ่นหลีมีท่าทีลังเล
"แต่อะไร? มีอะไรก็พูดมาตรงๆ มัวแต่อึกอักอยากโดนทรมานหรือไง?"
หลิ่วจิ่นหลีสะดุ้งโหยง รีบละล่ำละลักตอบ
"หามิได้เพคะ! หม่อมฉันแค่ไม่แน่ใจ... ชุ่ยฮวามักจะหายตัวไปลำพังอยู่บ่อยครั้ง, พอหม่อมฉันถาม นางก็ไม่ยอมบอก หม่อมฉันจึงไม่รู้จริงๆ ว่านางมีความสัมพันธ์อันใดกับทางนั้นหรือไม่"
"งั้นรึ..."
ฉู่ลู่หรี่ตาลง แต่เขาก็ไม่ได้เค้นถามต่อ เพียงมอบหน้าที่คุมตัวให้คนอื่นรับช่วงไป แล้วเดินผละออกมา
"ฉู่ลู่ พวกเราควรไปจวนราชบุตรเขยเดี๋ยวนี้เลยไหม?" สวีลี่เหนียงถามขึ้นด้วยความร้อนใจ
"พี่สาวข้าเป็นคนดีหัวอ่อน ส่วนราชบุตรเขยก็เป็นคนว่านอนสอนง่าย พวกเขาคงรับมือความแข็งกร้าวของท่านน้าไม่ไหวแน่ๆ ถึงเวลานั้นเจ้าช่วยใจเย็นหน่อย..."
"อย่าเพิ่งรีบ ยังไม่แน่ว่าจะไปหรอกนะ"
"หา?"
"มันแปลกเกินไป" ฉู่ลู่วิเคราะห์อย่างใจเย็น
"ในเมื่อนังชุ่ยฮวานั่นเดาได้แล้วว่าข้าอาจจะไปถล่มจวนอ๋องฉิน แล้วนางจะอุตส่าห์บอกหลิ่วจิ่นหลีทำไมว่าจะหนีไปไหน นี่ไม่เท่ากับทิ้งเบาะแสให้ข้าตามไปเชือดถึงที่รึไง?"
"เอ๊ะ? งั้นก็เป็นเรื่องโกหกหรือ?" สวีลี่เหนียงงุนงง
"อาจจะโกหก หรืออาจจะเดาทางได้ว่าพวกเราจะไม่เชื่อ เลยพูดความจริงออกมาเพื่อสับขาหลอก สรุปคือต้องลองสืบดูอีกที" ฉู่ลู่สรุป
"นางรีบร้อนจากไป ย่อมต้องทิ้งร่องรอยไว้บ้าง สั่งคนให้ไปเค้นคอบ่าวไพร่ในจวนอ๋องดูก่อนว่ามีเบาะแสอะไรไหม"
"รับทราบ!"
วุ่นวายมาพักใหญ่ แถมยังเจอความจริงที่เหนือความคาดหมายซัดเข้ามาไม่หยุด ต่อให้เป็นฉู่ลู่ ก็ยังรู้สึกเพลียจิตอยู่บ้าง เรื่องสอบสวนบ่าวไพร่จึงไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ปล่อยให้ลูกน้องจัดการไป
เขาเดินกลับไปยังตำหนักหย่างซิน ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้เอน ตั้งใจจะงีบสักพักแต่ก็นอนไม่หลับ จึงตัดสินใจเปิดกลุ่มแชทขึ้นมาฆ่าเวลา
เนื่องจากตอนที่ฉู่ลู่กำลังไล่ฆ่าคน สวีลี่เหนียงที่ว่างงานอยู่ในหัวก็ทำหน้าที่ 'สตรีมเมอร์' ถ่ายทอดสดลงกลุ่มแชทตลอดเวลา สมาชิกในกลุ่มจึงรู้เหตุการณ์ทะลุปรุโปร่งและกำลังเม้าท์มอยกันให้แซ่ด
ฮวาหงเหลียน: "คลาสสิกจัดๆ เลือดนองเป็นสายน้ำ... ต่อให้วรยุทธ์สูงส่งแค่ไหนก็หยุดฉู่ลู่ไม่ได้จริงๆ"
ลั่วชิงเตี๋ย: "ก็งั้นๆ คนตายยังน้อยกว่าฝั่งข้าเสียอีก"
จู้ซานหลิน: "เดี๋ยวข้าลองดีดลูกคิดรางแก้วแป๊บ... สมมติขุนนางเข้าประชุมเช้า 300 คน รวมลูกเมียและบ่าวไพร่บ้านละ 20... ซี๊ดดดด! วันเดียวซัดไปหกพันศพ! ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ"
หลิวหรูเยว่: "นี่มันไป๋ฉี่ (เทพสังหาร) กลับชาติมาเกิดชัดๆ!"
ฉู่ลู่: "..."
ฉู่ลู่: "เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ? ข้ารู้สึกว่าฆ่าไปไม่กี่คนเองนะ"
พอฉู่ลู่โผล่มา ทุกคนก็รีบตอบกลับประมาณว่า 'พ่อตัวดีในที่สุดก็ออนสักทีนะ'
จู้ซานหลิน: "ฉู่ลู่ ที่เจ้าถามหลิ่วจิ่นหลีเรื่อง 'ข้ามมิติ' นี่หมายความว่าไง? เจ้าสงสัยอะไร?"
ฉู่ลู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกได้ว่าสวีลี่เหนียงคงสตรีมมิ่งตอนสอบสวนลงกลุ่มไปด้วยแน่ๆ
ฉู่ลู่: "สรุปง่ายๆ คือข้าสงสัยว่ายัย 'ชุ่ยฮวา' นั่นน่าจะเป็น 'ผู้เดินทางข้ามภพ' เหมือนกับข้า มาจากโลกอื่นเหมือนกัน เลยถามนางไปตรงๆ ว่าข้ามมาใช่ไหม"
จู้ซานหลิน: "หา? เป็นงั้นเองเหรอ มิน่าล่ะ... แต่เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
ไม่รอให้ฉู่ลู่ตอบ ลั่วชิงเตี๋ยก็แทรกขึ้น
ลั่วชิงเตี๋ย: "เพราะอยู่ๆ นิสัยนางก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนน่ะสิ เลยเดาว่าโดนสวมร่างรึเปล่า เพราะฉู่ลู่เองก็ทำแบบนั้น เลยเอะใจขึ้นมา"
จู้ซานหลิน: "อ๋อออ เข้าใจแล้ว!"
ฮวาหงเหลียน: "แต่ถ้าว่าแบบนั้น... แสดงว่ามีกลุ่มแชทกลุ่มอื่น หรือมียันต์ทะลุมิติอีกใบงั้นเหรอ?"
ลั่วชิงเตี๋ย: "เอ๊ะ เอ๊ะ เอ๊ะ"
จู้ซานหลิน: "เหลือเชื่อชะมัด แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ"
หลิวหรูเยว่: "ช็อกซีนีม่า!"
ฮวาหงเหลียน: "งั้นสวีลี่เหนียง... พวกเราไม่ควรฆ่านางหรือเปล่า? ไม่แน่อาจจะผูกมิตรกันได้นะ"
สวีลี่เหนียง: "จะฆ่าไม่ฆ่า คนตัดสินใจคือคนโน้น..."
ฉู่ลู่เห็นพวกนางเข้าใจผิด แต่ก็ขี้เกียจแก้ต่าง ท้ายที่สุดจึงเก็บความลับของตัวเองไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไร
ฉู่ลู่: "ข้าพูดไปก็ไม่นับหรอก นี่เป็นภารกิจที่กลุ่มแชทมอบหมายมา, อีกอย่างก็ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น ตอนนี้ตัวคนอยู่ไหนยังไม่รู้เลย"
ฮวาหงเหลียน: "ก็จริง… สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องลากคอยัยนั่นออกมาให้ได้ก่อน"
จากนั้นสาวๆ ก็กลับมาตื่นเต้นกันอีกรอบ ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนว่าจะตามหาชุ่ยฮวาอย่างไร แต่น่าเสียดายที่คำแนะนำล้วน 'กาว' สิ้นดี ฉู่ลู่เลยถือซะว่ากำลังอ่านมุกตลกคลายเครียด
…
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
การสอบสวนบ่าวไพร่ในจวนอ๋องก็จบลง มีคนนำคำให้การมาส่งมอบ
ฉู่ลู่พักผ่อนจนพอใจแล้วจึงปิดกลุ่มแชท แล้วหยิบคำให้การขึ้นมาอ่าน
ในปึกกระดาษมีภาพเหมือนที่วาดจากคำบอกเล่าอยู่ใบหนึ่ง ฉู่ลู่เหลือบมองแวบเดียวก็พบว่าหน้าตาจัดว่างดงามไม่เบา สมกับเป็นนางเอกนิยายน้ำเน่าจริงๆ
จากนั้นเขาก็ไล่อ่านรายละเอียด…
คำให้การระบุไว้ละเอียดยิบ เล่าถึงเรื่องจิปาถะในชีวิตประจำวันของชุ่ยฮวาในจวนอ๋อง ภาพลักษณ์ของสตรีที่ฉลาดหลักแหลมและดูลึกลับซับซ้อนลอยเด่นขึ้นมาจากตัวอักษร...
ถึงฉู่ลู่จะไม่ค่อยเก็ทว่า การวางแผนรับมืออนุภรรยาที่กำลังท้องโย้และได้ใจ ด้วยการแอบสาดน้ำใส่สะพานหินให้ลื่นล้มจนแท้งลูก, มันเรียกว่า 'ฉลาด' ตรงไหน... นี่มันพล็อตละครน้ำเน่าเกรดบีชัดๆ
แต่เขาก็คร้านจะใส่ใจ พลิกหาหน้ากระดาษที่สำคัญที่สุด
—เบาะแสที่อยู่ของชุ่ยฮวา
คิ้วของฉู่ลู่ขมวดเข้าหากันทันที
ไม่มี... ในคำให้การไม่มีระบุไว้เลย บ่าวไพร่ส่วนใหญ่พอเจอคำถามนี้ ต่างก็ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก พวกนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชุ่ยฮวาหนีไปแล้ว
ฉู่ลู่ประมวลผลแล้วคาดการณ์… ชุ่ยฮวาน่าจะอาศัยจังหวะชุลมุนแอบหนีไปตอนกลางดึก ช่วงที่เขากำลังล้างบางคนในเมือง ทุกคนต่างมุดหัวอยู่ในบ้านไม่กล้าออกมา ทหารเฝ้าประตูเมืองก็ถูกโยกไปเฝ้าบ้านขุนนาง ทำให้เกิดช่องโหว่จนนางรอดสายตาไปได้
"งานหยาบแล้วสิ" ฉู่ลู่เริ่มนวดขมับ
ในเมื่อหาหลักฐานที่แน่ชัดไม่ได้ ก็คงต้องกัดฟันลองไปดูให้รู้ดำรู้แดง
แต่ปัญหาคือ... ใครจะไป?
ฉู่ลู่ไปเอง? ถ้าเกิดนี่เป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำ พอก้าวขาออกจากเมืองหลวงปุ๊บ ฐานที่มั่นอาจจะโดนตลบหลังทันที
แต่หากจะส่งคนอื่น... อีกฝ่ายมีโอกาสเป็น 'ผู้เดินทางข้ามภพ' สูงมาก ขืนส่งพวก NPC คนพื้นเมืองในนิยายไป มีหวังโดนปั่นหัวจนเปื่อยแน่
หรือจะส่งจดหมายไปเรียกราชบุตรเขยมาหา?
วิธีนี้ก็ไม่รอบคอบ ต่อให้ราชบุตรเขยยอมมา ไปกลับรอบหนึ่งก็ปาเข้าไปสิบกว่าวัน แถมไม่แน่ว่าจะจับตัวชุ่ยฮวาได้ ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมมาก็เท่ากับเสียเวลาฟรี
'ความเร็วคือหัวใจของการทำสงคราม' ในสถานการณ์ที่ยังไม่รู้จุดประสงค์แน่ชัดของชุ่ยฮวา ยิ่งยืดเยื้อก็ยิ่งอันตราย
ฉู่ลู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจ...
ไปลุยด้วยตัวเองนี่แหละ!
ถ้าไม่ติดกับดักก็ถือว่าโชคดีไป
แต่ถ้าติดกับ... ก็ช่างหัวมัน! จะได้ถือโอกาสดูด้วยว่านางจะเล่นลูกไม้อะไร
ยังไงเสียฉู่ลู่ก็มั่นใจ ไม่ว่านังชุ่ยฮวาจะมีแผนอะไร เขาก็พร้อมจะใช้กระบี่ฟันหัวนางให้กระเด็น ความแข็งแกร่งที่แท้จริงนี่แหละคือหลักประกันที่มั่นคงที่สุด!
เมื่อออกจากตำหนักหย่างซิน ฉู่ลู่สั่งให้ลูกน้องหาแม่ทัพที่ไว้ใจได้ จัดกองกำลังชั่วคราวติดตามเขาไปที่จวนราชบุตรเขย เนื่องจากกองทหารองครักษ์ ไม่ได้ตามเขาไปไล่ฆ่าคนตลอดทั้งวันทั้งคืน จึงหาทหารที่ยังมีแรงเหลือเฟือได้ไม่ยากนัก
หลังจากเช็กยอดกำลังพลเสร็จสิ้น ฉู่ลู่ก็นำทัพออกจากวังหลวง มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองหลินหยาง
ความจริงหากมองเรื่องความเร็วและประสิทธิภาพ การที่ฉู่ลู่ฉายเดี่ยวไปคนเดียวย่อมเร็วกว่ามาก เพราะคนก็ต้องนอน ม้าก็ต้องพัก แต่ฉู่ลู่คือข้อยกเว้น ตอนนี้ต่อให้เขาไม่งีบสัก 3-5 วันก็ยังฟิตปั๋ง
เหตุผลที่ต้องหอบหิ้วทหารไปด้วย หลักๆ ก็เพื่อความสบายใจของคนในเมืองหลวง
ขืนฮ่องเต้บุกเดี่ยวหายจ้อยไปแบบไร้ร่องรอย คนในเมืองคงได้อกสั่นขวัญแขวน ข่าวลือคงแพร่สะพัดไปทั่วจนคุมไม่อยู่
แต่ในความเป็นจริง...
พอเช้าวันต่อมา ซูมู่หวินตื่นขึ้นมาพบว่าฉู่ลู่หายตัวไป ก็ตกใจจนมือเท้าเย็นเฉียบ เจ้ากรมจ้าวที่เข้าประชุมเช้าพบว่าบัลลังก์ว่างเปล่า ก็แทบจะเป็นลมล้มพับคาที่
หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวหลี่จื่อรีบออกมาแก้ต่างอธิบายสถานการณ์ พวกนางคงได้สติแตกกันหมด
ถึงกระนั้นพวกนางก็แทบคลั่ง จะออกไปตามหาฉู่ลู่ให้ได้ ร้อนถึงเสี่ยวหลี่จื่อต้องรั้งตัวไว้สุดแรง พร่ำบอกให้เชื่อใจฉู่ลู่ เรื่องราววุ่นวายถึงได้สงบลง
…
สองวันต่อมา
ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า กองทัพสั่งหยุดขบวนเพื่อตั้งค่ายพักแรม
ในฐานะฮ่องเต้ ฉู่ลู่ย่อมไม่ต้องลงมือเอง ไม่นานนักกระโจมขนาดใหญ่โอ่อ่าก็ถูกสร้างเสร็จสรรพ
เหล่าทหารแอบลอบมองฉู่ลู่ แววตาเต็มไปด้วยความทึ่ง
ไม่ใช่ทึ่งในบารมี แต่ทึ่งใน 'ความอึด' ของนางต่างหาก
สองวันมานี้เร่งเดินทางแบบนรกแตก เส้นทางก็ขรุขระ ม้ายังเหนื่อยจนน้ำลายฟูมปาก, ไม่ต้องพูดถึงคนเลย กระดูกแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆ
แต่ฉู่ลู่... ผู้ที่ตามหลักควรจะเป็นฮ่องเต้ขี้โรคที่ถูกเลี้ยงมาอย่างทะนุถนอม กลับไม่มีอาการเหนื่อยหอบให้เห็นแม้แต่น้อย แถมทุกครั้งที่สั่งหยุดพัก ใบหน้ายังดูหงุดหงิดเหมือนอยากจะไปต่อเสียด้วยซ้ำ
สิ่งนี้ซื้อใจเหล่าทหารได้เป็นอย่างดี
หลังมื้อค่ำผ่านไป… ความมืดเข้าปกคลุมค่าย ทหารส่วนใหญ่แยกย้ายเข้ากระโจม ส่วนน้อยออกลาดตระเวนรอบนอก ฉู่ลู่นอนหลับๆ ตื่นๆ อยู่ในกระโจมส่วนตัว
แสงจันทร์กระจ่าง แสงดาวบางตา รอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงร้องระงมเป็นระยะ
ทันใดนั้นเอง ทหารลาดตระเวนพลันขมวดคิ้ว!
นางได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบา... เป็นเสียงที่เหยียบใบไม้แห้งกรอบแกรบและกิ่งไม้ที่ถูกแหวกออก...
มีคนกำลังประชิดค่าย!
ทหารยามขนลุกซู่ รีบส่งสัญญาณเตือนภัยทันที
"หวีดวิ้ววว—!"
เสียงแตรสัญญาณดังกึกก้องไปทั่วค่ายทหาร ทุกคนสะดุ้งตื่นคว้าอาวุธทันที เมื่อรู้ว่าความแตก ศัตรูในเงามืดก็ไม่คิดปิดบังอีกต่อไป พวกมันพรั่งพรูออกมาจากป่าราวกับฝูงมดแตกรัง!
"ข้าศึกบุก! ตามข้ามาต้านรับมือ!" แม่ทัพตะโกนสั่งการลั่น
ฉู่ลู่ยืนมองสถานการณ์จากที่สูง ไม่ได้รีบร้อนลงมือ เพราะตอนนี้ชุลมุนวุ่นวายเกินไป ฝุ่นตลบจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
แม้ฉู่ลู่จะเก่งเรื่องบู๊ล้างผลาญ แต่เรื่องการจัดทัพวางแผนรบเขาคือ 'ไก่อ่อน' ขืนลงไปตอนนี้รังแต่จะเกะกะ สู้ยืนดูเฉยๆ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ทัพมืออาชีพดีกว่า
และสมกับเป็นแม่ทัพแห่งกองทหารองครักษ์ แม้ฉู่ลู่จะไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของนาง แต่นางก็มีฝีมือบัญชาการไม่เลว สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ฝ่ายของตนตั้งหลักและเริ่มโต้กลับได้แล้ว
เมื่อเห็นว่าได้จังหวะ ฉู่ลู่รีบกระชับกระบี่ กระโจนลงสู่สนามรบเพื่อเปิด 'เทศกาลเชือด'
ด้วยพลังยุทธ์ที่เหนือชั้น เขาฉีกแนวรบศัตรูขาดกระจุยราวกับฉีกกระดาษ พุ่งเข้าออกวงล้อมเจ็ดรอบ สังหารศัตรูแบบ Non-stop!
เมื่อมีฉู่ลู่นำทัพ ขวัญกำลังใจทหารก็พุ่งทะยานเสียดฟ้า บุกตะลุยราวกับเข้าสู่ดินแดนไร้คน
ไม่นานนัก ศึกซุ่มโจมตีแบบกะทันหันก็จบลง…
ศัตรูส่วนใหญ่กลายเป็นศพ หัวหน้ากลุ่มไม่กี่คนถูกจับเป็น
…
ภายในกระโจมบัญชาการ
ฉู่ลู่จ้องมองหัวหน้าโจรที่ถูกมัดเป็นข้าวต้มมัดด้วยสีหน้าประหลาดใจ การแต่งกายของพวกมันดูเหมือนโจรป่า แต่โจรป่าที่ไหนจะกินดีหมีหัวใจเสือ กล้ามาดักปล้นกองทัพหลวงที่ดูโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้?
"พวกเจ้าเป็นใครมาจากไหน?" ฉู่ลู่เอ่ยเสียงเย็น
"อย่าปากแข็ง! เป็นนักโทษกันหมดแล้ว สารภาพมาเสียดีๆ อาจจะได้ตายอย่างสบาย"
หัวหน้าโจรตอบเสียงอู้อี้ในลำคอ
"พวกข้าเป็นคนของท่านราชบุตรเขยถัง... รับคำสั่งจากนางให้มาดักสังหารฮ่องเต้ระหว่างทาง"
พอได้ยินคำตอบ สีหน้าของฉู่ลู่ก็ดูบันเทิงขึ้นมาทันที
...เดี๋ยวนะ ไอ้หมอนี่มันพูดบ้าอะไรของมัน?
"เจ้าเป็นลูกน้องของราชบุตรเขยถัง?" ฉู่ลู่ถามย้ำ
"เจ้า... แล้วก็พวกเจ้าทั้งกลุ่มนั่น ทั้งหมดเลยรึ?"
หัวหน้าโจรพยักหน้า
ฉู่ลู่: "???"
เชรดเข้! ไอ้ถังจื้ออิ่นนี่มันกล้าขนาดนี้เลยรึ?!
เป็นแค่ราชบุตรเขย แต่ยังกล้าเลี้ยงกองกำลังส่วนตัว? แถมยังกล้าดักตีหัวฮ่องเต้!
แล้วไอ้พวกนี้ก็ช่างกล้า... สั่งให้มาฆ่าฮ่องเต้พวกเอ็งก็มากันจริงๆ ดิ!
เดี๋ยวนะ… หรือว่าไอ้พวกบ้านี่จะเป็นกับดักที่ยัยชุ่ยฮวาวางแผนไว้?