- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 47 ไอ้ของเฮงซวยนี่มันไร้ประโยชน์
บทที่ 47 ไอ้ของเฮงซวยนี่มันไร้ประโยชน์
บทที่ 47 ไอ้ของเฮงซวยนี่มันไร้ประโยชน์
นอกจวนอ๋องฉิน
ฉู่ลู่มาถึงพร้อมกลิ่นอายคุกคามเต็มพิกัด เขาสั่งให้ลูกน้องล้อมจวนอ๋องฉินไว้แน่นหนา เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครหนีรอดไปได้
จากนั้นจึงถือกระบี่เดินเข้าไปเพียงลำพัง…
เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า หากอีกฝ่ายยอมเชื่อฟังและร่วมมือแต่โดยดี ก็จะให้พวกนางได้ตายสบายเสียหน่อย แต่ถ้าดื้อดึง, ก็คงต้องจับฉีกร่างด้วยม้าห้าตัว
ทว่าในยามนี้… ในหัวของเขาก็มีเสียงของสวีลี่เหนียงดังขึ้น
“ฉู่ลู่ เอ่อ... ท่านอ๋องฉินคือน้าของข้านะ” สวีลี่เหนียงกล่าว
“อ้อ” ฉู่ลู่ขานรับส่งๆ
“ไม่ได้นะ ฉู่ลู่!” สวีลี่เหนียงร้อนรนขึ้นมา
“ท่านอ๋องฉินเป็นน้าของข้านะ! เป็นน้องสาวแท้ๆ ของท่านแม่ข้า นางเลี้ยงข้ามาตั้งแต่เด็กนะ!”
“อืม”
“ฉู่ลู่! เจ้าอย่าฆ่านางนะ!” สวีลี่เหนียงตะโกนลั่นอย่างร้อนรน
“อืม ข้าจะฆ่านางทั้งตระกูลนั่นแหละ”
“ฉู่ลู่ อ๊าาาาาา!” สวีลี่เหนียงกรีดร้องลั่น
“ซี๊ดดด” ฉู่ลู่พลันสูดปาก รู้สึกเหมือนสมองถูกเขย่าจนอื้ออึงไปหมด
“ฉู่ลู่ ขอร้องล่ะนะ” สวีลี่เหนียงอ้อนวอน
“ท่านอ๋องฉินดีต่อข้ามาก ถ้าฆ่านางไปแบบนี้ ข้าคงนอนตาไม่หลับไปตลอดชีวิตแน่ ขอร้องล่ะ... อย่างน้อยก็ไว้ชีวิตนางสักคนเถอะ ไม่สิ… อย่างน้อยก็ให้โอกาสนางสักครั้งเถอะ!”
“ก็ได้” ฉู่ลู่คิดอยู่ครู่หนึ่งว่าตนมาช่วยคนอื่น ก็คงต้องดูแลความรู้สึกของอีกฝ่ายบ้าง มิเช่นนั้นบุญคุณที่อุตส่าห์ทำจะลดทอนกันพอดี
“ขอเพียงท่านอ๋องฉินยอมร่วมมือแต่โดยดี และตัดขาดความสัมพันธ์กับหลิ่วจิ่นหลีเสีย ข้าก็จะไว้ชีวิตนางสักครั้ง แต่ถ้าหากนางยังดื้อดึงไม่รู้สำนึก...”
“ข้าเข้าใจ! ข้าเข้าใจ!” สวีลี่เหนียงรีบพยักหน้ากล่าว
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะทำอะไร… ข้าก็ไม่คัดค้านแล้ว”
“ดีมาก” ฉู่ลู่จึงพยักหน้าอย่างพอใจ
เมื่อมาถึงภายในจวน ก็มีบ่าวรับใช้วิ่งออกมาต้อนรับ โค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“ฝ่าบาท! ทรงพระเจริญหมื่นปี!”
“เลิกพูดไร้สาระ ท่านอ๋องฉินอยู่ไหน?” ฉู่ลู่กล่าว
“ท่านอ๋องป่วยหนัก มิอาจออกมาต้อนรับได้ ยังหวังว่าฝ่าบาทจะทรงอภัยให้ด้วยเพคะ ตอนนี้นางกำลังรออยู่ที่ห้องโถงใหญ่ บ่าวจะนำเสด็จไปเดี๋ยวนี้”
ฉู่ลู่ไม่พูดอะไร เดินตามบ่าวรับใช้ไป ไม่นานก็มาถึงห้องโถงใหญ่ และได้เห็นท่านอ๋องฉิน
ท่านอ๋องฉินดูท่าจะเป็นพวกชอบเล่นละครไม่น้อย… ถึงกับห่มผ้าห่มผืนหนา บนโต๊ะมีถ้วยยาวางอยู่ บนใบหน้าก็ดูเหมือนจะทาแป้งไว้ ดูซีดเซียวเช่นคนป่วยจริงๆ
พอนางเห็นฉู่ลู่ ก็รีบทำท่าค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น ราวกับว่ามันช่างยากลำบากเสียเหลือเกิน คิดจะทำความเคารพฉู่ลู่
“พอที เลิกเสแสร้งได้แล้ว” ฉู่ลู่จะรีบไปจัดการหลิ่วจิ่นหลีให้จบๆ ไม่มีอารมณ์จะมาพูดไร้สาระกับนาง
“ส่งตัวพระชายามา” ท่านอ๋องฉินพลันแค่นเสียงเย็นชา
“ฝ่าบาท… จู่ๆ ก็เสด็จมา ยังไม่ทันพูดอะไรก็จะมาเอาตัวพระชายาเสียแล้ว นี่คงจะเพราะเมื่อวานสังหารหมู่จนสมองกระทบกระเทือนไปแล้วกระมัง? คิดจะเลียนแบบพวกที่เสเพลไปวันๆ เอาแต่ฉุดคร่า...”
ตึง! พลันมีเสียงทื่อดังขึ้น โต๊ะตัวที่วางยาอยู่ถูกฟันจนขาดเป็นสองท่อนล้มลงกับพื้น ถ้วยยาแตกกระจาย เศษกระเบื้องและน้ำยาสาดกระเซ็นไปทั่ว
ฉู่ลู่กำกระบี่ไว้แน่นหันไปมองท่านอ๋องฉินก่อนกล่าว
“กระบี่เมื่อครู่นี้ เดิมทีควรจะฟันคอของเจ้าให้ขาดตกอยู่บนพื้น ข้ายังใจดีอยู่บ้างเจ้าถึงยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้ายังจะพล่ามไม่เลิก... ข้าก็คงบอกได้แค่ว่าความอดทนของข้ามีจำกัดนัก”
ท่านอ๋องฉินมองซากปรักหักพังบนพื้น พลันสีหน้าเขียวคล้ำ
ความเหี้ยมโหดเด็ดขาด และวิธีการอันตรงไปตรงมาของฉู่ลู่ ช่างเหนือความคาดหมายของนางไปไกล
นางนึกว่าพอคนทั้งสองเจอหน้ากัน น่าจะต้องเปิดศึกน้ำลายกันก่อน สู้กันไปมาสักตั้ง
ทั้งวาจาเชือดเฉือนซ่อนคม, คำพูดที่มีนัยแฝง, ชมไปพลางด่าไปพลาง อย่างน้อยก็คงต้องคุยกันสักหนึ่งก้านธูป แล้วฉู่ลู่ก็คงถูกนางต้อนจนต้องล่าถอย… อับจนพูดไม่ออก
จากนั้นก็คงต้องเลือกว่าจะยอมถอยจากไปแต่โดยดี หรือไม่ก็คงโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง
หากเป็นอย่างหลัง, นางก็จะฉวยโอกาสนี้ด่ากราด ด่าจนเขาต้องหน้าแดงก่ำ อับอายจนต้องหนีกลับไป
แต่คาดไม่ถึงว่าพอทั้งคู่ได้หน้ากัน พูดอะไรไม่กี่คำ… ฉู่ลู่ก็ชักดาบออกมาขู่เสียแล้ว
“ดี! ดี! ฝ่าบาทช่างเป็นคนที่ใจร้อนเสียจริง! แต่ลำพังแค่ท่าน… ไม่มีปัญญามาตัดหัวของข้าหรอก!”
ท่านอ๋องฉินตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ทันที เตรียมจะใช้ไม้ตายก้นหีบของตน
นางล้วงเอาของสิ่งหนึ่งออกมาจากผ้าห่ม โยนมันลงตรงหน้าเสียงดังตุ้บ
“ท่านจงลืมตาดูให้ดีๆ ว่านี่คืออะไร!”
ฉู่ลู่ได้ยินดังนั้นก็มองไป มันคือวัตถุทำจากเหล็กชั้นดีชิ้นหนึ่ง, ขอบของเหล็กชิ้นนั้นเต็มไปด้วยลวดลายและเครื่องประดับอันวิจิตร ตรงกลางสลักไว้ด้วยอักษรสีแดงชาดที่เรียงกันเป็นตับ
“สาสน์เหล็กอักษรชาด?” ฉู่ลู่เอ่ยชื่อของสิ่งนั้นออกมา
“ถูกต้อง! มันคือสาสน์เหล็กอักษรชาด แถมยังเป็นสาสน์ที่แม่ของเจ้ามอบให้กับข้าด้วยตนเอง!” ท่านอ๋องฉินกล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“อาศัยสาสน์เหล็กนี้ สามารถละเว้นโทษตายได้ นี่คือสิ่งที่แม่ของเจ้ารับปากไว้ด้วยตนเอง! เจ้ายั้งกล้าฆ่าอีกหรือ?”
ฉู่ลู่ทำสีหน้าแปลกประหลาด
“ดังนั้น นี่คือไพ่ตายของเจ้าสินะ?”
“ถูกต้อง!”
ฉู่ลู่มองสาสน์เหล็กอักษรชาดนั่น แล้วหันมามองท่านอ๋องฉิน สีหน้าก็ยิ่งแปลกพิกล
“ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว” เขาลดกระบี่ในมือลง
ท่านอ๋องฉินเห็นดังนั้นบนใบหน้าก็ยิ่งลำพอง
“เช่นนั้นถึงจะถูกต้อง! รีบไสหัวกลับวังของเจ้าไปซะ! บารมีของข้ามิใช่สิ่งที่ฮ่องเต้กระจอกๆ จะ... หือ? เจ้าทำอะไรน่ะ?”
ฉู่ลู่ฉวยเอาสาสน์เหล็กอักษรชาดนั่นมา จ้องมองท่านอ๋องฉินด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วก็ฟาดมันลงไปที่นางสุดแรง!
สาสน์เหล็กอักษรชาดทำมาจากเหล็กชั้นดี เดิมทีน้ำหนักก็ไม่เบาอยู่แล้ว…
ชิ้นที่อ๋องฉินถืออยู่นี้ ยังเป็นของที่ฮ่องเต้องค์ก่อนพระราชทาน, ทั้งยังประณีตเป็นพิเศษ ขนาดก็ใหญ่ ดังนั้นน้ำหนักจึงยิ่งหนักกว่าปกติมาก
ฉู่ลู่ฟาดลงไปทีเดียว ท่านอ๋องฉินถึงกับตาลาย, ในหูอื้ออึง ราวกับอยู่ในระฆังยักษ์ที่ถูกตีอย่างไรอย่างนั้น
ฉู่ลู่ฟาดลงไปอีกที จมูกของท่านอ๋องบิดเบี้ยว เลือดสาดกระเซ็น พลันราวกับเพิ่งเปิดร้านขายเครื่องปรุงรส ทั้งเค็ม เปรี้ยว เผ็ด ต่างพรั่งพรูออกมาพร้อมกัน
ฉู่ลู่ฟาดลงไปอีกครั้ง ขอบตาของท่านอ๋องฉินปริแตก ลูกตาถลนออกมา ก็ราวกับเพิ่งเปิดร้านขายผ้าไหมสี ทั้งแดง ดำ ม่วง ต่างก็ทะลักออกมา
เขาฟาดไปพลางก็ยังด่าไปพลาง
“มุกนี้อีกแล้ว มุกนี้อีกแล้วรึ!”
“พวกนิยายน้ำเน่านี่มันไม่มีมุกใหม่ๆ เล่นกันบ้างหรือไงหา!?”
“ข้าหักกระบี่อาญาสิทธิ์ไปแล้ว ไอ้สาสน์เหล็กเฮงซวยนี่มันจะนับเป็นอะไรได้!”
“อ๊าาาาา! หยุดมือ หยุดมือเดี๋ยวนี้!”
เหล่าบ่าวไพร่ในจวนที่แอบซุ่มดูอยู่ตลอดเมื่อเห็นภาพนี้ ก็ทนดูอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป ต่างกรูเข้ามา
ฉู่ลู่เห็นดังนั้น ก็หาได้ตื่นตระหนกไม่!
เขาโยนสาสน์เหล็กอักษรชาดทิ้งไปข้างๆ หยิบกระบี่ยาวขึ้นมาอีกครั้ง
ท้ายที่สุด… ไอ้ของนั่นมันใช้ตีคนไม่ถนัดมือเอาเสียเลย
จากนั้นเขาก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มบ่าวไพร่ร่างใหญ่กำยำเหล่านั้น
เมื่อในมือมีอาวุธคม ในร่างมีคัมภีร์วิชา แม้เหล่าบ่าวไพร่ในจวนจะมีคนมากกว่า แต่จะมาเป็นคู่ต่อสู้ของฉู่ลู่ได้อย่างไร?
ตุบๆ ๆ ศีรษะร่วงลงพื้น เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว!
ฉู่ลู่สังหารไปพลาง เดินเข้าข้างในไปพลาง, ท่าทีดูเกรียงไกรยิ่งนัก ความเคลื่อนไหวดังไปถึงห้องด้านในของจวน
ตัวทายาทหน้าซีดเผือด
“จบสิ้นแล้ว ฝ่าบาทบุกเข้ามาแล้ว!”
ในยามนั้นเอง ก็มีเสียงอันอ่อนหวานเสียงหนึ่งดังขึ้น…
“ท่านพี่”
ที่ข้างกายของทายาท ยังมีสตรีโฉมงามอีกนางหนึ่งอยู่
นางมีผมดำขลับ ผิวขาวนวลประดุจหยก ทั่วใบหน้าดูอ่อนแอบอบบาง, นางคือเด็กนอกคอกตระกูลหลิ่ว ‘หลิ่วจิ่นหลี’ นั่นเอง
หลิ่วจิ่นหลีกล่าว
“ท่านพี่ พวกเราควรทำอย่างไรดีเพคะ?”
“ยามคับขันเช่นนี้ คงทำได้เพียงหนีไปก่อน… น้องหญิงอย่ากลัวไปเลย พี่ไม่มีวันยอมให้ฮ่องเต้นั่นจับตัวเจ้าไปได้หรอก!”
ตึง!
ตัวทายาทเพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินเสียงดังโครม!
ประตูห้องถูกถีบเปิดออกมาอย่างแรง… คนทั้งสองตกใจสะดุ้งหันไปมอง ก็เห็นฉู่ลู่ในสภาพร่างเปื้อนเลือดเดินเข้ามา
แววตาอันเย็นเยียบนั้น, กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ราวกับอสูรร้ายที่คลานออกมาจากนรกอย่างไรอย่างนั้น! ทำเอาคนทั้งสองหัวใจแทบจะหยุดเต้นไปครึ่งจังหวะ
ฉู่ลู่พินิจมอง สายตาหยุดลงบนร่างของหลิ่วจิ่นหลี เมื่อดูจากอาภรณ์ที่หรูหราของอีกฝ่าย ก็เดาสถานะของนางออก
“เจ้าคือหลิ่วจิ่นหลี?” ฉู่ลู่ถาม
หลิ่วจิ่นหลีสีหน้าซีดเผือด ดึงตัวทายาทมากำบังไว้ด้านหน้าตน
ส่วนตัวทายาทมองฉู่ลู่ที่เต็มไปด้วยคราบเลือด ลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างรุนแรงก็พุ่งจู่โจมเข้าสู่สมอง
“แม่ข้าล่ะ? แม่ข้าเป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าทำอะไรแม่ข้า?!”
ฉู่ลู่เพิ่งจะหันไปมองนางก่อนกล่าว
“เจ้าคือทายาทของนางหรือ?”
ตัวทายาททำเป็นไม่ได้ยินก่อนตะโกนลั่น
“แม่ข้า! นาง...”
พรูด!
กระบี่ยาวทะลวงลำคอของนาง อีกฝ่ายมีสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะล้มลงสิ้นใจ!
จากนั้นเขาก็หันกลับไปมองหลิ่วจิ่นหลี พบว่าอีกฝ่ายตกใจจนขาสั่น สีหน้าเหม่อลอย
พอรู้ตัวว่าถูกสายตาของฉู่ลู่จ้องมอง ก็ถึงกับทรุดลงไปนั่งกับพื้น!
“แค่เนี้ย?” ฉู่ลู่เลิกคิ้ว
“ในจดหมายเขียนไว้ซะโอหังเชียว พอเจอหน้ากันจริงๆ เหตุใดถึงกลายเป็นสภาพเช่นนี้ไปได้? ไม่ใช่ว่าเจ้าจะทำให้ข้ารู้ ว่าใครคือคนที่ไม่ควรไปยุ่งด้วยหรอกหรือ?”
“ข้า ข้า...” หลิ่วจิ่นหลีตัวสั่นงันงก แม้แต่คำพูดก็ยังพูดไม่เป็นคำ
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเป็นไอ้ขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้ ฉู่ลู่ก็พลันหมดอารมณ์ที่จะยั่วยุต่อ
การสอบสวนในจวนอ๋องคงไม่สะดวกนัก ดังนั้นเขาจึงหิ้วคอหลิ่วจิ่นหลีไปยังด้านนอก โยนให้ลูกน้องนำกลับไปยังคุกหลวง… และถือโอกาสจับคนอื่นๆ ในจวนเข้าคุกไปด้วย
….
คุกหลวง
เนื่องจากคำถามที่จะถามค่อนข้างสำคัญ ดังนั้นฉู่ลู่จึงสั่งให้คนอื่นออกไปให้หมด เตรียมจะสอบสวนด้วยตนเอง
เมื่อถูกขังอยู่ในคุก หลิ่วจิ่นหลีก็หดตัวกลม ราวกับกระต่ายน้อยที่ตื่นกลัวอย่างไรอย่างนั้น
ฉู่ลู่มองนางก่อนเอ่ยปาก
“เรื่องที่เจ้าและฮองเฮาร่วมหัวกัน… ข้ารู้หมดแล้ว, คำพูดที่เจ้าพูดในตอนนั้น ฮองเฮาก็เล่าให้ข้าฟังตามความจริงทั้งหมดแล้ว ทั้งที่ว่า ‘เป็นเช่นนี้มาตลอด ก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสียเมื่อไหร่’ หรือ ‘คนเราเกิดมาเท่าเทียมกัน’”
“ดังนั้น… ข้าจะถามเจ้าแบบตรงๆ เจ้าก็อย่ามัวมาเสแสร้งอีก ข้าจะได้ประหยัดเวลา เจ้าก็จะรอดพ้นจากการลงทัณฑ์, มันดีต่อทุกฝ่าย เข้าใจหรือไม่?”
หลิ่วจิ่นหลีพยักหน้ารับอย่างหวาดกลัว
“ดีมาก”
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะพูดตรงๆ เลยนะ เจ้าเป็นผู้ที่ข้ามมิติมาใช่หรือไม่?”
“หา?” หลิ่วจิ่นหลีชะงัก
“ข้าม? มิติ? นั่น นั่นคืออะไรหรือเพคะ?”
ฉู่ลู่ขมวดคิ้ว เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
“ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าแสร้งโง่!”
จากนั้นเขาก็หยิบเครื่องทรมานชิ้นหนึ่งขึ้นมา แนะนำให้หลิ่วจิ่นหลีฟัง
“ของสิ่งนี้เรียกว่า เจียกุ้น (ไม้หนีบ) ถือว่าเป็นเครื่องทรมานที่เบาที่สุดในบรรดานี้แล้ว, เห็นไม้สามท่อนนี้หรือไม่? หากเจ้ายังไม่ยอมสารภาพความจริงมา ข้าก็จะใช้พวกมันหนีบข้อมือของเจ้าไว้ แล้วก็ดึงเชือกให้แน่น…
ทุกครั้งที่ดึงแน่นขึ้น เจ้าจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกระดูกกำลังจะถูกบดจนแหลก, ถ้าเจ้าคิดว่านี่มันยังไม่เท่าไหร่ ถ้าเช่นนั้นก็ยังมีนี่...”
ม้านั่งพยัคฆ์, น้ำพริกละลายน้ำ, จื่อเจีย (เครื่องบีบนิ้ว), ปี๋เชียน (คีมหนีบจมูก), ติ่งป่าน (แผ่นกระดานตะปู)
ทุกครั้งที่ฉู่ลู่แนะนำเครื่องทรมานทีละอย่าง สีหน้าของหลิ่วจิ่นหลีก็ยิ่งซีดลงหนึ่งส่วน พอถึงตอนหลังๆ คนทั้งคนก็ราวกับวิญญาณจะหลุดออกจากร่างกายอยู่รอมร่อ
“ทีนี้เจ้าจะพูดหรือไม่พูด?” ฉู่ลู่ถาม
“ข้า… ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าอะไรคือการข้ามมิติ” หลิ่วจิ่นหลีแทบจะร้องไห้ออกมา
“ถ้าเช่นนั้น เจ้ารู้จักคำพูดเหล่านี้ได้อย่างไร?” ฉู่ลู่ถามย้ำ
“นั่น นั่น...” หลิ่วจิ่นหลีอ้ำอึ้ง ทำท่าทางลังเลใจ
“ดูท่าเจ้าคงจะไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาสินะ” ฉู่ลู่ลุกขึ้นยืน
“ถ้าเช่นนั้นก็คงต้องให้เจ้าลองเครื่องทรมานเสียก่อน”
“อ๊าาาา! อย่า! อย่า!” เมื่อเห็นฉู่ลู่คิดจะเข้ามาลงมือจริงๆ หลิ่วจิ่นหลีก็ตกใจจนรีบถอยหนี อารมณ์พลันพังทลาย
“ข้าพูดแล้วเพคะ! ข้าพูดแล้ว!”
“ยอมพูดแต่แรกก็จบแล้วมิใช่หรือ? ตกลงเจ้ารู้เรื่องพวกนี้มาได้อย่างไร?”
“เป็น… เป็นนางกำนัลรับใช้ของข้า ‘ชุ่ยฮวา’ ที่บอกข้าเพคะ” หลิ่วจิ่นหลีกล่าวเสียงเบา
“นางกำนัล” ฉู่ลู่ชะงักไป แล้วก็พลันนึกถึงคำให้การประโยคหนึ่งของฮองเฮาขึ้นมาได้
‘ตอนแรกนางเพียงแค่มาทักทายข้า ด้านหลังยังมีนางกำนัลรับใช้ที่ดูท่าทางเซ่อซ่าตามมาด้วย’
“เจ้าจงอธิบายมาให้ชัดเจนเดี๋ยวนี้” ฉู่ลู่ซักไซ้ต่อ
“นางกำนัลนั่นมีที่มาอย่างไร? นางไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน? แล้วเหตุใดนางถึงมาบอกเรื่องเหล่านี้กับเจ้า?”
“คือ... ที่มาของชุ่ยฮวาธรรมดามากเพคะ เป็นแค่เป็นชาวนาบ้านนอกที่เลี้ยงลูกสาวไม่ไหว เลยขายนางมาที่จวน…”
“ปกตินางก็ทำงานอืดอาด แถมยังเซ่อซ่า ทุกคนก็เลยไม่ค่อยชอบนางเท่าไหร่ ก็มีแต่ข้าที่เป็นแค่ลูกอนุ ไม่มีสถานะ และไม่มีทางเลือก จึงจำต้องรับนางเอาไว้”
“วันหนึ่งนางเริ่มเปลี่ยนไป… ตอนที่นางไปตากฝนมาแล้วก็ป่วย, นางป่วยหนักมาก แต่ก็ไม่มีเงินซื้อยา สุดท้ายก็เลยนอนร่อแร่ใกล้ตาย, ข้าจึงสั่งให้คนม้วนเสื่อที่นอนของนางโยนไปไว้ที่ห้องเก็บฟืน เพื่อให้นางรอความตายที่นั่น ผลคือคาดไม่ถึง ว่านางจะหายดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น”
“หลังจากนั้นชุ่ยฮวาก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มือไม้คล่องแคล่ว แถมยังฉลาดขึ้นด้วย, มีอยู่คืนหนึ่ง นางยังมาหาข้า ถามข้าว่าต่อจากนี้มีแผนการอะไรบ้าง?”
“นางบอกว่าข้าเป็นเพียงแค่ลูกอนุที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของตระกูลหลิ่ว ในอนาคตคงไม่พ้นได้แต่งเป็นภรรยาเอกให้กับขุนนางชั้นผู้น้อยที่ไม่มีอนาคต หรือไม่ก็คงได้เป็นอนุของคนอื่น ได้แต่มองเหล่าพี่น้องได้ดิบได้ดี มีสถานะสูงส่ง, แล้วข้าจะยอมรับได้หรือ?”
“ข้าบอกว่าข้ายอมรับไม่ได้ ดังนั้นนางจึงบอกว่ามีวิธีที่จะช่วยให้ข้าได้เสพสุขกับความรุ่งโรจน์ไปชั่วชีวิต…
นางบอกว่าวิธีการเหล่านี้ของนาง คือสิ่งที่นางฝันเห็นตอนที่ป่วยหนัก, มีเทพเซียนองค์หนึ่งมาเข้าฝัน เทพเซียนองค์นั้นเป็นคนสอนสั่งนางมา ตัวนางเองมีชาติกำเนิดต่ำต้อย มิอาจใช้เล่ห์กลเหล่านี้ได้ ดังนั้นจึงคิดที่จะช่วยข้าสักครั้ง หวังว่าในวันข้างหน้า… ข้าจะช่วยดึงนางขึ้นไปด้วยเช่นกัน”
ฉู่ลู่ขมวดคิ้วมุ่นคิดในใจ
‘ป่วยหนักแล้วฟื้นจากความตาย? ปลี่ยนไปเป็นคนละคน? แถมยังมีฝันเห็นเทพเซียนอีก? ไม่ผิดแน่! เจ้าชุ่ยฮวานี่แหละคือคนที่ข้ามมิติมา!’
“ในเมื่อเจ้าแต่งเข้าจวนอ๋องฉินแล้ว ถ้าเช่นนั้นชุ่ยฮวาในฐานะนางกำนัลของเจ้า คงจะตามมาด้วยใช่หรือไม่?” ฉู่ลู่รีบกล่าว
“พอดีเลย… ข้าสั่งให้จับตัวพวกบ่าวไพร่ในจวนอ๋องฉินไว้ทั้งหมด เจ้าจงตามข้ามา ไปบอกข้าทีว่าชุ่ยฮวาคือคนไหน”
“เอ่อ... ชุ่ยฮวาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่จวนอ๋องฉินแล้วเพคะ”
“หา? เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ในตอนแรกนางก็ตามมาเป็นสินสมรสจริงๆ และก็อยู่ข้างกายข้ามาตลอด แต่เมื่อวานตอนที่นางเห็นฝ่าบาทนำทัพอาละวาดไปทั่วในเมือง, นางก็ทิ้งจดหมายไว้ กำชับข้าอยู่สองสามคำ แล้วก็จากไปเลยเพคะ” หลิ่วจิ่นหลีกล่าว
“นางทิ้งจดหมายไว้สองฉบับ ฉบับแรกได้ฝากคนส่งไปให้ฝ่าบาทท่านแล้ว”
“นางบอกว่าถ้าฝ่าบาทฉลาดพอ หลังจากอ่านจดหมายฉบับแรกจบ… ก็จะไม่มาหาเรื่องจวนอ๋องฉินอีก”
“แต่ถ้าฝ่าบาทไม่ยอมเลิกรา และจวนอ๋องฉินประสบภัย ก็ให้นำจดหมายฉบับที่สองนี้มอบออกไป อย่างน้อยก็จะสามารถรักษาชีวิตของข้าไว้ได้” หลิ่วจิ่นหลีหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“ฝ่าบาท มันคือจดหมายฉบับนี้เพคะ”
ฉู่ลู่ชะงักไป รับจดหมายฉบับนั้นมาด้วยความรู้สึกฉงน