เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 ความขัดแย้งทวีความรุนแรง

บทที่ 41 ความขัดแย้งทวีความรุนแรง

บทที่ 41 ความขัดแย้งทวีความรุนแรง


วันต่อมา 

ณ ตำหนักคุนหนิง

ฮองเฮากำลังดื่มชาอย่างขุ่นมัว

เมื่อคืนนี้นางอุตส่าห์แอบไปฟังการณ์ที่ข้างห้อง ผลคือต้องนั่งยองๆ อยู่ตลอดทั้งคืน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงที่ปรารถนาแม้แต่น้อย

“ฮ่องเต้เปลี่ยนนิสัยไปจริงๆ ถูกวางยาแล้วยังทนไหวอีก” ฮองเฮามีสีหน้ามืดครึ้ม

เริ่มจากจู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาสังหารหลิ่วเฟิ่งกู ตอนนี้ก็มาปฏิเสธการมีทายาท แถมยังนั่งนิ่งไม่หวั่นไหวต่อหน้าสตรี

เรื่องที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน แม้ไม่อยากยอมรับ… แต่ในใจของฮองเฮาก็เริ่มมีแววตื่นตระหนกขึ้นมาวูบหนึ่ง

ควรจะทำอย่างไรดี?

“ฮองเฮาเพคะ บ่าวมีความคิดหนึ่ง” ในยามนี้ชุนฮวาก็เอ่ยขึ้นมา

“ไม่ทราบว่าควรทูลดีหรือไม่”

“พูดมาเถอะ”

“เจ้าอยู่รับใช้ข้างกายข้ามาตั้งแต่เด็ก ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังถึงเพียงนั้นหรอก”

“เพคะ” ชุนฮวาพยักหน้าพลางกล่าวต่อ

“ในเมื่อฝ่าบาทไม่ยอมมีทายาท และเราก็ไปบังคับนางไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นก็สู้ประกาศออกไปเลยว่านางเสื่อมสมรรถภาพ จากนั้นก็ไปรับธิดาบุญธรรมสักคนจากราชตระกูลมา เพียงเท่านี้ก็สิ้นเรื่องแล้วเพคะ”

ฮองเฮาชะงักงัน กล่าวอย่างเหม่อลอย

“รับธิดาบุญธรรม? ไม่… ไม่ได้!”

นางส่ายหน้ากล่าว

“ธิดาบุญธรรม อย่างไรเสียก็ไม่มีความชอบธรรมเทียบเท่าธิดาแท้ๆ ตอนนี้ในราชสำนักยังมีคนจำนวนหนึ่งที่เข้าข้างฮ่องเต้อยู่ ถึงเวลานั้นพวกนั้นย่อมต้องแอบเล่นลูกไม้อะไรบางอย่างเป็นแน่, นี่ถือว่าไม่รอบคอบพอ”

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรดีเพคะ?”

ฮองเฮาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“เพิ่มปริมาณยาเป็นสองเท่า!”

หลังจากนั้นก็ผ่านไปอีกหลายวัน

ในหลายวันมานี้ ปริมาณยาในอาหารค่ำของฉู่ลู่ถูกเพิ่มเป็นสองเท่าทุกวัน ไม่นานก็กลายเป็นว่า…

จากที่เคยแอบใส่ยาในข้าว ก็กลายเป็นต้องแอบใส่ข้าวในยาแทน

เหล่าพระสนมที่ถูกส่งมา นับวันก็ยิ่งเยอะขึ้น จนในห้องแทบจะไม่มีที่จะนอนพออยู่แล้ว

ฉู่ลู่แม้จะบ่นในใจไม่หยุด แต่ก็ยังคงสงบนิ่งรับมือได้ กลับเป็นฮองเฮาที่ยิ่งร้อนรนนั่งไม่ติด

“จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอีกไม่ได้ ต้องคิดหาหนทางสักอย่าง มิเช่นนั้นนางคงคิดว่าตนเองเก่งกว่าข้าแน่!” ฮองเฮากัดเล็บพลางกล่าวอย่างดุร้าย

นางอยากจะไปหาฉู่ลู่ด้วยตนเอง แต่ความพ่ายแพ้ยับเยินครั้งก่อนก็ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ

หากไปอีก… เกรงว่าเก้าในสิบก็คงต้องไปหาเรื่องอับอายขายหน้าอีกเป็นแน่

“ไปหาหลิ่วจิ่นเอ๋อร์ดีกว่า ใช่… ข้าจะไปหานาง!” ดวงตาของฮองเฮาพลันเป็นประกาย

นางครุ่นคิดว่าน้องสาวของตนผู้นี้ ทั้งฉลาดแกมโกงและมีลูกไม้แพรวพราว ครั้งก่อนยังเอาอยู่ ครั้งนี้ก็คงจะเอาอยู่เช่นกัน

“ไป! ไปที่จวนหลิ่ว” ฮองเฮาลุกขึ้นสั่ง

ไม่นาน… ฮองเฮาก็เสด็จออกจากวัง มาถึงจวนหลิ่ว

พอถึงบ้าน, นางก็ทำตามธรรมเนียมก่อน คือไปพบเหล่าท่านแม่ของตน ทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ จากนั้นก็ทักทายเหล่าญาติที่สนิทสนมกันอีกเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถึงหลิ่วจิ่นเอ๋อร์

ทว่า… เมื่อได้ยินฮองเฮาเอ่ยถึงหลิ่วจิ่นเอ๋อร์ สีหน้าของท่านแม่ก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ตอนนี้นางยังอยู่ในห้อง”

“อยู่ในห้อง? นี่มันบ่ายแล้วนะ ยังจะยอมอยู่แต่ในห้องอีกหรือ? นี่ไม่เหมือนนางเลย” ฮองเฮากล่าว

“ไม่ใช่แค่บ่ายวันนี้หรอก” แม่เล็กกล่าวขึ้น

“นางขังตัวเองอยู่ในห้องมาหลายวันแล้ว”

ฮองเฮาขมวดคิ้ว

“นางเป็นอะไรไป? มีใครรังแกนางหรือ?”

“พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ถามนางก็ไม่ยอมบอก” แม่เล็กกล่าวอย่างมีความนัย

“พวกเรารู้แค่ว่านางเป็นเช่นนี้ หลังจากกลับมาจากในวังครั้งก่อนก็เท่านั้น”

สีหน้าของฮองเฮาพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในใจพลันบังเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา

“ข้าจะไปดูนางเอง!” ฮองเฮากล่าวทันที

เมื่อมาถึงหน้าห้องนอนของหลิ่วจิ่นเอ๋อร์ นางก็ผลักประตูเข้าไป

ในห้อง หลิ่วจิ่นเอ๋อร์ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงเปิดประตู ก็ตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิดตามสัญชาตญาณ

“ใครน่ะ ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเข้ามา?!”

“ข้าเอง”

เมื่อได้ยินเสียงของฮองเฮา หลิ่วจิ่นเอ๋อร์ก็พลันตกใจ จึงยอมเดินออกมากล่าว

“ท่านพี่?”

“เจ้าเป็นอะไรไปกันแน่? ครั้งก่อนที่เจ้าไปหาฮ่องเต้ มันเกิดอะไรขึ้น?” ฮองเฮาถามเข้าประเด็นทันที

“คือข้า...” หลิ่วจิ่นเอ๋อร์ทำสีหน้าหวาดกลัว

“ไม่ต้องกลัว มีพี่คนนี้อยู่ทั้งคน เจ้าเล่ามาตามตรงเถอะ!”

หลิ่วจิ่นเอ๋อร์จึงราวกับได้ที่พึ่งพิง พยักหน้าและเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา

ฮองเฮายิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งดำคล้ำ

นางนึกว่าเดิมเป็นหลิ่วจิ่นเอ๋อร์ที่ไปรังแกฮ่องเต้ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นฝ่ายนั้นรังแกกลับ

“บังอาจเกินไปแล้ว! ช่างบังอาจเกินไปจริงๆ! นางคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไรกัน!” ฮองเฮาโกรธจนแทบคลั่ง

ความอัดอั้นไม่พอใจที่สะสมมาตลอด พลันระเบิดออกมาจนหมดสิ้น

“ชุนฮวา เราไปกันเถอะ!” ฮองเฮากล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว

“ครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไร ข้าต้องไปทวงถามคำอธิบายให้ได้!”

ตำหนักหย่างซิน

ฉู่ลู่ยังคงนั่งตากแดดอย่างสบายอารมณ์อยู่

สีหน้าของเขาดูมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าการพักผ่อนในช่วงที่ผ่านมานี้ได้ผลอย่างชัดเจน

“เจ้าฮ่องเต้สารเลว! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนอันโกรธเกรี้ยวของฮองเฮาดังมาจากด้านนอก

“ในที่สุดก็มาแล้วสินะ?” ฉู่ลู่ไม่ต้องคิดก็เดาจุดประสงค์ของฮองเฮาได้

เขาลุกขึ้นยืน นิ้วคีบเข็มเงินไว้ เดินออกไปอย่างสงบนิ่ง โดยมีเสี่ยวหลี่จื่อตามอยู่ด้านหลัง

ไม่นานพวกเขาก็ได้เผชิญหน้ากับฮองเฮา

ฮองเฮาพอเห็นฉู่ลู่ ก็แค่นเสียงเย็นชาทันที พลางชักกระบี่อาญาสิทธิ์ชี้ไปที่ฉู่ลู่

“เจ้าฮ่องเต้สารเลว! เจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก! แม้แต่น้องสาวข้าก็ยังกล้ามาหยาม!”

“เทียบกับเจ้า… ที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังกล้าหยาม สิ่งที่ตัวข้าทำก็นับเป็นอะไรไม่ได้หรอก” ฉู่ลู่กล่าว

“เหอะ! เอาเถอะ! อย่ามัวมาอวดฝีปากของเจ้าอยู่ที่นี่เลย ข้ามาครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อโต้เถียงกับเจ้า” ฮองเฮากล่าวเสียงเย็นชา

“เจ้าจงรีบไปคุกเข่าขอขมาที่จวนหลิ่วแต่โดยดี!”

เอามุกนี้อีกแล้วหรือ? ช่างน่าเบื่อสิ้นดี

“แล้วถ้าข้าไม่ไปล่ะ?” เขากล่าวเย้ยหยัน

“เจ้าก็จะเอากระบี่อาญาสิทธิ์มาขู่ข้าอีก? แล้วก็เล่นละครนายบ่าวผู้ภักดีอีกสินะ”

“เหอะ! ฝ่าบาท! ท่านคิดว่าข้าถือกระบี่อาญาสิทธิ์มาเพื่อรับมือกับท่านหรือ?” สีหน้าของฮองเฮาพลันเปลี่ยนไป เผยรอยยิ้มอันชั่วร้ายอย่างที่สุดออกมา

“ข้าเอามันมาเพื่อป้องกันตัวต่างหาก, ฝ่าบาท! ท่านเมื่อก่อนนี้ช่างเปี่ยมด้วยคุณธรรมสูงส่ง บัดนี้กลับกลายเป็นคนไร้ยางอายต่ำช้าเช่นนี้ นี่คงเป็นเพราะวิญญาณอาฆาตของผิงเฟยที่ตายไปแล้วมาหลอกหลอน บดบังสติปัญญาของฝ่าบาทเป็นแน่”

“ถ้าฝ่าบาทท่านยังไม่ยอมรับผิดอีก เช่นนั้นข้าก็จะไปโปรยเถ้ากระดูกของผิงเฟยทิ้งเสีย! ให้นังปีศาจนั่นไม่กล้ามาก่อเรื่องวุ่นวายอีก!”

หลังจากพูดจบ ฮองเฮาก็รู้สึกลำพองใจอย่างถึงที่สุด ครั้งก่อนนางก็ใช้คำพูดชุดนี้บีบให้สวีลี่เหนียงยอมดื่มยาพิษ นางเชื่อว่าครั้งนี้ตนเองก็ย่อมทำสำเร็จได้เช่นกัน

นางมองไปที่ฉู่ลู่ เพื่อรอคอยที่จะเห็นใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะความโกรธแค้น

ทว่า… ฉู่ลู่กลับสงบนิ่งอย่างที่สุด

“เช่นนั้นก็ไปโปรยสิ” ฉู่ลู่กล่าว

“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” ฮองเฮาชะงัก

จากนั้นนางก็กล่าวด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

“ข้ากำลังจะไปโปรยเถ้ากระดูกของผิงเฟยนะ!”

“อืม… เจ้าเชิญโปรยเลย”

“ถ้ามันยังไม่พอ เจ้าก็สามารถจะเผาเสียนเฟย, หมิ่นเฟย, จิ้งเฟย... จะเผาให้หมดทั้งสามตำหนักหกพระสนมเลยก็ได้ แล้วเอาเถ้ากระดูกไปโปรยทิ้งให้หมด ข้าไม่ห้ามเจ้าเลย เพียงแต่...”

ฉู่ลู่ก้าวเดินเข้าไปใกล้ฮองเฮาทีละก้าว ไม่มีท่าทีหวาดกลัวกระบี่อาญาสิทธิ์ในมือของนางแม้แต่น้อย

เขาหยุดยืนตรงหน้าฮองเฮา…

“ทุกคนที่เจ้าฆ่าในตอนนี้… ในวันข้างหน้าข้าจะทวงคืนจากเจ้าเป็นสิบเท่า”

น้ำเสียงของฉู่ลู่ราบเรียบ แต่ในน้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของคาวเลือด

ส่วนลึกในใจฮองเฮาพลันบังเกิดความหนาวเยือกขึ้นมา ราวกับว่าในยามนี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ฮ่องเต้สวีลี่เหนียง

แต่เป็นอสูรร้าย… ที่วันๆ เอาแต่ล้างบางผู้คน

ฮองเฮาเผลอถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว

นางตระหนักได้ว่านี่ไม่ดีแล้ว ตนเองเผลอแสดงท่าทีอ่อนแอออกไป อำนาจข่มขวัญก็พลันลดฮวบลงทันที

“ในเมื่อเจ้ากลัวแล้ว เช่นนั้นก็ไสหัวไปซะ” ฉู่ลู่กล่าว

ฮองเฮาโกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่นางเองก็รู้ว่าถ้าขืนยังอยู่ต่อ ก็มีแต่จะยิ่งอับอายขายหน้ามากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นนางจึงไม่กล่าวอะไรสักคำ หันหลังเดินจากไปทันที

จนกระทั่งกลับมาถึงตำหนักคุนหนิง นางจึงเริ่มระบายอารมณ์ ตะโกนโหวกเหวกพลางทุบทำลายโต๊ะเก้าอี้ภายในตำหนัก

“อ๊าาาาา! สวีลี่เหนียง! สวีลี่เหนียง!” ฮองเฮากรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง

ทำเอานางกำนัลที่อยู่ด้านข้างตกใจจนตัวสั่น ต้องหลบอยู่ที่มุมห้องไม่กล้าเข้าใกล้

“แฮ่กๆ ๆ” หลังจากอาละวาดอยู่พักใหญ่ ฮองเฮาจึงหยุดลงเพื่อหอบหายใจ

“ชุนฮวา มานี่!” ฮองเฮาเรียกขึ้นกะทันหัน

“เพคะ” ชุนฮวาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นกลัว

หลังจากที่ระบายอารมณ์ สีหน้าของฮองเฮาก็พลันสงบ แววตาดูเย็นชามากขึ้น ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แน่วแน่แล้ว

“ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะทำตามที่เจ้าเคยพูดไว้นั่นแหละ”

“หา? อะไรหรือเพคะ?”

“ข้าจะหาธิดาบุญธรรมสักคนให้ฮ่องเต้!”

เช้าของอีกสองวันต่อมา

ฉู่ลู่ถูกปลุกขึ้นมากะทันหัน พร้อมรับสั่งให้ไปออกว่าราชการยามเช้า

เรื่องนี้ทำเอาฉู่ลู่ต้องระมัดระวังตัวขึ้นมาทันที

ด้วยสภาพของตนเองในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนพิการเลย ไฉนถึงถูกเรียกให้ไปออกว่าราชการยามเช้าได้?

เห็นได้ชัดว่าเป็นฮองเฮาที่กำลังเล่นตุกติกอะไรบางอย่างอยู่

สวีลี่เหนียง: “แปลกจริง ชาติที่แล้วไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เลยนะ นางกำลังเล่นอะไรอยู่กันแน่?”

ฉู่ลู่: “ไม่เป็นไรหรอก ศึกมาก็ใช้แม่ทัพรับ น้ำมาก็ใช้ดินกั้น แก้ไปทีละกระบวนท่าก็พอ”

เขาลุกขึ้น ปล่อยให้นางกำนัลเปลี่ยนฉลองพระองค์สีเหลืองสดให้ แล้วจึงเดินออกจากตำหนักหย่างซิน…

ประตูเฉียนชิง

ฉู่ลู่นั่งอยู่บนราชบัลลังก์ ทอดสายตามองไปยังเหล่าขุนนางบู๊บุ๋นเบื้องล่าง

เหล่าขุนนางต่างไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองฉู่ลู่ แต่แม้จะไม่เห็นสีหน้า… ฉู่ลู่ก็ยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แปลกประหลาดภายในท้องพระโรงนี้

ฉู่ลู่กล่าวในใจ: “ที่นี่มันดูไม่ชอบมาพากลเท่าไหร่นะ? ทางฝั่งเจ้า ขั้นตอนการว่าราชการยามเช้ามันเป็นอย่างไรหรือ?”

สวีลี่เหนียง: “พอคนมาครบแล้ว ก็จะต้องทำการคารวะแบบอี้ไป้ซานโค่ว (หนึ่งคำนับสามโขกศีรษะ) ก่อน แล้วขุนนางจากกรมพิธีการก็จะรายงานจำนวนของคนที่เข้ามาถวายบังคม และคนที่ลาออกจากราชการ…”

“จากนั้นก็เป็นตาของกรมอื่นๆ ที่จะทยอยรายงานสถานการณ์... แต่ในวันนี้, ทุกคนต่างก็ไม่ยอมพูดอะไร ช่างแปลกประหลาดจริงๆ”

ตอนนั้นเอง… เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น

ท่ามกลางการห้อมล้อมของเหล่านางกำนัล ฮองเฮาผู้สวมอาภรณ์อันงดงามก็ค่อยๆ เดินเข้ามา

พอนางมาถึง ก็ดึงดูดสายตาของเหล่าขุนนางบู๊บุ๋นทันที เหล่าขุนนางต่างพากันก้มลงกราบคารวะ

ฉู่ลู่หรี่ตาลง คิดในใจว่าฮองเฮาคิดจะมาข่มขวัญกันหรือ?

หลังจากมาถึง นางก็เดินไปยังที่นั่งเฉพาะของตน แล้วยื่นมือออกก่อนกล่าว

“เหล่าขุนนางผู้เป็นที่รัก ลุกขึ้นเถิด”

พอเหล่าขุนต่างลุกขึ้นยืน ภายในประตูเฉียนชิงก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง ฮองเฮาจึงค่อยๆ เอ่ยปากต่อ

“วันนี้เปิ่นกงมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งจะมาหารือกับพวกเจ้า”

“เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด แม้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวในราชวงศ์ และเดิมทีข้าไม่ควรนำมาพูดคุยกันในที่สาธารณะ แต่สถานการณ์มันเร่งด่วนยิ่งนัก เปิ่นกงก็เลยจำต้องจัดการเป็นกรณีพิเศษ” ฮองเฮากล่าวช้าๆ

“เปิ่นกงเตรียมจะรับธิดาบุญธรรมจากเชื้อพระวงศ์ เพื่อแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท”

ฉู่ลู่ชะงัก

สวีลี่เหนียงในหัวของเขาพลันตะโกนลั่น: “นางจะทำอะไรนะ?!”

เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นก็อดที่จะฮือฮาไม่ได้

“ฮองเฮา เรื่องนี้ไม่ได้เป็นอันขาด!” สตรีชรานางหนึ่งลุกขึ้นมาด้วยสีหน้าตกตะลึง

นางคือเจ้ากรมคลัง นามว่า ‘จ้าวฉงหลี่’ เป็นหนึ่งในไม่กี่คนของราชสำนักปัจจุบัน ที่ยังยืนอยู่ข้างสวีลี่เหนียง

นางกล่าวเสียงดังว่า…

“ตำแหน่งรัชทายาทเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญยิ่งยวด ไฉนเลยจึงจะทำตามอำเภอใจเช่นนี้ได้? ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์และแข็งแรง การมีทายาทนั้นเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ไหนเลยจะต้องถึงกับรับบุตรบุญธรรมมาเพิ่ม”

“เฮ้อ” ฮองเฮาถอนหายใจ

“หากฝ่าบาทสามารถมีทายาทได้ เปิ่นกงหรือจะต้องใช้วิธีเลวร้ายเช่นนี้เล่า? เดิมทีก็เป็นเรื่องลับภายในราชวงศ์ ไม่ควรป่าวประกาศให้ผู้ใดรู้ แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เปิ่นกงก็คงไม่มีหนทางอื่น”

“ฝ่าบาทน่ะ... นางไม่ไหวเสียแล้ว!”

เจ้ากรมทำสีหน้างงงัน: “หา?”

ฮองเฮากล่าวต่อ

“ฝ่าบาท… แม้นางจะอายุยังน้อย แต่ร่างกายก็ถูกสูบจนกลวงโบ๋ไปหมด ทุกครั้งที่ร่วมหอก็ต้องใช้แรงเตรียมการอย่างหนัก แต่ไม่ทันไรก็... ไม่ทันไรเสียแล้ว เป็นเพราะเหตุนี้ เปิ่นกงถึงได้ไม่มีทายาทเสียที”

พูดจบ… ฮองเฮายังแสร้งร่ำไห้สะอึกสะอื้นออกมาอีกด้วย

บรรยากาศภายในนั้นพลันอึดอัดอย่างที่สุด

ในหัวของฉู่ลู่ สวีลี่เหนียงกลับเริ่มตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

“ใส่ร้าย! นี่มันเรื่องใส่ร้ายทั้งเพ! ข้าไม่ได้ถูกสูบจนร่างกลวงเสียหน่อย! ข้ายังฟิตปั๋งอยู่! คืนเดียวยังได้ตั้งเจ็ดครั้ง! เจ้านังอสรพิษ พูดจาเหลวไหล!”

เจ้ากรมพลันได้สติเช่นกัน นางหันไปมองฉู่ลู่ถามด้วยความตกตะลึง

“ฝ่าบาท… นี่เป็นเรื่องจริงหรือเพคะ?”

“ไม่จริง” ฉู่ลู่ตอบ

“ท่านเจ้ากรมจ้าวอย่าถามเลย เรื่องที่น่าอับอายเช่นนี้… ใครที่ไหนจะกล้ายอมรับกันเล่า?” ฮองเฮากล่าวแทรก

“ที่สุดแล้ว… ฝ่าบาทมีถึงสามตำหนักหกพระสนม, แต่กลับไม่มีผู้ใดตั้งครรภ์เลย นี่ก็คงเพียงพอที่จะอธิบายปัญหาได้แล้ว”

“เหลวไหล! เหลวไหล!” สวีลี่เหนียงยังคงตะโกนอยู่ในหัวของฉู่ลู่

“ข้าก็เพียงแค่อยากให้ผิงเฟยมีทายาทเป็นคนแรกเท่านั้น ดังนั้นถึงได้แอบควบคุมมันไว้! ข้าจะไปเสื่อมสมรรถภาพที่ไหน! ข้าฟิตจะตาย!”

ทว่า… เจ้ากรมจ้องมองคนทั้งสองสลับกัน แล้วเลือกที่จะเชื่อฉู่ลู่

“เป็นไปไม่ได้! ต่อให้จะมีอาการป่วยไข้จริง ก็สมควรที่จะต้องดื่มยาบำรุงก่อน เหตุใดจึงต้องรีบร้อนรับธิดาบุญธรรมจากเชื้อพระวงศ์ฝ่ายนอกด้วย? ข้าว่าเป็นฮองเฮาต่างหากที่มีแผนการอื่นแอบแฝงเสียมากกว่า?” เจ้ากรมจ้าวกล่าวอย่างโมโห

“ท่านคิดจะปลดฝ่าบาท แล้วตั้งองค์รัชทายาทขึ้นแทน เพื่อที่จะได้กุมอำนาจในราชสำนักสินะ!”

“ท่านเจ้ากรมจ้าว ท่านอย่าพูดจาเหลวไหล” ดวงตาของฮองเฮาหรี่ลง

“ดีเพคะ ฮองเฮา… ตอนนั้นท่านเป็นคนพูดเองว่าฝ่าบาทป่วยหนัก จึงจำใจรับหน้าที่ว่าราชการแทน”

“บัดนี้หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาทก็อาการดีขึ้นแล้ว ในเมื่อท่านไม่มีความทะเยอทะยาน ถ้าเช่นนั้นก็จงถวายราชกิจคืนแก่ฝ่าบาทไปเถิดเพคะ” เจ้ากรมจ้าวกล่าว

สีหน้าของฮองเฮาพลันเย็นชาลงทันที เจ้ากรมจ้าวล้ำเส้นของนางเข้าแล้ว

“ใครอยู่ข้างนอก, ท่านเจ้ากรมจ้าวป่วยแล้ว ลากนางลงไปพักผ่อนที!” ฮองเฮาสั่ง

พลันมีทหารสองสามนายเดินมาลากตัวเจ้ากรมจ้าวออกไป

เจ้ากรมจ้าวโกรธจัด ด่าทอลั่น

“นังอสรพิษ! นังอสรพิษชั่วช้า! เจ้าไม่มีวันตายดีแน่!”

เสียงของเจ้ากรมจ้าวค่อยๆ ไกลออกไป

ฮองเฮากวาดสายตามองคนอื่นๆ ก่อนกล่าว

“เหล่าขุนนางยังมีผู้ใดคัดค้านอีกหรือไม่?”

ที่เหลืออยู่ก็ล้วนเป็นคนของตระกูลหลิ่ว ย่อมไม่มีใครเอ่ยปาก

ฮองเฮาเผยรอยยิ้มที่ลำพองใจ หันไปมองฉู่ลู่

“ฝ่าบาท ท่านมีข้อคัดค้านใดหรือไม่?”

ฉู่ลู่เหลือบมองนางแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองเหล่าขุนนางบู๊บุ๋นเบื้องล่าง

“ตัวข้าไม่ยินยอม มีผู้ใดยินดีจะช่วยเหลือสักแรงหรือไม่?”

เบื้องล่างเงียบกริบ

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ฉู่ลู่กวาดสายตามองทุกคน จดจำใบหน้าของพวกนางทั้งหมดไว้ในใจ

“ในเมื่อไม่มีผู้ใดยินดี เช่นนั้นก็ฟังตามที่ฮองเฮาว่าเถอะ”

สีหน้าของฮองเฮายิ่งดูลำพองใจมากขึ้น นางลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว

“เลิกประชุม!”

เมื่อกลับมาถึงตำหนักหย่างซิน

ในยามนี้ สวีลี่เหนียงก็ค่อยๆ สงบลงจากความโกรธ และเริ่มกังวลขึ้นมา

“ฉู่ลู่ ทำอย่างไรดี? คาดไม่ถึงว่านังอสรพิษฮองเฮานั่นจะใช้วิธีที่เหี้ยมโหดเช่นนี้!”

“หรือพวกเรายอมอ่อนข้อให้นาง? ร่วมมือกับนางเสียหน่อย… มีทายาทให้สักคน นี่ก็ยังดีกว่าการต้องทนดูนางรับธิดาบุญธรรมเข้ามาต่อหน้าต่อตา”

“ไม่” ฉู่ลู่ส่ายหน้า

“ฉู่ลู่! อย่าดื้อสิ! ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการซื้อเวลาหรอกหรือ?”

“ไม่ต้องซื้อมันอีกต่อไปแล้ว”

“หา?”

จบบทที่ บทที่ 41 ความขัดแย้งทวีความรุนแรง

คัดลอกลิงก์แล้ว