- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 36 ขอเพียงสังหารผู้ที่คัดค้านให้หมดสิ้น ก็ย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้านข้าอีก
บทที่ 36 ขอเพียงสังหารผู้ที่คัดค้านให้หมดสิ้น ก็ย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้านข้าอีก
บทที่ 36 ขอเพียงสังหารผู้ที่คัดค้านให้หมดสิ้น ก็ย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้านข้าอีก
ในขณะที่เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบดังใกล้เข้ามา ร่างของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าฉู่ลู่
สตรีผู้นั้นสวมชุดชาววังสีแดงเข้มอันหรูหรา ชายอาภรณ์พลิ้วไหวราวกับทอขึ้นจากปุยเมฆ เส้นผมอันอ่อนนุ่มถูกหวีรวบเป็นมวยทรงหลิงอวิ๋นจี้อันประณีต บนมวยผมยังประดับด้วยปิ่นปักผมระย้า ทำจากทองคำถักฝังทับทิมรูปหงส์คู่
อิริยาบถของนางนับว่าสูงส่งสง่างาม แต่สีหน้าอันเคร่งขรึมรวมถึงกระบี่ในมือนั้น ก็ทำให้นางดูแผ่จิตสังหารออกมาอยู่หลายส่วน
คนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าคือฮองเฮา
นางเดินมาถึงเบื้องหน้าฉู่ลู่ ตวัดสายตาเย็นชามองไปยังหมอหลวงและเสี่ยวหลี่จื่อที่อยู่ด้านข้างอย่างรวดเร็ว
จากนั้นจึงหันกลับมามองฉู่ลู่แล้วเอ่ยถาม
“ฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินมาว่าท่านสังหารหลิ่วเฟิ่งกู เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเพคะ?”
“จริง” ฉู่ลู่ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ในดวงตาของฮองเฮาพลันลุกเป็นไฟ เดิมทีในใจนางยังมีความไม่เชื่ออยู่บ้าง คิดว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี ไม่แน่อาจมีเรื่องเข้าใจผิดกัน… แต่เมื่อเห็นฉู่ลู่ยอมรับอย่างสงบเช่นนี้ ความไม่เชื่อส่วนสุดท้ายนั้นก็มลายหายไป
“ลูกพี่ลูกน้องของข้าอุตส่าห์รับใช้บ้านเมืองอย่างขยันขันแข็ง นับเป็นยอดเสาหลักของแผ่นดิน คอยค้ำจุนราชวงศ์ต้าเหยี่ยน ท่านสังหารนางได้อย่างไร?!” ฮองเฮาโกรธอย่างที่สุด
นางถึงกับขี้เกียจจะถามเหตุผลอีกต่อไป ชี้ไปยังนอกประตูอย่างก้าวร้าว
“เจ้าลุกขึ้นมา! ไปคุกเข่าขอขมาต่อร่างไร้วิญญาณของพี่ข้าเดี๋ยวนี้!”
ฉู่ลู่จ้องมองนางอย่างเย็นชาก่อนย้อนถาม
“หากข้าไม่ไปเล่า?”
เสียงเคร้งดังขึ้น ฮองเฮาชักกระบี่อาญาสิทธิ์ออกมาทันที
ตัวกระบี่ที่เรียวยาวและเหยียดตรง ราวกับมังกรสีเงินที่พร้อมจู่โจมอยู่ตลอดเวลา แผ่ไอเย็นเยียบออกมาอย่างน่าขนลุก
“ฮ่องเต้องค์ก่อนได้พระราชทานกระบี่อาญาสิทธิ์เล่มนี้แก่ตระกูลหลิ่วของข้า ก็เพื่อให้พวกเราสามารถประหารฮ่องเต้ผู้โฉดเขลา ขุนนางที่กังฉินได้” ฮองเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ฝ่าบาทสังหารขุนนางผู้ภักดีอย่างไร้เหตุผล นับเป็นฮ่องเต้โฉดเขลา สมควรถูกประหาร!”
เสี่ยวหลี่จื่อผู้จงรักภักดีเมื่อเห็นภาพนี้ พลันสีหน้าซีดเผือด
แม้ว่านางจะกลัวจนขาสั่น แต่ก็ยังคงยืนขวางไว้เบื้องหน้าฉู่ลู่ ทำท่าทางราวกับจะรับกระบี่แทนนาย
“นังทาสชั้นต่ำ! เจ้าก็อยากตายด้วยรึ?!” ฮองเฮากล่าวเย้ยหยัน
เสี่ยวหลี่จื่อกำลังจะเอ่ยปาก แต่ฉู่ลู่พลันเอ่ยขึ้นก่อน
“เจ้าถอยไป… มาอยู่ข้างหลังข้า”
เสี่ยวหลี่จื่อยังคิดจะคัดค้าน
“ถอยไป!”
เสี่ยวหลี่จื่อจำต้องถอยไปอยู่ด้านหลังฉู่ลู่
ทว่าการถอยครั้งนี้… ทำให้นางสังเกตเห็นว่าที่มือขวาของฉู่ลู่นั้นแอบคีบเข็มเงินเล่มนั้นเอาไว้ อยู่ในท่าเตรียมพร้อมโจมตี
เสี่ยวหลี่จื่อพลันสูดลมหายใจเย็นเฮือกพลางคิดในใจ
หรือว่าฝ่าบาททรงจะ...
“ฝ่าบาท ท่านยังไม่ลุกขึ้นอีก!” ฮองเฮาตะคอก
“อย่ามาเสแสร้งเลย ท่านมีแรงฆ่าคน แต่ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นยืนรึ?”
ฉู่ลู่มองนาง
“ฮองเฮา… นี่เจ้าคิดจะปลงพระชนม์หรือ?”
“เหอะ! อย่ามาเล่นไม้นี้เลย เจ้าขู่ได้แค่ไอ้พวกทหารเลวพวกนั้นแหละ แต่ขู่เปิ่นกงผู้นี้มิได้!” ฮองเฮาเชิดหน้ากล่าวอย่างหยิ่งผยอง
“ข้าคือธิดาเอกแห่งตระกูลหลิ่ว ที่เจ้านั่งบนราชบัลลังก์ได้อย่างมั่นคง ก็ล้วนเป็นเพราะตระกูลหลิ่วของพวกเราทั้งสิ้น ฆ่าเจ้าแล้วจะเป็นไรไป? นังฮ่องเต้ผู้โฉดเขลา!”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น...” ฉู่ลู่ไม่สนใจจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่ฮองเฮาพูดนั้นเป็นจริงหรือเท็จ จึงกล่าวท้าทายออกไปตรงๆ
“เช่นนั้นเจ้าก็ลงมือสิ”
“ว่ายังไงนะ?” ฮองเฮาชะงัก
“เจ้าก็ลงมือสิ” ฉู่ลู่ย้ำ
“ตัวข้าก็อยู่ตรงนี้ ศีรษะของข้าก็อยู่ตรงนี้ ถ้าอยากได้ก็ลงมือ… ยกกระบี่ของเจ้าขึ้นมาฟันมันได้เลย!”
ฮองเฮาได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้ง ในแววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง จากนั้นก็แปรเป็นความลังเล…
เดิมทีนางตั้งใจว่าแค่จะมาขู่ฉู่ลู่ เพื่อหักความหยิ่งผยองของเขาลง นึกว่าขอเพียงแค่ทำเหมือนครั้งก่อน, ชักกระบี่อาญาสิทธิ์ออกมา แล้วตะโกนว่าจจะฆ่าเขาให้ตาย ก็ย่อมสามารถขู่เขาจนขี้หดตดหาย คุกเข่าขอขมาแต่โดยดี
แต่คาดไม่ถึงว่าฉู่ลู่จะแข็งกร้าวดุดันถึงเพียงนี้
ดังนั้น… ฮองเฮาจึงกลับรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาเล็กน้อย
นางไม่อยากสังหารฮ่องเต้ นี่หามิใช่เพราะมีพันธะทางใจอันใด, แต่เป็นเพราะฮ่องเต้ยังไม่มีโอรสธิดา หากสังหารไป ก็จะไร้ผู้สืบทอด ราชสำนักย่อมต้องตกอยู่ในความวุ่นวายเป็นแน่
บัดนี้ฮ่องเต้ป่วยหนักพักผ่อนอยู่ ตนเองก็ได้ว่าราชการหลังม่าน สมุหนายกและขุนนางก็ล้วนเป็นคนของตระกูลหลิ่ว อำนาจที่แท้จริงก็อยู่ในมือของนางแล้ว นางไม่มีความจำเป็นเลยที่จะหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว
แต่หากไม่ลงมือ… คนที่จะขายหน้าก็คงจะกลายเป็นตนเองเสียแล้ว
สถานการณ์พลันตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ฮองเฮายกกระบี่ค้างอยู่อย่างนั้น
จะฟันก็ไม่ฟัน จะวางก็ไม่อาจทำได้!
ดังนั้นนางจึงแอบชำเลืองมองชุนฮวา, นางกำนัลข้างกายแวบหนึ่ง อีกฝ่ายพลันเข้าใจทันที
นางโผเข้ามา… กอดเอวของฮองเฮาแล้วร้องไห้คร่ำครวญ
“อย่าเลยเพคะ ฮองเฮา อย่าเลยเพคะ! มีคำกล่าวว่าเป็นสามีภรรยากันหนึ่งวัน ผูกพันลึกซึ้งดั่งมหาสมุทร ไฉนเลยจะเข่นฆ่ากันเองได้เล่าเพคะ?”
ชุนฮวาร้องไห้ฟูมฟายราวกับจะขาดใจ เสียงร้องไห้ดังก้องไปทั่วทั้งท้องพระโรง
ฮองเฮาจึงแสร้งทำท่าสะเทือนใจ ตบศีรษะของชุนฮวาเบาๆ
“ดีแล้วชุนฮวา อย่าร้องไห้ไปเลย ข้าไม่ฆ่าแล้ว เปิ่นกงไม่ฆ่าแล้ว!”
พูดพลางก็เก็บกระบี่อาญาสิทธิ์กลับเข้าฝัก ชุนฮวาจึงยอมหยุดส่งเสียงร้องไห้
คนทั้งสองกอดกัน ทำท่าทางราวกับนายบ่าวที่รักใคร่กันยิ่ง ฉู่ลู่มองภาพนี้ มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้น
—เหอะ! ดีแต่เปลือก… ข้างในกลับกลวงโบ๋
ฮองเฮาสังเกตเห็นสายตาและรอยยิ้มของฉู่ลู่ ก็รู้สึกทั้งอับอายและโกรธจนใบหน้าแดงซ่าน
“ฮ่องเต้ อย่าคิดว่าเรื่องมันจะจบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้” ฮองเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“เจ้าฆ่าหลิ่วเฟิ่งกู รู้หรือไม่ว่านี่เจ้าก่อเรื่องใหญ่หลวงเพียงใด?”
“โอ้? จะใหญ่สักแค่ไหนกันเชียว?” ฉู่ลู่กล่าวด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ
“หลิ่วเฟิ่งกูคือคนของตระกูลหลิ่ว เจ้าคงไม่คิดหรอกนะว่าในราชสำนักนี้มีเพียงแค่นางที่เป็นคนตระกูลหลิ่ว?” ฮองเฮาแค่นเสียงเย็นข่มขู่
“ในกองทหารองครักษ์มีทั้ง หลิ่วกงชั่ว, หลิ่วอี่ฟาน, หลิ่วจงจื๋อ, หงซีเหวิน, และหงเผิง ส่วนในราชสำนักก็มีทั้ง หลิ่วคาย, ต้วนเฉิงจี่, หลิ่วเต้าฉวน, หูซานสิ่ง, และหนีจู่ฉาง
เหล่านี้ล้วนเกี่ยวดองเป็นญาติกับหลิ่วเฟิ่งกูทั้งสิ้น เจ้าสังหารหลิ่วเฟิ่งกูโดยไร้เหตุผล… ฝ่าบาท, ท่านลองเดาดูสิว่าพวกนางจะคิดอย่างไร?”
“ฟังดูแล้ว… ก็นับว่าเป็นการกระทำที่บุ่มบ่ามจริงๆ” ฉู่ลู่กล่าว
“ฝ่าบาท ท่านเข้าใจเสียแต่ตอนนี้ก็ดีแล้ว”
“ครั้งนี้ถือว่าเห็นแก่ชุนฮวาที่ช่วยขอร้องแทนท่าน เปิ่นกงจะไว้ชีวิตท่านสักครั้งก่อน และจะไปช่วยระงับเพลิงโทสะของพวกนางไว้ให้ แต่หากมีครั้งหน้าอีก! เมื่อถึงตอนนั้น...”
“เฮอะๆ ฝ่าบาท นับแต่นี้ไปท่านควรจะทำตัวให้สงบเสงี่ยมไว้จะดีกว่า!”
พูดจบ ฮองเฮาก็หันหลังเดินจากไปทันที บรรยากาศในตำหนักหย่างซินพลันผ่อนคลายลง
เสี่ยวหลี่จื่อถึงกับยกมือเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก คิดในใจว่าโชคดีที่ฮองเฮายอมถอยกลับไปในที่สุด มิเช่นนั้นคาดว่าคงได้เลือดสาดกันแน่
“ฝ่าบาท...” เสี่ยวหลี่จื่อเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“จะให้หม่อมฉันพยุงท่านกลับห้องพักผ่อนหรือไม่เพคะ?”
“อืม” ฉู่ลู่พยักหน้า
หลังจากกลับมาถึงห้องบรรทมแล้ว ฉู่ลู่ก็สั่งให้เสี่ยวหลี่จื่อถอยออกไป แล้วนอนพักผ่อนบนเตียงเพียงลำพัง
ในหัวของเขา พลันมีเสียงของสวีลี่เหนียงดังขึ้น
สวีลี่เหนียงกล่าว: “น่าประหลาดใจ... ข้านึกว่าเจ้าจะสังหารฮองเฮาเสียอีก ฉู่ลู่ นี่เจ้า...เปลี่ยนนิสัยไปแล้วหรือ?”
ฉู่ลู่: “...”
“นี่มันเป็นเพราะเจ้าล้วนๆ!” เขาตอบ
“เพียงแค่เจ้าทำตัวให้มันดีกว่านี้ ไม่ทำลายร่างกายให้มันย่ำแย่ ที่แม้แต่แรงเดินก็ยังไม่มี… ข้าจะปล่อยนางไปได้อย่างไรเล่า?”
“ถ้าเช่นนั้น ฉู่ลู่… เราต้องอดทนรอไปอีกสักพักก่อนใช่หรือไม่?” สวีลี่เหนียงถาม
“แน่นอนว่าไม่ใช่!” ฉู่ลู่กล่าวอย่างไม่ลังเล
การรักษาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บต้องใช้เวลาสองเดือน ให้อดทนรอสองเดือนนั่น… เขาทนไม่ไหวหรอก และก็ไม่มีความจำเป็นเลย
“ข้าอยากจะรู้สถานการณ์ในปัจจุบันให้ละเอียดกว่านี้ก่อน”
“เน้นไปทางด้านกองทัพ ในวังหลวงนี้ตกลงมีกองกำลังอยู่เท่าใด?”
“มีเพียงกองทหารองครักษ์กองเดียว มีประมาณสามหมื่นนายกระมัง” สวีลี่เหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ
“กองทหารองครักษ์ที่ถูกฮองเฮาแทรกซึมนะหรือ?” ฉู่ลู่ขมวดคิ้วถาม
“ถ้าเช่นนั้นในกองทัพนี้ ยังมีคนที่ฟังคำสั่งเจ้าอยู่กี่คน?”
“ก็เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งกระมัง” สวีลี่เหนียงตอบ
“ข้าว่าแล้วว่าต้องไม่… หา!?” ฉู่ลู่อดที่จะอุทานออกมาไม่ได้
“เจ้าพูดว่าเท่าใดนะ?!”
“ครึ่งหนึ่ง…”
“ครึ่งหนึ่ง? มีครึ่งหนึ่ง!?” ฉู่ลู่ทำสีหน้าราวกับไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
“เดี๋ยวนะ เจ้า... มีกองทัพอยู่ในมือตั้งครึ่งหนึ่ง ทำไมเจ้าถึงยังตกอยู่ในสภาพน่าอนาถเช่นนี้ได้?”
เดิมทีฉู่ลู่ได้ยินว่าผู้บังคับบัญชาทหารองครักษ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของฮองเฮา ทั้งยังกล้านำทัพมากักขังสวีลี่เหนียง… ก็นึกว่ากองทหารองครักษ์คงตกอยู่ในมือของฮองเฮาไปนานแล้วเสียอีก
หากเป็นเช่นนั้น… คนที่ยังยอมเชื่อฟังสวีลี่เหนียง คาดว่าคงเหลือแค่หนึ่งส่วน
หรือถ้ามองในแง่ร้ายหน่อย, อาจจะไม่ถึงหนึ่งส่วนเสียด้วยซ้ำ
แต่ผลคือเจ้ากลับมาบอกข้าว่ามีตั้งครึ่งหนึ่ง!?
“ก็ช่วยไม่ได้นี่นา เพราะอีกครึ่งหนึ่งมันอยู่ในมือของตระกูลหลิ่ว อีกอย่าง… ครึ่งหนึ่งของข้า ก็ยังถูกสมุหนายกควบคุมไว้อีก, ขยับไม่ได้เลย” สวีลี่เหนียงกล่าว
ฉู่ลู่ขมวดคิ้วมุ่น ทำสีหน้าเหมือนคนแก่บนรถไฟฟ้าที่จ้องมือถือจนตาเขม็ง
—สมุหนายก? เหตุตำแหน่งนี้ถึงควบคุมกองทหารองครักษ์ของฮ่องเต้ได้? นี่มันหลักการอะไรกันวะ!?
“เจ้านี่ช่างสร้างเรื่องประหลาดใจให้ข้าได้ตลอดจริงๆ ช่างเถอะ คิดไปก็มากความ” ฉู่ลู่พึมพำกับตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ในใจของฉู่ลู่ก็ผ่อนคลายลง
เพราะไม่ว่าอย่างไร… นี่ก็นับเป็นข่าวดี
เดิมทีในใจของเขามีแผนการไว้หลายแผน แต่บัดนี้ส่วนใหญ่ก็คงไม่จำเป็นต้องใช้มันแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นในตอนนี้คนในกองทหารองครักษ์ คนที่เจ้าไว้ใจได้ที่สุดคือใคร?” ฉู่ลู่ถาม
“น่าจะเป็น ‘ซูมู่หวิน’ นางเป็นรองผู้บัญชาการฝ่ายขวาของกองทหารองครักษ์ มารดาของนางคือแม่ทัพคนสนิทของมารดาข้าในตอนนั้น… ข้ากับนางก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก” สวีลี่เหนียงกล่าว
“ตกลง, เอาเป็นนางนี่แหละ”
ฉู่ลู่สั่งเสี่ยวหลี่จื่อที่อยู่หน้าประตู ให้ไปเรียกซูมู่หวินเข้าวังมา
…
ไม่นานนัก… ซูมู่หวินก็มาถึง นางคุกเข่าถวายบังคมที่ข้างเตียง จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนมองฉู่ลู่ที่ดูอ่อนแอ ในแววตามีทั้งความตกตะลึงและความโกรธแค้น
ฉู่ลู่เห็นดังนั้นก็คิดในใจ
‘ดูท่าคงเป็นขุนนางตงฉินจริงๆ สินะ’
“แม่ทัพซู… ตัวข้าเรียกเจ้ามาในวันนี้ ก็เพื่อจะถามเจ้าเพียงคำถามเดียว” ฉู่ลู่เอ่ยขึ้น
“เจ้ายินดีจะตายเพื่อข้าหรือไม่?”
ซูมู่หวินกล่าวอย่างหนักแน่นทันที
“เพื่อฝ่าบาท ต่อให้ลุยน้ำลุยไฟ ก็มิอาจปฏิเสธเพคะ!”
“ดีมาก ข้ามีเรื่องหนึ่งจะมอบหมายให้เจ้าไปทำ”
“ขอฝ่าบาทโปรดสั่งการ”
“ข้าต้องการให้เจ้ารวบรวมคนในกองทหารองครักษ์ที่ยินดีภักดีต่อข้า แล้วลอบสังหารคนที่ตระกูลหลิ่วส่งมาฝังตัวไว้ให้หมด”
ฉู่ลู่พลันกล่าวต่อ
“หลิ่วกงชั่ว, หลิ่วอี่ฟาน, หลิ่วจงจื๋อ, หงซีเหวิน, และหงเผิง รวมถึงพรรคพวกญาติสนิทของพวกนางทั้งหมดต้องตาย ข้าต้องการให้กองทหารองครักษ์ทั้งกองต้องภักดีต่อข้าเพียงผู้เดียว!”
ซูมู่หวินพลันมีสีหน้าตกตะลึง
และในหัวของฉู่ลู่ สวีลี่เหนียงก็กรีดร้องขึ้นมา
“ฉู่ลู่ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!?”
“นับแต่โบราณกาลล้วนมีธรรมเนียม, ที่ใครหมัดใหญ่กว่าคนนั้นคือผู้มีเหตุผล” ฉู่ลู่ตอบในใจ
“ที่นี่มันไม่สามารถฝึกฝนวิชาได้ พลังก็ทำได้เพียงพึ่งพาอาศัยกองทัพ, ถ้าเช่นนั้นข้าจะหาทางชิงกองทัพกลับคืนมาก่อน มันก็สมเหตุสมผลดีแล้วมิใช่หรือ?”
“แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะต้องชิงกันด้วยวิธีนี้นี่นา?” สวีลี่เหนียงกล่าว
ในยามนั้น… ซูมู่หวินก็ทูลขึ้น
“หากฝ่าบาทต้องการชิงอำนาจทางการทหารกลับคืน กระหม่อมย่อมสนับสนุนสุดกำลัง แต่หากใช้วิธีที่รุนแรงเช่นนี้… เกรงว่าจะนำมาซึ่งเภทภัยนับไม่ถ้วน เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นคงไม่มีผู้ใดสนับสนุนเป็นแน่เพคะ”
“ใช่ๆๆ” สวีลี่เหนียงก็กล่าวเสริม
“นางพูดถูก ตระกูลหลิ่วไม่มีวันยอมง่ายๆ หรอก ต้องโต้กลับแน่!”
“ไม่เป็นไร” ครั้งนี้ฉู่ลู่เอ่ยปากพูดออกมาเอง
“ขอเพียงสังหารคนที่จะคัดค้านให้หมดสิ้นเสียก่อน ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วมิใช่หรือ?”
“เอ๊ะ?” ซูมู่หวิน
“เอ๊ะ?” สวีลี่เหนียง
คนทั้งสองต่างมึนงง ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายดายและหยาบช้าเช่นนี้ด้วย
แต่ฉู่ลู่กลับยังรู้สึกว่าวิธีนี้มันยุ่งยากไปเสียด้วยซ้ำ
เขาคิดในใจว่าหากไม่ใช่เพราะร่างกายของสวีลี่เหนียงมันไร้ประโยชน์เกินไป ตนเองมีหรือที่ต้องอ้อมค้อมให้มันวุ่นวายถึงเพียงนี้
ตอนที่พูดคุยกับฮองเฮา หากดูแล้วนางไม่มีทางที่จะเลือกยอมอ่อนข้อให้ เขาคงจะสะบัดเข็มเงินออกไป ทะลวงหน้าผากของฮองเฮาทันที
แล้วก็ไปยังบ้านเกิดของนาง ล้างบางให้สิ้นซาก จากนั้นก็ไปเอาบัญชีตระกูลมา, ไล่ตามเก็บทีละคน สังหารทุกคนที่เกี่ยวดองให้หมดสิ้น
เช่นนั้นเรื่องที่จะโดนโต้กลับ... ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเลย
จากการที่สวีลี่เหนียงเป็นธิดาเอกของฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ แต่กลับเป็นฮองเฮาที่สามารถกุมอำนาจในราชสำนักไว้ได้นั้น, มันก็เป็นเพราะนางมันไร้ประโยชน์เกินไป…
การมีกองทัพถึงครึ่งหนึ่งที่ยังเชื่อฟังสวีลี่เหนียงอยู่ ก็พอจะดูออกแล้วว่านางมีรากฐานที่แน่นหนามากทีเดียว
น่าเสียดายที่เพราะร่างกายนี้มันอ่อนแอ… อย่าว่าแต่ล้างบางเลย, แม้แต่แรงจะเดินไปถึงหน้าประตูก็ยังลำบาก ดังนั้นฉู่ลู่จึงทำได้เพียงล่าถอยมาหนึ่งก้าว ให้คนอื่นช่วยเขาสังหารแทน
“หนึ่งวัน” ฉู่ลู่ชูนิ้วขึ้น
“ขอเพียงชิงกลับมาได้ภายในหนึ่งวัน ก็จะสามารถจัดการปัญหาได้ทั้งหมด”
สวีลี่เหนียงนิ่งเงียบไป…
นางคิดว่าสถานการณ์ทางฝั่งนางนั้นเลวร้ายมาก ไม่เหมือนฝั่งของลั่วชิงเตี๋ยที่สถานการณ์ดีกว่า สามารถออกอาละวาดได้ตามใจชอบ
ดังนั้นต่อให้เป็นฉู่ลู่… เขาเองก็คงจะยอมใช้วิธีที่สงบเสงี่ยม
แต่นางคิดผิด นางประเมินความเหนือโลกของฉู่ลู่ต่ำเกินไป
“แต่... นี่มัน...” ซูมู่หวินก็พูดตะกุกตะกัก
ซูมู่หวินมิใช่คุณหนูในห้องหอ, นางเคยไปชายแดนลงสนามรบ เข่นฆ่าศัตรูมานับครั้งไม่ถ้วน เรียกได้ว่าเป็นคนจริงคนหนึ่ง คุ้นชินกับการนองเลือดมานานแล้ว
แต่ถึงกระนั้น… เมื่อได้ยินวาจาอันแผ่วเบาของฉู่ลู่นี้ ก็ยังถูกทำให้ตกใจจนเหม่อลอย
—แปลกจริง ฮ่องเต้ที่เก็บตัวอยู่ในวัง ไฉนดูเหมือนจะเหี้ยมเกรียมกว่าข้าเสียอีก?
“เจ้าทำไม่ได้หรือ?” ฉู่ลู่เลิกคิ้วขึ้น
ซูมู่หวินสะดุ้งเฮือก! นางเหลือบมองสีหน้าอันเด็ดเดี่ยวและเย็นชา รวมถึงใบหน้าที่ซีดเผือดของฉู่ลู่อีกครั้ง
พลันก็ตัดสินใจได้ในที่สุด…
“กระหม่อมจะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง ไม่ทำให้ท่านผิดหวังเป็นอันขาดเพคะ!”
“ดีมาก… เจ้าถอยไปได้ ข้าจะรอข่าวดีจากเจ้า”
ซูมู่หวินจากไปด้วยสีหน้ามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
“ฉู่ลู่… ทำเช่นนี้มันคงจะไม่ดีจริงๆ หรอกใช่ไหม?” สวีลี่เหนียงท้วงอย่างกังวล
“ต่อให้เป็นฮ่องเต้ ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครกล้าจะสังหารหมู่เช่นนี้มาก่อน”
“เจ้าเคยได้ยินชื่อ ‘จูหยวนจาง’ หรือไม่?”
“หา? ใครนะ?”
“คนจริงคนหนึ่ง… ที่ทำการสังหารหมู่อยู่เป็นประจำ”
“ฉู่ลู่… ถ้าเจ้าไม่ฟังข้า งั้นเราไปที่กลุ่มแชท, ให้คนอื่นช่วยตัดสินดีกว่าไหม?”
“...ก็ได้”
พวกนางเปิดกลุ่มแชท เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เหล่าตัวกวนในกลุ่มก็เริ่มปรึกษากัน
ฮวาหงเหลียน: “นี่มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ เล่นล้างบางกันเลย มันจะไม่ไร้คุณธรรมไปหน่อยหรือ?”
ลั่วชิงเตี๋ย: “เป็นสไตล์ฉู่ลู่จริงๆ นะ”
จู้ซานหลิน: “ง่ายและหยาบช้าเหมือนครั้งก่อนไม่มีผิด แต่ครั้งนี้สถานการณ์มันซับซ้อนกว่ากันเยอะเลยนี่?”
หลิวหรูเยว่: “รู้สึกว่าไม่เหมาะสมเท่าไหร่”
สวีลี่เหนียง: “เห็นไหมล่ะ ทุกคนยังไม่เห็นด้วยเลย”
เหล่ายัยบ๊องก็ต่างกล่าวว่า: “ยังไงก็ควรจะคิดหากลอุบายที่สูงส่งกว่านี้หน่อยนะ?”
ฉู่ลู่คาดการณ์เรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีสีหน้าสงบนิ่ง: “ข้าขอถามคำเดียว…”
ฉู่ลู่: “นี่คือโลกที่ฮองเฮาสามารถเอากระด้งมาใส่ร้ายพระสนมได้… ทั้งยังกล้าเอากระบี่อาญาสิทธิ์มาฟันฮ่องเต้, ทรมานฮ่องเต้ได้ตามใจชอบ เหล่าอ๋องที่ยกทัพมาขจัดภัยใกล้เบื้องยุคลบาท ก็ถูกคำพูดประโยคเดียวไล่กลับไปได้
ข้าถามหน่อยเถอะ… ว่ากลอุบายแบบใดกัน ที่นับเป็นกลอุบายอันสูงส่งในโลกใบนี้น่ะ?”
ฮวาหงเหลียน: “...”
ลั่วชิงเตี๋ย: “...”
จู้ซานหลิน: “...”
หลิวหรูเยว่: “...”
สวีลี่เหนียง: “ทำไมพวกเจ้าถึงเงียบไปล่ะ? นี่มันก็เป็นเรื่องปกติทั้งนั้น? นั่นกระบี่อาญาสิทธิ์นะ ข้าจะไปต่อต้านมันได้อย่างไร!? เหล่าอ๋องที่จากไปก็เป็นเพราะถูกหลอก ไม่อยากแบกชื่อว่าเป็นกบฏหรอก!”
จู้ซานหลิน: “เอ่อ... เรื่องอื่นช่างมันเถอะ แต่ไอ้คำว่า ‘ขจัดภัยใกล้เบื้องยุคลบาท’ นี่… มันคืออีกชื่อเรียกของการกบฏหรือ?”
สวีลี่เหนียง: “?”
ฉู่ลู่กล่าวสรุปในยามนั้น: “ดังนั้น! แทนที่จะมัวเสียเวลาคิดเรื่องไร้สาระ สู้ใช้วิธีที่ง่ายและหยาบช้าที่สุดย่อมเหมาะสมกว่ามิใช่หรือ?”
ฮวาหงเหลียน: “มีเหตุผล”
ลั่วชิงเตี๋ย: “มีเหตุผล”
จู้ซานหลิน: “มีเหตุผล”
หลิวหรูเยว่: “เหมือนข้างบน”
ฉู่ลู่: “ดีมาก! ห้าต่อหนึ่ง… ข้าชนะ! สวีลี่เหนียงแพ้!”
สวีลี่เหนียง: “เอ๊ะๆๆๆๆ!”