- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 31 สะสางปัญหาในสำนัก
บทที่ 31 สะสางปัญหาในสำนัก
บทที่ 31 สะสางปัญหาในสำนัก
ห้าวันต่อมา
ในยามเช้า… ฉู่ลู่ผ่อนลมหายใจพรืดยาว แม้ร่างจะชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ แต่สีหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง
หลังจากฝึกฝนอย่างหนักติดต่อกันห้าวันเต็มโดยไม่หยุดพัก เขาก็เชี่ยวชาญ «เคล็ดมายาเร้น» ขั้นพื้นฐานแล้ว ตราบใดที่เตรียมการล่วงหน้า เขาก็จะไม่ล้มเหลวอีก
แม้ว่าประสิทธิภาพในการล่องหนจะยังไปไม่ถึงขั้นไร้ร่องอยโดยสิ้นเชิง และยังคงมีช่องโหว่ปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะรับมือกับคนเหล่านั้นแล้ว
ฉู่ลู่ไปชำระล้างร่างกาย ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังสำนักหมัดเหล็ก
…
ณ เมืองชิงเฟิง, สำนักหมัดเหล็ก
ที่นั่นคือเรือนสี่ประสานหลังหนึ่งที่ดูเรียบง่าย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม ประตูใหญ่ของเรือนสร้างจากไม้เนื้อแข็งหนาทึบ บนบานประตูประดับด้วยห่วงทองแดงรูปหมัดเหล็กหนึ่งคู่
เมื่อเดินเข้าประตูใหญ่มา จะพบกับลานด้านหน้าอันกว้างขวาง พื้นปูด้วยแผ่นหินสีเขียวสะอาดสะอ้าน สองข้างลานปลูกต้นสนเขียวอันแข็งแกร่งทนทานไว้หลายต้น ช่วยเพิ่มชีวิตชีวาและความขรึมขลังโบราณให้กับเรือนทั้งหลังได้ไม่น้อย
ส่วนด้านหลังคือลานประลองยุทธ์ขนาดกว้างใหญ่ ในลานมีลูกตุ้มหิน หุ่นไม้ และอุปกรณ์ฝึกฝนอื่นๆ วางอยู่
ในยามปกติ… ที่นี่มักจะมีกลุ่มคนหนุ่มเปลือยท่อนบนฝึกวิชาหมัดจนเหงื่อท่วมกาย
แต่ทว่าวันนี้ คงเป็นเพราะการประชุมครั้งนี้สำคัญเกินไป เถี่ยจ้านสยงจึงสั่งให้ศิษย์ในสำนักหมัดเหล็กออกไปก่อน ยามนี้เรือนสี่ประสานจึงเงียบสงัด
ในห้องโถงใหญ่ เจ้าสำนักสำนักมีดบิน: จ้าวหลีฮวา, เจ้าสำนักกระบี่ชิงเฟิง: หลี่ยี้เฟิง, นักพรตสุนัขป่า และเถี่ยจ้านสยง ต่างก็มารวมตัวกันพร้อมหน้าแล้ว
ยามนี้ทุกคนต่างนิ่งเงียบ ดูเหมือนกำลังรอการมาถึงของใครบางคน
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าแว่วดังขึ้น ฉู่ลู่ก็ค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่
ผู้คนในห้องพลันรู้สึกตื่นตัวขึ้นมา ต่างมองฉู่ลู่ที่เดินเข้ามาด้วยแววตาซับซ้อน
มีทั้งความประหลาดใจ, ความโลภ, ความคลางแคลง และความกระหายอยากจะลองดี
จากนั้นคนทั้งสี่ก็สบตากัน ราวกับได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างกันได้ลับๆ แล้วจ้าวหลีฮวาผู้ขมวดคิ้วมุ่นก็เป็นผู้เปิดปากก่อน
“นี่มันมิใช่ศิษย์ของสำนักชีเสวียนดอกหรือ? ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามา? อาจารย์ของเจ้าเล่า?
“เจ้าเฒ่านั่นไม่รู้หรือไรว่าควรสอนศิษย์อย่างไร? ที่นี่คือสถานที่ที่เจ้าสำนักเขาประชุมกัน ใช่ที่ที่เจ้าคู่ควรจะเข้ามาหรือ? ยังไม่รีบไสหัวออกไปอีก!”
เมื่อฉู่ลู่ได้ยินคำพูดนั้น มีหรือที่จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่
คัมภีร์วิชาสำเร็จแล้ว เขาก็ขี้เกียจจะพูดไร้สาระกับคนกลุ่มนี้อีก จึงกล่าวออกไปตรงๆ
“หลี่เสวียนเฟิงตายแล้ว ข้าคือเจ้าสำนักชีเสวียนคนปัจจุบัน”
“หืม?” จ้าวหลีฮวาทำสีหน้าประหลาดใจ
“เขาตายแล้ว? ตายอย่างไร?”
“พอได้แล้ว พวกท่านจะแสร้งเล่นละครตบตากันไปใย?” ฉู่ลู่เห็นนางยังเสแสร้งอยู่ ก็กล่าวตัดบททันที
“หลี่เสวียนเฟิงตายด้วยน้ำมือข้า แต่เขาตายอย่างไรกันแน่พวกท่านก็ไม่รู้แน่ชัด ดังนั้นจึงจัดการประชุมบ้าๆ นี่ขึ้นมาเพื่อจะหยั่งเชิงข้า”
“และหากข้าฝีมือไม่ถึง ก็จะร่วมมือกันฮุบสำนักชีเสวียนเสีย หากข้าพอมีฝีมืออยู่บ้าง ก็จะแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกท่านมีแผนการเช่นนี้ใช่หรือไม่?”
เมื่อสิ้นวาจานี้ ทุกคนต่างฉายสีหน้าประหลาดใจ
การที่ฉู่ลู่สามารถเดาแผนการของพวกเขาออกนั้น ไม่ได้ทำให้พวกเขาประหลาดใจ แต่การที่เขากล้าพูดมันออกมาตรงๆ นี่สิ ที่อยู่เหนือความคาดหมายของพวกเขา
แต่ทุกคนต่างล้วนเป็นผู้ที่คร่ำหวอดในยุทธภพ จึงสบตากันเพียงสองสามที ก็ปรับแผนกันใหม่
“เจ้าเด็กน้อยนี่ก็มีสมองอยู่เหมือนกัน” จ้าวหลีฮวาแค่นเสียงเย็นชา
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็มาพูดกันตรงๆ ดีกว่า แต่เจ้าเดาถูกเพียงครึ่งเดียว พวกเราไม่เคยคิดเลยว่าจะปล่อยให้มันจบลงโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น…”
“เจ้ามีพลังฝีมือแค่ไหนกัน? ถึงจะคู่ควรมานั่งเสมอภาคกับพวกเรางั้นหรือ? เจ้ายอมยกสำนักมาแต่โดยดี ข้าก็ยังพอจะหาตำแหน่งดีๆ ให้เจ้าในสำนักได้ มิเช่นนั้น เหอะๆ...”
ฉู่ลู่มองนาง
“ตอนที่บุตรชายเจ้าสำนักหมัดเหล็ก—เถี่ยหลิงเฟิงมาเชิญข้า เคยกล่าวไว้ว่าในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรยึดถือผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ ข้าก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง”
“ดังนั้นท่านจ้าว… พวกเรามาประลองกันสักยกดีหรือไม่ เพื่อดูว่าข้าคู่ควรหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินวาจานี้ จ้าวหลีฮวาก็หัวเราะลั่น คนที่เหลือก็พากันหัวเราะตาม ในเสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความดูแคลน
จ้าวหลีฮวาแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก
“เจ้าเด็กเหลือขอ นี่เจ้ากล้าดีเกินไป หรือว่ากำลังดูถูกข้าผู้นี้กันแน่? ดี! ขอข้าได้เห็นฝีมือของเจ้าหน่อยเถอะ!”
ในฐานะเจ้าสำนักสำนักมีดบิน ฝีมือทั้งมวลของจ้าวหลีฮวาย่อมต้องอยู่บนมีดบินของนาง
สิ้นเสียงพูด—นิ้วพลันขยับไหว
ดูเหมือนกำลังจะออกกระบวนท่า แต่ร่างของฉู่ลู่กลับหายวับไปในบัดดล...
เขาได้ใช้ «เคล็ดมายาเร้น» แล้วนั่นเอง
จ้าวหลีฮวาตกใจหน้าถอดสี พยายามอย่างสุดกำลังที่จะมองหาร่างของฉู่ลู่
แต่คัมภีร์วิชาชั้นยอดถึงเพียงนี้ มีหรือที่จ้าวหลีฮวาจะมองทะลุได้?
ที่ด้านหลังของจ้าวหลีฮวา พลันร่างของฉู่ลู่ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง! ในมือของเขามีกริชเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น จ่ออยู่ที่ลำคอของอีกฝ่าย
ปลายกริชคมปักทะลุผิวหนังเข้าไป โลหิตสายเล็กไหลซึมออกมา!
จ้าวหลีฮวาตัวสั่นสะท้าน นางไม่กล้าแม้แต่จะโคจรพลังต้านทาน เพราะกลัวว่าจะไปยั่วยุฉู่ลู่
คนสองคนที่อยู่ในขอบเขตพลังเดียวกัน ในสถานการณ์ที่จุดตายถูกอีกฝ่ายกุมไว้เช่นนี้ ย่อมไม่มีทางรอดไปได้เลย
นางสีหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองจะพ่ายแพ้ง่ายดายเช่นนี้
ขณะที่กำลังจะอ้าปากร้องขอชีวิต ฉู่ลู่กลับเร่งพลังฟันออกไปทันที ตัดศีรษะของจ้าวหลีฮวาจนขาดสะบั้น
ศีรษะที่ยังมีสีหน้าตื่นตะลึงและหวาดกลัวตกกลิ้งลงบนพื้น
ฉู่ลู่ทำราวกับว่าเพิ่งฆ่าสุนัขไปตัวหนึ่ง บนใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
เขาหันกลับไปมองคนที่เหลือ
“ทุกท่านเห็นว่าวิชาของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
คนที่เหลือมีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างที่สุด ในแววตายังฉายแววหวาดกลัวเจืออยู่ด้วย
ก่อนที่ฉู่ลู่จะลงมือ พวกเขายังคิดว่าจ้าวหลีฮวาจะชนะใสๆ เสียอีก
ท้ายที่สุด… ตามข่าวที่ได้มา พลังฝีมือที่เปิดเผยของฉู่ลู่มีเพียงระดับก่อเกิดปราณขั้นกลาง
ต่อให้มีปิดบังซ่อนเร้น อย่างมากก็แค่ระดับก่อเกิดปราณขั้นปลาย… และการที่สังหารหลี่เสวียนเฟิงได้ ย่อมต้องอาศัยเล่ห์เหลี่ยมสกปรก
หากต้องมาต่อสู้กันซึ่งหน้าเช่นนี้ ย่อมต้องอ่อนหัดไร้ซึ่งพิษสง…
แต่คาดไม่ถึงว่าฉู่ลู่จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!
“วิชาล่องหนซ่อนตัวของเจ้าสำนักฉู่นี้ นับว่าร้ายกาจโดยแท้” เถี่ยจ้านสยงแห่งสำนักหมัดเหล็กกล่าวขึ้นก่อน
“ท่านได้พิสูจน์ฝีมือของตนแล้ว มีคุณสมบัติที่จะยืนเคียงข้างพวกเราอย่างแน่นอน”
“ถูกต้อง ถึงขั้นอยู่เหนือกว่าข้าเสียอีก ข้าผู้เฒ่าขอคารวะ”
คนที่เหลือต่างพยักหน้าเห็นพ้อง
ศีรษะของจ้าวหลีฮวากลิ้งอยู่อย่างเดียวดาย ไม่มีผู้ใดเหลียวแลแม้แต่น้อย
แต่ฉู่ลู่ยังไม่พอใจ เขามองคนเหล่านี้แล้วกล่าวว่า
“ยืนเคียงข้างกัน... แค่นั้นหรือ?”
คนเหล่านี้ชะงักไป แล้วก็เข้าใจความหมายของฉู่ลู่ในทันที พลันสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ถ้าหากข้าต้องการเป็นใหญ่ในเมืองชิงเฟิงแห่งนี้ พวกท่านจะต่อต้านหรือ?”
ใบหน้าของเหล่าเจ้าสำนักพลันมืดครึ้มลง
สำนักที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา… บ้างก็เป็นน้ำพักน้ำแรงทั้งชีวิตของตน บ้างก็เป็นสิ่งที่คนหลายรุ่นสร้างกันมา จะให้ยอมยกให้คนอื่นง่ายๆ ได้อย่างไร?
เถี่ยจ้านสยงแค่นเสียงเย็นชา
“วิชาของเจ้าแม้จะร้ายกาจ แต่ก็ยังไม่นับว่าไร้เทียมทาน อย่าลำพองให้มากนัก
“ข้ามีเกราะประจำตัว แค่กริชเล่มเล็กในมือเจ้า… ต่อให้ข้ายืนนิ่งๆ ให้เจ้าแทง เจ้าก็ฆ่าข้าไม่ตายหรอก!”
นักพรตสุนัขป่าก็กล่าวเสริม
“ข้าฝึกฝน «เคล็ดเสวียนอิน» เมื่อรุกก็ใช้ไอเย็นกัดกร่อนศัตรู ทำให้ร่างกายแข็งทื่อ เคลื่อนไหวเชื่องช้า เมื่อถอยก็ใช้ป้องกัน สร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาต้านได้… ต่อให้เจ้าเข้ามาถึงตัวข้า ก็ไม่แน่ว่าจะทำร้ายข้าได้”
ฉู่ลู่เพียงยิ้มเล็กน้อย
“ข้าไม่มีเจตนาจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่ท่านทั้งสองกล่าวมานั้นเป็นจริงหรือเท็จ ข้าเพียงอยากถามพวกท่านสักสองสามคำถาม”
ร่างของฉู่ลู่พลันหายไปอีกครั้ง มีเพียงเสียงที่ดังก้องอยู่ในห้องโถง
“หากข้าจะจากไปเสียตอนนี้ ใครจะรั้งข้าไว้ได้?”
เหล่าผู้นำแค่นเสียงเย็น คิดว่าฉู่ลู่กลัวแล้ว
“และหากในวันหน้าข้าหาโอกาสลอบเข้าไปในสำนักของพวกท่าน ไปเยือนถึงข้างเตียงนอนท่าน ใครเล่าจะล่วงรู้?”
รอยยิ้มของเหล่าผู้นำพลันแข็งทื่อ และเข้าใจความหมายของฉู่ลู่ในทันที
ฉู่ลู่กล่าวต่อ:
“ไม่ว่าจะมีเกราะวิเศษหรือคัมภีร์วิชาลับไหนก็ตาม… แต่พวกท่านจะระแวดระวังตัวอยู่ทั้งวันทั้งคืนไปอีกหลายสิบปี ไม่เผยช่องโหว่ออกมาแม้แต่น้อยได้หรือ?”
บนหน้าผากของเหล่าผู้นำพลันผุดเหงื่อเย็นขึ้นมา รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แล่นวาบขึ้นมาจากแผ่นหลัง ราวกับมีใครบางคนกำลังถือกริชยืนอยู่ที่นั่นอย่างไรอย่างนั้น
ร่างของฉู่ลู่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เขาอยู่ที่หน้าประตู
เขามองทุกคน แล้วกล่าวว่า
“ข้าขอถามอีกครั้ง นับแต่นี้ไปเมืองชิงเฟิงจะยึดข้าเป็นใหญ่ ใครมีปัญหาหรือไม่?”
เหล่าเจ้าสำนักต่างมองหน้ากัน ต่างก็เห็นแววหวาดกลัวและยอมจำนนในสายตาของกันและกัน
จากนั้น… พวกเขาก็ค่อยๆ ลุกจากเก้าอี้ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฉู่ลู่