- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 23 หลบได้เร็วทีเดียว
บทที่ 23 หลบได้เร็วทีเดียว
บทที่ 23 หลบได้เร็วทีเดียว
ฉู่ลู่พินิจพิเคราะห์คนที่อยู่เบื้องหน้า เขาสวมอาภรณ์ยาวสีขาวจันทร์เรียบง่ายหนึ่งชุด เอวคาดทับด้วยสายคาดสีดำประดับหยก
ใบหน้าของเขาคมคาย โครงหน้าชัดเจน ดวงตาลึกล้ำแฝงไว้ซึ่งอำนาจ แม้หางตาจะมีริ้วรอยละเอียดอยู่บ้าง แต่มันไม่เพียงไม่ลดทอนความสง่างามของเขา กลับยิ่งเพิ่มพูนเสน่ห์อันกร้านโลกที่สั่งสมตามกาลเวลา
ด้วยการแต่งกายเช่นนี้ ทั้งยังนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ คิดว่าคงเป็นเทียนเสวียนแล้ว
ฉู่ลู่ไม่มีใจจะพูดจาไร้สาระกับเขา พลันคิดตวัดกระบี่สังหารเขาทิ้งเสียทันที
ทว่าในยามนั้นเอง… เมื่อเผชิญหน้ากับฉู่ลู่ที่เปี่ยมด้วยจิตสังหาร
เทียนเสวียนกลับหัวเราะออกมา!
ฉู่ลู่ชะงักไป…
เขาฆ่าฝ่าดงผู้บำเพ๋็ญเพียรมาตลอดทาง หลังจากชักกระบี่ สีหน้าที่ได้เห็นล้วนมีแต่ความตื่นตระหนกหวาดกลัว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นคนที่ยังยิ้มออก
ชั่วพริบตานั้นเอง—เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังวัตรอันแข็งแกร่งที่พวยพุ่งออกมา ปกคลุมยอดเขาจินติ่งทั้งหมด แรงกดดันอันมหาศาลพลันถาโถมลงบนร่างของเขา ราวกับมีศิลาที่มองไม่เห็นกดทับอยู่
ฉู่ลู่ขมวดคิ้วคิดในใจ: ค่ายกลรึ?
และในยามนี้ รอยยิ้มบนปากของเทียนเสวียนก็ยิ่งเจิดจ้า สุดท้ายถึงกับหัวเราะลั่นกว่าเดิท
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เสียงหัวเราะอันโอหังดังก้องไปทั่วตำหนัก
“ลั่วชิงเตี๋ย เจ้าแพ้แล้ว!”
เทียนเสวียนพลันลุกขึ้นยืน ตะโกนลั่นราวกับปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นมานาน
“ข้ายอมสังเวยศิษย์นับพันของสำนัก ผู้อาวุโสอีกหลายสิบคน ก็เพียงเพื่อให้เจ้าไม่คลางแคลงใจ คิดว่าสำนักเราจนปัญญาแล้ว และก้าวเข้ามายังที่แห่งนี้โดยไม่ระวังตัว
เจ้าได้ตกเข้าสู่ค่ายกลใหญ่ ‘แดนอับจนสะกดเซียน!’ ค่ายกลนี้เมื่อเปิดใช้งาน ก็จะมีแสงสีทองสายหนึ่งปกคลุมยอดเขาจินติ่งทั้งหมด ภายในค่ายกลอนุญาตให้เข้า ไม่อนุญาตให้ออก ต่อให้เป็นระดับมหาบรรลุ ก็ยังยากจะหนีออกไปได้ในทันที ตอนนี้เจ้าก็คือเต่าในไหแล้ว!”
ฉู่ลู่ได้ยินดังนั้นก็งุนงง: แล้วค่ายกลนี้มีประโยชน์อันใด? หากหนีไม่ได้เลย ก็ยังพอจะใช้กักขังตนเองไว้ที่นี่ได้
แต่หากทำได้เพียงกักไว้ชั่วครู่ แล้วจะมีความหมายอันใด? อีกอย่างตัวเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย นี่มิใช่รนหาที่ตายหรือ?
เทียนเสวียนยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวต่อ
“ตอนนี้เจ้าอาจกำลังคิดอยู่ในใจ… ว่าหากทำได้เพียงกักไว้ชั่วครู่ แล้วค่ายกลนี้จะมีประโยชน์อันใด? อีกทั้งข้ายังพาตัวเองเข้ามาติดกับด้วย นี่มิใช่การรนหาที่ตายหรือ?”
“ก็จริง” ฉู่ลู่พยักหน้า
“เหอะๆ” เทียนเสวียนส่ายหน้า
“โง่เขลาและโอหังยิ่งนัก คิดว่าตนเองฝึกถึงระดับมหาบรรลุก็ไร้เทียมทานแล้ว เริ่มไม่เห็นผู้ใดในสายตา หารู้ไม่ว่าในใต้หล้านี้มียอดฝีมืออีกนับไม่ถ้วน แล้วเจ้าจะนับเป็นอะไร!”
“แม้แต่ข้าที่เป็นเพียงระดับผ่านด่านเคราะห์ขั้นสูงสุด เทียบกับเจ้ายังด้อยกว่าเล็กน้อย แต่การสังหารเจ้านั้นง่ายดายยิ่งนัก!”
“งั้นหรือ?” ฉู่ลู่เลิกคิ้ว
“ตลอดทางข้าสังหารระดับผ่านด่านเคราะห์ไปสิบกว่าคนแล้ว ไม่มีผู้ใดทนกระบี่เดียวของข้าได้ ท่านกับพวกเขามีสิ่งใดแตกต่างกัน?”
“ความแตกต่างมันอยู่ที่นี่!” เทียนเสวียนพลันหยิบกระจกสังหารมารออกมาจากแหวนมิติเก็บของอย่างเคร่งขรึม
มันคือกระจกสีดำอันเก่าแก่บานหนึ่ง สร้างจากทองคำดำบรรพกาล ทั่วทั้งบานส่องประกายลึกลับ…
ขอบของกระจกคมกริบดุจคมมีด แผ่ไอเย็นออกมาจางๆ ผิวกระจกราวกับสระน้ำแข็งลึกที่มองไม่เห็นก้น ทั้งเย็นเยียบทั้งใสกระจ่าง ทว่ากลับสามารถกลืนกินแสงสว่างทั้งมวลได้
“กระจกนี้มีนามว่ากระจกสังหารมาร คืออาวุธวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดที่บรรพชนของสำนักเราทิ้งไว้”
เทียนเสวียนมองกระจกสังหารมาร ในแววตาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้และเทิดทูน
“มันมีไว้สังหารเหล่ามารอสูรนอกรีต โดยเฉพาะผู้ที่ชั่วช้าสารพัด ขอเพียงในใจเจ้ามีความละอายต่อการกระทำผิดของตนเอง ต่อให้เจ้าเป็นระดับมหาบรรลุ ก็ต้องวิญญาณสลายต่อหน้ามัน!”
“ลั่วชิงเตี๋ย!” เทียนเสวียนชี้ไปที่ฉู่ลู่
“ตลอดทางที่เจ้ามา สังหารผู้บริสุทธิ์มากไปเท่าใดแล้ว? เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าตนเองไม่มีความละอายใจแม้เพียงเสี้ยวเดียว?”
ฉู่ลู่สีหน้ากระอักกระอ่วน
ข้า… ไม่มีจริงๆ!
ทว่าเทียนเสวียนเข้าใจผิด คิดว่าสีหน้าของฉู่ลู่คือความหวาดกลัว พลันยิ่งโอหังขึ้น
“ในที่สุดก็รู้จักกลัวแล้ว?” เทียนเสวียนเลิกคิ้วกล่าว
“แต่ไม่เป็นไร ข้าในฐานะผู้บำเพ็ญฝ่ายธรรมะ มิใช่ผู้ที่ชมชอบสังหารผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ แม้ศิษย์ของสำนักจะตายในมือเจ้านับไม่ถ้วน แต่ข้าก็ยังยินดีจะให้โอกาสไถ่โทษแก่เจ้า” เขากล่าวต่อ
“ขอเพียงเจ้ายินยอมลงนามสัญญารับใช้ข้า รับใช้สำนักในการรบทั่วสี่ทิศ ข้าก็ยินดีจะไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง”
ฉู่ลู่ยิ้ม…
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เจ้ามีความคิดเช่นนี้นี่เอง! ข้ายังสงสัยอยู่เลยว่าเจ้ามัวพูดจาพร่ำเพรื่ออธิบายแผนการของตนเองเพราะเหตุใด”
“ก็จริง… วันนี้พวกเจ้าตายไปมากถึงเพียงนี้ หากไม่หาวิธีเติมกำลังรบโดยเร็ว การเสื่อมถอยย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงได้ มิน่าเล่าเจ้าถึงอยากจับข้าไปเป็นทาส”
“ก็เป็นเช่นนั้น” เทียนเสวียนก็ไม่แก้ตัว กลับกล่าวอย่างมีเหตุผล
“ข้ากำจัดตัวหายนะเช่นเจ้าเพื่อฝ่ายธรรมะแห่งใต้หล้า ต้องจ่ายค่าตอบแทนอันแสนสาหัส ย่อมสมควรได้รับผลประโยชน์บ้าง!”
“แต่เจ้าก็มิต้องกังวล อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นสำนักฝ่ายธรรมะ กระทำการอย่างเปิดเผยย่อมไม่อาศัยสัญญาข้ารับใช้มาเหยียดหยามเจ้า!”
“ข้าจึงยินดีที่จะผูกเป็นคู่บำเพ็ญ… ให้เจ้ากำเนิดทายาท และข้าจะช่วยปิดบังไม่ให้คนนอกล่วงรู้ความจริง!”
ยามกล่าววาจานี้ เทียนเสวียนทำท่าทางราวกับตนเองได้เสียสละอย่างใหญ่หลวง ทำเอาฉู่ลู่ที่ฟังถึงกับตะลึง
“เชี่ย!” ฉู่ลู่กล่าวในใจกับลั่วชิงเตี๋ย
“หมอนี่ไม่เพียงอยากให้เจ้าไปตีศัตรูของมันในตอนกลางวัน ยังอยากให้เจ้าไปตี ‘น้องชาย’ ของมันในตอนกลางคืน พวกสำนักฝ่ายธรรมะล้วนมีนิสัยเช่นนี้หรือ?”
ลั่วชิงเตี๋ย: “...”
“เป็นอย่างไร? ข้าเสียสละใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ เพียงพอที่จะพิสูจน์ความจริงใจของข้าแล้ว”
ในดวงตาของเทียนเสวียนฉายประกายความโลภออกมาวูบหนึ่ง
“เจ้าจะตกลงหรือไม่?”
ฉู่ลู่ส่ายหน้า: “ขออภัย ข้าไม่สนใจ”
บนใบหน้าของเทียนเสวียนพลันฉายประกายความโกรธวูบหนึ่ง
“โง่เง่าสิ้นดี! มาถึงป่านนี้แล้วยังไม่รู้จักสถานการณ์! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ไปตายเสียเถิด!”
เทียนเสวียนไม่ลังเลอีก เขายกกระจกสังหารมารขึ้น โคจรพลังวัตรเพื่อปลุกมัน!
แต่พลันมีไอเย็นสายหนึ่งก็จู่โจมเข้ามา ในใจเทียนเสวียนเกิดสัญญาณเตือนภัยดังลั่น หยุดการโจมตีโดยสัญชาตญาณ เบี่ยงตัวหลบไปทางซ้าย!
เพียงชั่วพริบ… แขนขวาท่อนหนึ่งก็ลอยขึ้น!
เทียนเสวียนสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย มองหัวไหล่ขวาที่ว่างเปล่าของตนเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกกึ่งสงสัย
“โอ้?” ฉู่ลู่เองก็ประหลาดใจเล็กน้อย
“ระดับผ่านด่านเคราะห์ขั้นสูงสุดก็นับว่าร้ายกาจอยู่บ้าง หลบได้จริงด้วย…”
“เจ้า... เจ้า... เจ้ากล้า!” เทียนเสวียนโกรธอย่างที่สุด แต่จากนั้นก็เผยรอยยิ้มเย็นออกมา
“เหอะ! เจ้าคงไม่คิดว่าอาศัยการลอบโจมตีแล้วจะหยุดข้าไม่ให้ใช้กระจกสังหารมารได้หรอกนะ! ไร้เดียงสา!”
ฉู่ลู่: “หา? เปล่า! ข้าก็แค่อยากฆ่าเจ้าตามปกติเท่านั้น”
แต่เทียนเสวียนคิดว่าฉู่ลู่กำลังปากแข็ง จึงหัวเราะอย่างดูแคลน
“เจ้าคิดว่าข้าไม่คิดถึงสถานการณ์เช่นนี้หรือ! เหล่าผู้อาวุโส… มาช่วยข้าอีกแรง!”
ชั่วพริบตาต่อมา ผู้บำเพ็ญที่มีท่วงทีดุจเซียนหลายสิบคนก็พุ่งขึ้นมาเต็มท้องฟ้า อัดแน่นจนเต็มขอบเขตการมองเห็นของฉู่ลู่
ผู้บำเพ็ญเหล่านี้มีกำลังแข็งแกร่ง ขอบเขตที่ต่ำที่สุดล้วนเป็นระดับแปรเปลี่ยนเทพขั้นสูง
ทำเอาฉู่ลู่ยิ่งประหลาดใจยิ่ง
สำนักนี้ตกลง… มีคนเท่าใดกันแน่?