- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 24 ไร้ประโยชน์
บทที่ 24 ไร้ประโยชน์
บทที่ 24 ไร้ประโยชน์
ขณะที่ผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งพุ่งเข้าใส่ฉู่ลู่ ร่างของเทียนเสวียนก็ทะลวงกำแพงตำหนักของตนหนีออกไป
เทียนเสวียนมิใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าลำพังแค่ผู้อาวุโสหลายสิบคนไม่อาจสร้างโอกาสให้ตนเองได้ เป้าหมายของเขาคือการใช้กระจกสังหารมารต่างหาก
กระจกสังหารมารนั้นรวดเร็วอย่างยิ่ง ขอเพียงมีช่องว่างเพียงชั่วพริบตา ก็เพียงพอที่จะให้เขาโจมตีลั่วชิงเตี๋ยได้
แม้ว่าอานุภาพหลักของ ‘ค่ายกลแดนอับจนสะกดเซียน’ คือการกักขัง ไม่ให้ผู้ใดหนีออกจากค่ายกลได้ แต่ก็ยังแฝงความสามารถในการพันธนาการศัตรู… ทำให้ขยับเขยื้อนไม่ได้อีกด้วย!
แม้ความสามารถนี้จะค่อนข้างด้อย แต่หากเดินพลังเต็มที่ก็สามารถเพิ่มอานุภาพให้รุนแรงขึ้นเป็นร้อยเท่าได้เช่นกัน ถึงเวลานั้น… ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับมหาบรรลุ ก็ยังสามารถควบคุมไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง
เพียงแต่การจะเดินพลังเต็มที่นั้นต้องใช้เวลาเตรียมการชั่วครู่ และยังจะทำให้ค่ายกลเป็นอัมพาตชั่วคราว
เทียนเสวียนจัดเตรียมผู้อาวุโสหลายสิบคนนั้นไว้ ก็เพียงเพื่อช่วงชิงเวลาเตรียมการอันน้อยนิดนี้
…
ภายในตำหนักเทียนเสวียน
เหล่าผู้อาวุโสรู้ดีถึงภารกิจของตนเอง ดังนั้นทุกคนจึงยอมเผาผลาญชีวิตโดยไม่ลังเล เพื่อแลกกับพลังขั้นขีดสุด ยามที่พวกเขามองฉู่ลู่ แววตาล้วนเต็มไปด้วยความเคียดแค้นสุดขีด
คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญรุ่นก่อนที่อายุมากแล้ว ปลีกตัวบำเพ็ญเพียรมาเนิ่นนาน
เทียนเสวียนไปลากพวกเขาทั้งหมดออกมา ทั้งยังปิดบังแผนการชั่วร้ายของตน… วางแผนใส่ร้ายและปล่อยข่าวลือเพื่อสังหารลั่วชิงเตี๋ย บอกพวกเขาเพียงว่าลั่วชิงเตี๋ยได้เข้าสู่วิถีมารแล้ว ไม่เพียงสังหารสำนักกระบี่ถามไถ่ แต่ยังจะมาสังหารสำนักเซียนเทียนเสวียนอีก
ดังนั้นพวกเขาจึงเกลียดชังฉู่ลู่เข้ากระดูก
“กระบี่มังกรทองสมุทรม่วง!”
“วายุอเวจีอุดรทมิฬ!”
“อัคคีสุริยันยิ่งใหญ่!”
เปิดฉากด้วยคาถาสามสายที่จู่โจมมาจากสามทิศทาง
ฉู่ลู่ตวัดเพียงกระบี่เดียว... กระบี่มังกรพลันหักสะบั้น วายุปีศาจพลันสลาย อัคคีสวรรค์พลันดับลงไปต่อหน้า
ก่อนที่จะฟันร่างคนทั้งสามขาดเป็นสองท่อน!
คนทั้งสามเพิ่งจะล้มลง… แต่คนที่อยู่ข้างหลังก็ถาโถมเข้ามาอีก
ในกลุ่มคนเหล่านี้… บริเวณหลังสุดมีสี่คนยืนประจำตำแหน่ง ไม่ได้รุกมาข้างหน้า พวกเขาคือสี่คนที่มีระดับพลังสูงสุดในกลุ่ม
พวกเขามองดูเหล่าสหายร่วมสำนักที่ดาหน้าเข้าไปตาย ขอบตาก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมา
แม้จะเป็นยอดฝีมือระดับผ่านด่านเคราะห์ และเชี่ยวชาญคาถาล้ำลึกเพียงใด แต่หากต้องการปลดปล่อยอานุภาพที่แข็งแกร่งที่สุด ก็ล้วนต้องใช้เวลาเตรียมการชั่วครู่
พวกเขาก็ไม่ต่างกัน... การจะใช้วิชาคาถาที่ตนเองถนัดและทรงพลังที่สุด อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสามห้วงลมหายใจ
สหายร่วมสำนักเหล่านั้นกำลังใช้ชีวิตของตนเองเพื่อช่วงชิงเวลาหายใจอันล้ำค่านี้ให้แก่พวกเขา
สามห้วงลมหายใจ... สองห้วงลมหายใจ... หนึ่งห้วงลมหายใจ...
ถึงเวลาแล้ว!
ดวงตาของคนทั้งสี่พลันวาบประกายแสงสีทองขึ้นพร้อมกัน
ผู้บำเพ็ญทิศใต้ร่ายรำสองมือ ปากพร่ำท่องคาถา…
ในชั่วพริบตา! บนท้องฟ้าก็ปรากฏลูกไฟขนาดมหึมาเก้าลูก ร้อนแรงราวกับสุริยันตก ตำหนักเทียนเสวียนทั้งหลังถึงกับหลอมละลายภายใต้อุณหภูมิอันสูงยิ่งนี้!
ผู้บำเพ็ญทิศเหนือประสานอินมือเดียว ไอเย็นสุดขั้วสายหนึ่งพวยพุ่งจากฝ่ามือ…
ทันใดนั้น! ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรู้สึกราวกับร่างกายถูกแช่แข็ง โลหิตแลชีพจรพลันดับสิ้น
ผู้บำเพ็ญทิศตะวันตกโบกมือเบาๆ มิติโดยรอบพลันเกิดระลอกคลื่น…
ภาพมายานับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า บ้างเป็นอสูรร้ายน่าสะพรึง บ้างเป็นเทพเซียนผู้งดงาม และบ้างก็เป็นญาติสนิทที่ล่วงลับ!
ผู้บำเพ็ญทิศตะวันออกสูดลมหายใจลึก ก่อนพ่นลมวิญญาณไร้รูปสายหนึ่งออกมา…
ลมวิญญาณนี้ดูภายนอกอ่อนโยน แต่กลับสามารถทะลวงดวงจิตโดยตรงได้!
คนทั้งสี่ตะโกนลั่นพร้อมกัน!
“คาถาเก้าสุริยันแผดเผานภา!”
“เคล็ดวิชาน้ำแข็งทมิฬแยกปฐพี!”
“คาถามายาจิตพิศวง!”
“วิชาวายุวิญญาณทำลายขวัญ!”
วิชาคาถาทั้งสี่สายที่แข็งแกร่ง พุ่งเข้าห่อหุ้มร่างของฉู่ลู่... รวมถึงเหล่าผู้บำเพ็ญที่ยังอยู่รายล้อมนางไปพร้อมกัน
ในชั่วพริบตา… แสงรัศมีห้าสีก็ระเบิดออก พลังวิญญาณมหาศาลปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง จนมิติโดยรอบถึงกับบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย
ณ ใจกลางของวิชาคาถา...
ณ แกนกลางที่พลังวิญญาณปะทะกันรุนแรงที่สุด...
ฉู่ลู่ยกกระบี่ประจำกายขึ้นสูง พลางกล่าวสั้นๆว่า—
“หงสามาเยือน…”
ฉัวะ—!
ในชั่วพริบตา… พลังวิญญาณทั้งหมดพลันถูกตัดขาด จากนั้นก็สลายไปราวกับควันสีขาวต้องสายลม
ส่วนผู้บำเพ็ญทั้งสี่นั้น… ต่างนิ่งตะลึงงันพร้อมกัน
บนใบหน้าของพวกเขาปรากฏรอยเลือดแนวตั้งหนึ่งสาย... ก่อนสิ้นใจไปทั้งหมด
ฉู่ลู่ไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย เขาบินออกจากตำหนักเทียนเสวียน เหลือบมองเพียงครั้งเดียวก็เห็นเจ้าสำนักที่อยู่ไม่ไกล… เห็นดั่งนั้นจึงพลันบินตามไปทันที
เทียนเสวียนตกใจจนขนหัวลุกซู่
—เหตุใดจึงเร็วเช่นนี้?!
เขาหนีไปพลาง ตะโกนไปพลาง เสียงดังไปทั่วสำนักเซียน!
“หวังหมิงเหริน! ซ่งรั่วเจา! เหอซื่อกู้! พวกเจ้าอยู่ที่ไหน? ไสหัวออกมาให้หมด! อย่าคิดว่าซ่อนตัวแล้วจะรอด!”
“หากข้ารอดไปไม่ได้ พวกเจ้าก็ต้องตายกันหมดแน่!”
เมื่อสิ้นเสียงตะโกน เหล่าผู้อาวุโสที่เดิมทีซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาต่างๆ จึงจำต้องกัดฟันบินออกมา
พวกเขาทั้งหมดคือคนที่เคยร่วมปรึกษากับเทียนเสวียนเพื่อรับมือฉู่ลู่ เดิมคิดว่าเมื่อจัดเตรียมกระบวนกระบี่เรียบร้อยแล้ว ภารกิจของตนเองก็ถือว่าเสร็จสิ้น ต่อจากนี้เพียงแค่รอข่าวดีจากเจ้าสำนักเท่านั้น…
ผลคือคาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นภาพเจ้าสำนักกำลังหนีตายอย่างทุลักทุเล
พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเข้าไปขัดขวาง เพราะท้ายที่สุด… นั่นไม่ต่างอะไรกับการไปตายเปล่า
แต่ที่เจ้าสำนักพูดนั้นก็ไม่ผิด แม้จะลังเลแล้วลังเลอีก แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันพุ่งเข้าไป
เพียงแต่ความเร็วของแต่ละคนกลับช้าลงเรื่อยๆ... ต่างคนต่างกลัวว่าจะไปถึงก่อน
เทียนเสวียนเห็นภาพนี้ก็โกรธจนกัดฟันกรอด เขาพุ่งเข้าไปหาพวกนั้นโดยตรง คว้าเอาผู้อาวุโสคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วโยนไปทางฉู่ลู่
“เจ้า! ไปสกัดนางให้ข้า!”
ผู้อาวุโสอุทานเสียงหลง ร่างลอยไปอยู่ต่อหน้าฉู่ลู่โดยมิอาจควบคุม
แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็ถูกนางฟันกระบี่เดียวจนสิ้นใจ
“ยังมีเจ้า! เจ้าอีกคน! เจ้าก็ด้วย!!” เทียนเสวียนโยนเหล่าผู้อาวุโสไปไม่หยุด
ผู้อาวุโสที่เหลือเห็นภาพนี้พลันมีสีหน้าหวาดกลัว
“พวกเจ้าจะไปเอง หรือจะให้ข้าโยนพวกเจ้าไป!” เทียนเสวียนตะคอกด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวถมึงทึง
เหล่าผู้อาวุโสเหล่านั้นได้ยินดังนั้น จึงมองเทียนเสวียนด้วยแววตาที่เผยความเคียดแค้นวูบหนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพุ่งเข้าหาฉู่ลู่
เทียนเสวียนย่อมรู้ดีว่าคนเหล่านี้เก็บงำความแค้นต่อเขาไปแล้ว แต่เขาไม่สนใจ...
ขอเพียงรอดชีวิตได้ และขอเพียงชนะ เขาก็ยังคงเป็นมหาบุรุษของสำนักนี้! เป็นมหาบุรุษของฝ่ายธรรมะ!
ขณะที่ผู้อาวุโสกัดฟันพุ่งเข้ามาทีละคนก่อนหัวขาดร่วงลงไป... เวลาเตรียมการของค่ายกลก็เพียงพอเสียที
เทียนเสวียนตื่นเต้นจนร่างสั่นสะท้านเล็กน้อย เขามองฉู่ลู่ที่กำลังสำแดงฤทธิ์เดชอยู่เบื้องหน้า ในใจคำรามอย่างดุร้าย
‘ในที่สุดก็ถึงตาข้าแล้ว!’
“ลั่วชิงเตี๋ย!” เทียนเสวียนตะโกนลั่น
ฉู่ลู่หันไปมองเขา
พลันเห็นเทียนเสวียนชี้มาที่ตน ทำท่าทีเป็นองอาจ พลางกล่าวว่า
“วันตายของเจ้ามาถึงแล้ว!”
สิ้นเสียง—ร่างของฉู่ลู่พลันแข็งทื่อ...
พลังพันธนาการที่กดทับนางอยู่พลันเพิ่มทวีนับร้อยเท่า ทำให้นางขยับเขยื้อนไม่ได้ในชั่วพริบตา
เทียนเสวียนฉวยโอกาสนี้ ยกกระจกสังหารมารขึ้นทันที
“กระจกวิเศษ... จงสังหารนางมารนั่นซะ!”
เขาโคจรพลังเวทอัดเข้าไปไม่ขาดสาย... ลำแสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกจากผิวกระจก
ในชั่วพริบตาที่แสงสว่างนั้นปรากฏ เหล่าผู้บำเพ็ญที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรู้สึกไร้พลังอย่างรุนแรง...
ราวกับพลังบำเพ็ญและขอบเขตที่ตนเองสั่งสมมาหลายปีถูกปลดเปลื้องออก จนกลับกลายเป็นปุถุชนคนธรรมดา
พวกเขามองลำแสงสีขาวนั้นพุ่งทะยานราวกับกระแสธารอันเชี่ยวกราก... ในชั่วพริบตาก็กลืนกินร่างของฉู่ลู่เข้าไป!
เทียนเสวียนมองภาพนี้ มุมปากค่อยๆ ยกสูงขึ้น...
จากนั้นก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เสียงหัวเราะของเขาดังไปทั่วทั้งยอดเขาจินติ่ง
“เห็นหรือไม่? เห็นหรือไม่!” เขาหันไปตะโกนใส่เหล่าผู้อาวุโสที่รอดชีวิต
“ข้าชนะแล้ว! ข้าสังหารลั่วชิงเตี๋ยได้แล้ว!”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เหล่าผู้อาวุโสมีสีหน้าซับซ้อน แม้ว่าลั่วชิงเตี๋ยจะตายแล้ว แต่พฤติกรรมก่อนหน้านี้ของเจ้าสำนักก็ได้ทำให้พวกเขาใจสลายจนมิอาจร่วมยินดีได้
เทียนเสวียนย่อมสังเกตเห็นอารมณ์ที่ผิดปกติของเหล่าผู้อาวุโสเช่นกัน
แต่เขาไม่ใส่ใจ... เขาถึงกับคิดในใจว่า ฆ่าพวกมันไปด้วยเลยก็ดีเหมือนกัน! อย่างไรเสียสำนักเซียนเทียนเสวียนก็ตายไปมากพอแล้ว ต่อให้ตายเพิ่มอีกไม่กี่คนคงไม่เป็นไร...
แถมยังถือโอกาสนี้ปิดบังความเสียกิริยาเมื่อครู่ของตนเองได้ด้วย!
ดังนั้น… เขาจึงมองไปที่กลุ่มผู้อาวุโสด้วยแววตาอำมหิตอันประหลาด
“นี่พวกเจ้า...! ลั่วชิงเตี๋ยตายแล้ว เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ยินดี?”
ผู้อาวุโสกลุ่มนั้นพลันสะดุ้งเฮือก พวกเขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของเจ้าสำนัก จึงฝืนยิ้มประจบออกมาโดยสัญชาตญาณ...
ขณะที่คิดจะร่วมยินดี… แต่ชั่วพริบตาต่อมา รอยยิ้มของพวกเขาก็หายไป กลับกลายเป็นสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด...
เทียนเสวียนขมวดคิ้ว... มองตามสายตาของพวกเขาไปอย่างสงสัย พลันทั้งร่างก็แข็งทื่อราวกับไก่ไม้
เบื้องหน้า... ขณะที่แสงของกระจกสังหารมารค่อยๆ จางลง
ร่างของฉู่ลู่ก็ปรากฏชัดขึ้นอย่างช้าๆ
นางไม่ได้รับบาดเจ็บ...
แม้แต่เส้นขนเดียว