- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 22 บุกถล่มสำนักเซียนเทียนเสวียน
บทที่ 22 บุกถล่มสำนักเซียนเทียนเสวียน
บทที่ 22 บุกถล่มสำนักเซียนเทียนเสวียน
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
หลังจากการเดินทางรอนแรมมาห้าวันเต็ม ฉู่ลู่ก็มาถึงสำนักเซียนเทียนเสวียนในที่สุด เขายืนเหยียบอากาศทอดมองประตูสำนักเบื้องหน้า
ในฐานะสำนักเซียนอันดับหนึ่งฝ่ายธรรมะ สำนักเซียนเทียนเสวียนใหญ่กว่าสำนักกระบี่ถามไถ่กว่าเท่าตัว
เทือกเขาที่ทอดตัวยาวต่อเนื่องตัดสลับกัน หากมองจากเบื้องบนจะดูคล้ายรูปกากบาท
ณ จุดตัดของกากบาทนั้น มีภูเขาเซียนแห่งหนึ่งสาดส่องแสงรัศมี นั่นคือศูนย์กลางของสำนักเซียนเทียนเสวียน เป็นสถานที่รวมตัวของสายพลังวิญญาณ และเป็นสถานที่ที่เทียนเสวียนและเหล่าผู้อาวุโสใช้บำเพ็ญเพียร
ยอดเขาจินติ่ง
ฉู่ลู่กะด้วยสายตาคร่าวๆ ก็พบว่ายอดเขาจินติ่งนี้อยู่ห่างจากตัวเขาเกือบสามพันลี้
นี่ทำให้เขาอดทอดถอนใจถึงความใหญ่โตมโหฬารของสำนักแห่งนี้อีกครั้งไม่ได้
จากนั้นเขาก็เหินกายมุ่งหน้าไปยังยอดเขาจินติ่ง ทว่าเพิ่งจะขยับกาย ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่น
“ผู้มาจงเยือนหยุด!”
พลันคนกลุ่มหนึ่งก็เหินกายเข้ามา ผู้เป็นหัวหน้ามีท่าทีดุจเซียน ปรากฏว่าเป็นผู้อาวุโสอีกคนหนึ่ง
“ท่านคือ?” ฉู่ลู่เอ่ยถาม
“ข้าน้อยจางอวี้โค่ว” ผู้อาวุโสกล่าว
“คารวะเจ้าสำนักกระบี่ถามไถ่”
“สำนักกระบี่ถามไถ่ไม่มีอีกแล้ว อย่าเรียกข้าว่าเจ้าสำนัก” ฉู่ลู่กล่าว
“ในเมื่อท่านรู้จักข้า ก็คงรู้ดีว่าข้ามาทำอะไร?”
“สหายเต๋าลั่วย่อมมาเพื่อล้างแค้น แต่ข้าน้อยมีคำพูดหนึ่ง รบกวนสหายเต๋าโปรดรับฟัง” จางอวี้โค่วเปรย
“เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนความตั้งใจของสหายเต๋าได้”
“โอ้? คืออะไรรึ?”
“แม้ว่าสำนักเราจะส่งคนไปไม่ขาดสายเพื่อซุ่มโจมตีและหวังสังหารท่าน” จางอวี้โค่วกล่าวด้วยความเจ็บปวดใจ
“แต่ต่อให้สำนักเราจะผิดไปเก้าส่วน แต่ว่าสหายเต๋าจะไม่มีส่วนผิดเลยสักหนึ่งส่วนหรือ?”
ฉู่ลู่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง…
จากนั้นเขาก็หยิบกระบี่ประจำกายออกมาจากแหวนมิติเก็บของ…
พลันใช้ท่าหงสามาเยือนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย! สะบั้นศีรษะของอีกฝ่ายโดยตรง
“พูดจาอะไรไร้สาระ คิดว่าข้าโง่หรือไง!” ฉู่ลู่สบถด่า
ศพของผู้อาวุโสร่วงหล่นลงไป เหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านหลังพลันมีสีหน้าโศกเศร้าแค้นเคือง
“ท่านผู้อาวุโส!”
“นางมารลั่ว! ข้าขอสู้ตายกับเจ้า!”
พวกเขาชักอาวุธออกมา น้ำตาไหลพรากพลางพุ่งเข้าหาฉู่ลู่
ฉู่ลู่ซัดฝ่ามือออกไป พลังวัตรอันมหาศาลดุจคลื่นยักษ์ก็โถมไปเบื้องหน้า
ศิษย์หลายสิบคนพลันระเบิดออก
ปังๆๆๆ!
กลางอากาศปรากฏดอกไม้ไฟสีโลหิตสิบกว่าดอก ก่อนฉู่ลู่พุ่งทะยานไปข้างหน้าต่อ
แต่ชั่วพริบตาต่อมา… ก็มีเสียงคำรามหลายสายดังขึ้นอีก
“ไม่รู้จักที่ตาย!”
“นางมารลั่ว คิดว่าสำนักเซียนเทียนเสวียนของข้าไม่มีคนแล้วหรืออย่างไร”
“ทุกท่าน ตั้งกระบวนกระบี่!”
เทือกเขาทั้งสี่สายพลันสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีทองเจิดจ้า
….
ณ ลานประลองยุทธ์แห่งหนึ่ง
ผู้บำเพ็ญหลายร้อยคนสวมใส่ชุดคลุมสีเขียวแบบเดียวกันยืนอย่างเป็นระเบียบ สายตาของพวกเขาแน่วแน่และมุ่งมั่น พร้อมร่วมกันเผชิญหน้ากับวิกฤใหญ่หลวงที่กำลังจะมาถึง
ผู้อาวุโสผู้เป็นหัวหน้าเปล่งเสียงออกคำสั่ง ทุกคนพลันเคลื่อนไหวพร้อมกัน—ประสานอินด้วยสองมือ ปากท่องคาถา พลังวิญญาณภายในร่างก็หลั่งไหลประดุจคลื่น
พลันลำแสงหลายสายพุ่งออกจากปลายนิ้วของพวกเขา เชื่อมโยงกับกระบี่วิญญาณที่ห้อยอยู่บริเวณเอวของแต่ละคน …
กระบี่วิญญาณต่างหลุดออกจากฝัก ลอยขึ้นไปกลางอากาศ ตัวกระบี่สั่นสะท้านเล็กน้อยพลางส่งเสียงกังวานใส
กระบี่หลายร้อยเล่มเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบภายใต้การชักนำของพลังวิญญาณ พวกมันประดุจฝูงวิหคที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ก่อกระบวนอันซับซ้อนต่างๆ อย่างรวดเร็ว
กระบี่วิญญาณบางส่วนสอดประสานกัน ก่อตัวเป็นตาข่ายกระบี่อันหนาแน่น เชื่อมต่อหัวท้ายประดุจมังกรยักษ์ที่กำลังขดตัว
สุดท้ายกลายเป็นกระบี่ยักษ์เล่มหนึ่งที่บดบังฟ้าดิน แหวกนภาจู่โจมเข้าใส่ฉู่ลู่!
นี่คือกระบวนกระบี่เจ็ดดาราประจักษ์โลก เป็นหนึ่งในสี่กระบวนพิทักษ์สำนักของเทียนเสวียน ซึ่งมีอานุภาพไร้ขีดจำกัด—
ปีนั้นอสูรยักษ์หรงเสวี่ยนำพาสำนักอสูรไร้ฟ้าบุกสำนักเทียนเสวียน พวกมันมีอิทธิพลเกรียงไกร เรียกได้ว่าเปลวอสูรแผ่ทั่วฟ้า…. อสูรยักษ์หรงเสวี่ยยิ่งเป็นจอมอสูรแห่งยุค มันมีวิชาฝึกฝนร่างกายชุดหนึ่งซึ่งบรรลุถึงขั้นสุดยอด หากนับเพียงความแข็งแกร่งของกายเนื้อ ย่อมหาคนเทียบเคียงได้ยาก
ผลคือสำนักเซียนเทียนเสวียนเปิดใช้กระบวนกระบี่ชุดนี้ เพียงการโจมตีเดียวก็สังหารพวกมันจนหมดสิ้น
แต่ในยามนี้… ฉู่ลู่มองดูกระบี่ยักษ์นั้น เขาเพียงแค่โบกมือเบาๆ
ปัง—!
กระบี่ยักษ์แตกสลายลงทันที พลังสะท้อนกลับจากการทำลายส่งไปยังร่างของผู้บำเพ็ญกลุ่มนั้นอย่างรวดเร็ว
ปังๆๆๆๆๆๆ!
คนหลายร้อยระเบิดออกพร้อมกัน แม้จะมองจากระยะของฉู่ลู่ ก็ยังมองเห็นกลุ่มหมอกโลหิตได้จางๆ
ทว่านี่ยังไม่จบ เทือกเขาอีกสามสายก็สว่างวาบขึ้นด้วยแสงกระบี่คลื่นใหม่
“นางมาร พวกเรายังไม่จบ!”
“กระบวนกระบี่หุนหยวนไร้ขอบเขต!”
“กระบวนกระบี่วิญญาณว่างเปล่ากลืนกิน!”
“กระบวนกระบี่เก้าสุริยันเผาพสุธา!”
สามกระบวนกระบี่ชั้นยอดแห่งยุคถูกเปิดใช้งานพร้อมกัน
ในยามนี้เหล่าผู้บำเพ็ญภายในสำนักเซียนเทียนเสวียนรู้สึกราวกับขาดอากาศหายใจ นั่นเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากพลังวิญญาณโดยรอบถูกสูบจนเหือดแห้ง
ในยามนี้เบื้องบนสำนักอันใหญ่โต ทั่วทั้งฟากฟ้าล้วนถูกปกคลุมด้วยแสงวิญญาณของกระบวนกระบี่
สรรพชีวิตโดยรอบล้วนล้มตายเพราะอานุภาพของมัน
“ไปตายซะ!”
ท่ามกลางเสียงตะโกนสุดแหบแห้ง กระบวนกระบี่พุ่งเข้าใส่ฉู่ลู่จากทุกทิศทาง
แม้จะเผชิญหน้ากับการโจมตีที่เหนือกว่าครั้งก่อนหน้า แต่ปฏิกิริยาของฉู่ลู่ยังคงเหมือนเดิม
หงสามาเยือน!
ปังๆๆ!
สามกระบวนกระบี่ถูกทำลายพร้อมกัน เทือกเขาทั้งสามพลันระเบิดหมอกโลหิตออกมา
ในขณะเดียวกัน… พลังวิญญาณที่แตกสลายก็แผ่กระจายอย่างบ้าคลั่ง ถึงกับก่อตัวเป็นพายุใหญ่
ฉู่ลู่มีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนก้าวเหินต่อไป เขามาถึงยอดเขาจินติ่ง มุ่งหน้าไปยังตำหนักใหญ่เทียนเสวียนบนยอด
“เฮ้อ” ในยามนี้พลันมีเสียงถอนหายใจดังขึ้น
ชายชราเครายาวลากพื้นผู้หนึ่งพลันขวางฉู่ลู่ไว้
ฉู่ลู่: “ท่านคือผู้ใดอีก?”
“ผู้เฒ่าหลี่จิ่ว” ชายชรากล่าว
ฉู่ลู่: “?”
ลั่วชิงเตี๋ยจึงอธิบาย
“เขาคือเซียนกระบี่อู๋จี๋ของสำนักเซียนเทียนเสวียน เป็นผู้บำเพ็ญระดับผ่านด่านเคราะห์… ตั้งแต่เมื่อสามพันปีก่อนก็ไม่เคยมีใครเห็นเขาปรากฏตัวอีกเลย คาดไม่ถึงว่ายังมีชีวิตอยู่”
หลี่จิ่วในยามนี้ก็ถอนหายใจอีกครั้ง
“คาดไม่ถึงว่าเจ้าสำนักจะคิดผิดเพียงชั่ววูบ ถึงกับนำมหันตภัยเช่นนี้มาสู่สำนัก สหายเต๋าลั่ว… วันนี้สังหารคนไปมากมาย โทสะก็น่าจะมลายไปบ้างแล้วกระมัง? เห็นแก่หน้าผู้เฒ่า ถอยกลับไปได้หรือไม่?”
“ถ้าข้าบอกว่าไม่ได้เล่า?” ฉู่ลู่เอ่ยถาม
“เช่นนั้นก็อย่าโทษผู้เฒ่าเลย” หลี่จิ่วกล่าว
“สหายเต๋าลั่ว… แม้ว่าจะเป็นระดับมหาบรรลุ แต่ตลอดทางผ่านอุปสรรคมาไม่น้อย ทั้งยังเพิ่งฝืนทำลายสี่กระบวนกระบี่ของสำนักเรา คงจะสิ้นเปลืองพลังวัตรไปไม่น้อยกระมัง? ข้าผู้เฒ่าโง่เขลา แม้ว่าจะเป็นเพียง...”
ปัง—!
ศีรษะของหลี่จิ่วพลันร่วงลงสู่พื้น
ฉู่ลู่ก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ กระบี่ในมือจะเปื้อนรอยเลือดอีกเมื่อใด… ก็มิอาจทราบได้
“ขอบคุณที่เป็นห่วง” เขากล่าวพลางก้าวข้ามร่างของหลี่จิ่ว
“แต่ข้าไม่เหนื่อย”
สำนักเซียนเทียนเสวียนนี้มีรากฐานแข็งแกร่งโดยแท้ ตลอดทางนี้ปรากฏผู้บำเพ็ญระดับผ่านด่านเคราะห์เจ็ดแปดคนติดต่อกัน แต่น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ใดต้านทานกระบี่เดียวของเขาได้เลย
ครู่ต่อมา… ในที่สุดเขาก็มาถึงตำหนักใหญ่
เขามองไปเบื้องหน้า พินิจพิเคราะห์ตำหนักที่หรูหราหาใดเปรียบ
โครงสร้างหลักของตำหนักเทียนเสวียนสร้างจากหินหยกขาวล้ำค่า ศิลาทุกก้อนล้วนผ่านการแกะสลักอย่างประณีต พื้นผิวเรียบเนียนดุจกระจก สาดส่องประกายนุ่มนวล
ประตูของตำหนักสร้างจากไม้จันทน์หอมพันปี เบื้องบนประดับด้วยอัญมณีนับไม่ถ้วน ส่องประกายระยิบระยับดุจภาพฝัน ห่วงประตูหล่อจากทองคำบริสุทธิ์ แกะสลักเป็นลวดลายมงคลอันงดงามราวกับมีชีวิต
ฉู่ลู่ผลักประตูบานใหญ่เดินเข้าไป
เมื่อมาถึงโถงใหญ่ เขาก็เห็นคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่บนที่นั่งตำแหน่งประธาน