เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 บุตรบุญธรรมชาติที่แล้ว?

บทที่ 20 บุตรบุญธรรมชาติที่แล้ว?

บทที่ 20 บุตรบุญธรรมชาติที่แล้ว?


สำนักเซียนเทียนเสวียน

ข่าวที่แผนการใช้ม่ออวี่ชางล้มเหลวอีกครั้ง ไปถึงหูของเหล่าผู้อาวุโสแล้ว

พวกเขาไม่เพียงไม่ตกใจ แต่กลับรู้สึกโล่งใจว่า 'ย่อมเป็นเช่นนี้'

ทว่าในขณะเดียวกัน ความหวาดผวาในใจก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

พวกเขารีบพากันไปหาเทียนเสวียน หวังเกลี้ยกล่อมให้เขายอมเปลี่ยนใจ เพื่อพยายามสร้างสำนักให้กลายเป็น ‘ปราการเหล็ก’ ภายในสามวันที่เหลือ

แต่คาดไม่ถึงว่าเทียนเสวียนกลับหลบเข้าไปในตำหนักบรรทม ปิดประตูไม่รับแขก

เหล่าผู้อาวุโสร้อนใจจนแทบจะกระทืบเท้า

“เจ้าสำนักเป็นอะไรไปกันแน่? เขาคงไม่คิดจะหนีไปคนเดียวหรอกกระมัง?”

“อย่าเพ้อเจ้อ เขาจะหนีไปที่ใดได้? แม้ลั่วชิงเตี๋ยจะปล่อยผู้ใดไป ก็มิอาจปล่อยเขาไปได้หรอก”

“เช่นนั้นพวกเราจะทำเช่นไร? ยังจะทำต่อไปอีกหรือ?”

“ทำต่อไปบ้าอะไร! นั่นมันเสียเวลา!”

“ไปหารองเจ้าสำนัก! ไม่แน่ว่ารองเจ้าสำนักอาจมีหนทาง”

“ใช่ๆ ๆ!”

พวกเขาจึงพากันกรูไปหารองเจ้าสำนัก

ส่วนรองเจ้าสำนักก็มีสีหน้างุนงง ไม่เข้าใจว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นเช่นไร

แผนการที่เมืองชิงอวิ๋นเขาเป็นผู้วางแผน และเพราะความพ่ายแพ้อย่างยับเยินนั้น เขาจึงรีบไปหาเทียนเสวียนเพื่อรับผิด เดิมทีเตรียมใจพร้อมรับการลงโทษแล้ว แต่ผู้เป็นเจ้าสำนักกลับไม่แม้แต่จะสนใจเขา

และบัดนี้เมื่อเห็นท่าทีร้อนรนของเหล่าผู้อาวุโส เขาก็กัดฟันกล่าว

“ดี! ข้าจะไปพบเขาเอง! ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างให้ได้”

เหล่าผู้อาวุโสพลันมีสีหน้ายินดี พากันห้อมล้อมเขาไปยังหน้าตำหนักบรรทมของเทียนเสวียนอีกครั้ง

เขาเคาะประตูแจ้งเหตุธุระ เมื่อประตูใหญ่เปิดออกให้เขาเข้าไป ทุกคนต่างก็มีความหวังขึ้นมา

หลังจากนั้น… เวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงหนึ่งก้านธูป รองเจ้าสำนักจึงเดินออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

เหล่าผู้อาวุโสเห็นภาพนี้ ความหวังในใจก็ยิ่งพองโต รีบกรูเข้าไปสอบถาม

“เป็นอย่างไรบ้าง?”

“ข้าพูดคุยกับเจ้าสำนักแล้ว” รองเจ้าสำนักพยักหน้ากล่าว

“พวกท่านดำเนินการตามแผนเดิมต่อไปได้เลย”

สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสพลันแข็งทื่อ หัวใจเย็นเยียบลงทันที

“อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ข้ามิได้กลับมามือเปล่า” รองเจ้าสำนักกล่าวอย่างมั่นใจ

“เป็นพวกเราที่เข้าใจเจ้าสำนักผิดมาตลอด เขาไม่ได้กำลังบ้าคลั่งอย่างไร้เหตุผล รายละเอียดตอนนี้ข้ายังบอกไม่ได้ เอาเป็นว่าดำเนินการตามแผนต่อไปเถิด”

“ลั่วชิงเตี๋ย... นางจะต้องตายอย่างแน่นอน!”

เหล่าผู้อาวุโสต่างมองหน้ากันไปมา ไม่รู้ว่าควรเชื่อดีหรือไม่

….

สองวันต่อมา 

เมืองต้าเหยี่ยน นี่คือเมืองมนุษย์ที่อยู่ใกล้สำนักเซียนเทียนเสวียนที่สุด และยังเป็นแหล่งรับศิษย์ที่ค่อนข้างสำคัญของสำนัก

ในปีก่อนๆ ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมสำนักเซียนเทียนเสวียนมักจะมาพำนักที่นี่เพื่อเตรียมตัวล่วงหน้า

และเพราะคนเหล่านี้… ถ้ามิใช่ผู้มั่งมี ก็เป็นผู้สูงศักดิ์ เมืองต้าเหยี่ยนจึงพัฒนาจนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด

ผู้อาวุโสคนหนึ่งพาศิษย์คนสนิทสองสามคนซ่อนตัวอยู่ในเงามืด และข้างกายพวกเขายังมีขอทานน้อยที่ดูไม่เข้าพวกอยู่คนหนึ่ง

สีหน้าของผู้อาวุโสเคร่งขรึม…

สองวันก่อน… รองเจ้าสำนักไม่ยอมอธิบายความนัย เพียงแต่สั่งให้พวกเขาดำเนินการตามแผนต่อไป กลุ่มผู้อาวุโสลังเลแล้วลังเลอีก สุดท้ายก็ตัดสินใจลองเสี่ยงดูสักตั้ง

แต่ปัญหาคือการดำเนินการตามแผนต้องมีคนนำ หลังจากโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ความรับผิดชอบนี้ก็ตกมาอยู่ที่เขา

แม้ท่าทีของรองเจ้าสำนักจะแน่วแน่มาก แต่เมื่อผู้อาวุโสกลับมามองขอทานน้อยที่มอมแมมคนนั้น ในใจเกิดความไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อย

ขอทานน้อยผู้นี้คือคนที่สำนักเซียนเทียนเสวียนค้นพบโดยใช้วิชาลับ… ตามหาผู้ที่สัมพันธ์ลึกซึ้งกับลั่วชิงเตี๋ย

คนกลุ่มแรกที่วิชาลับแสดงออกมา ก็คือญาติที่มีสายเลือดเชื่อมโยงกันอย่างบิดามารดาของนาง

กลุ่มที่สองคือสหายรักอย่างม่ออวี่ชาง แต่พอถึงลำดับที่สาม…

กลับกลายเป็นขอทานน้อยผู้นี้ ผู้ที่ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับลั่วชิงเตี๋ยเลย

ตอนนั้นคนทั้งสำนักต่างงุนงงเป็นไก่ตาแตก พวกเขาจับตัวขอทานน้อยมา ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการสืบหาภูมิหลังของเขา

พบว่าเขาเป็นบุตรของผู้บำเพ็ญมารระดับสามคนหนึ่ง พอจะรู้คัมภีร์วิชามารอยู่บ้าง เพียงแต่รากฐานวิญญาณย่ำแย่ อย่างไรก็มิอาจก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียรได้

ไม่รู้ว่าเหตุใดวิชาลับจึงชี้ชัดว่าเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับลั่วชิงเตี๋ย…

หากมีตัวเลือกอื่น ผู้อาวุโสย่อมไม่เลือกเขาเป็นแน่ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาเป็นเหยื่อล่อเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่

ผู้อาวุโสคิดในใจ: เอาเถิด หากเห็นท่าไม่ดี ข้าก็จะรีบหนีไป มีมุกซ่อนจิตปกปิดร่องรอยของข้า ขอเพียงหนีได้เร็วพอ นางย่อมหาข้าไม่พบแน่!

ในตอนนั้นเอง… ขอบฟ้าพลันปรากฏร่างของคนผู้หนึ่ง

ทุกคนพลันตื่นตัว จดจำได้ในทันที!

“คือลั่วชิงเตี๋ย! ลั่วชิงเตี๋ยมาถึงแล้ว!”

ผู้อาวุโสจึงหันไปมองขอทานน้อยผู้นั้นก่อนกล่าว

“เรื่องที่ข้ากำชับเจ้าไว้ก่อนหน้า… ยังจำได้หรือไม่? ข้าไม่สนว่าเจ้าจะใช้วิธีใด ต้องล่อนางไปยังสถานที่ที่กำหนดให้ได้!”

ขอทานน้อยพยักหน้าอย่างหวาดกลัวเล็กน้อย

“ดีมาก เช่นนั้นพวกเราเริ่มลงมือ!”

….

อีกด้านหนึ่ง 

ฉู่ลู่มาถึงเหนือน่านฟ้าเมืองต้าเหยี่ยน เมื่อมองตรงไปเบื้องหน้า ก็สามารถเห็นเงาเลือนรางของยอดเขาตระหง่านแห่งสำนักเซียนเทียนเสวียนได้แล้ว

ดังนั้นเขาจึงไม่หยุดพัก เตรียมเดินทางต่อเพื่อเข้าสำนัก

แต่ในขณะนั้นเอง… เบื้องล่างพลันมีเสียงตะโกนดังลั่น!

“จอมมารลั่วชิงเตี๋ย! เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”

ฉู่ลู่ชะงักเล็กน้อย หันไปมองอย่างประหลาดใจ อยากรู้ว่าผู้ใดช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงถึงเพียงนี้

เขาเห็นผู้บำเพ็ญระดับแก่นทองคำคนหนึ่งสวมชุดคลุมของสำนักเซียนเทียนเสวียนค่อยๆ ทะยานขึ้นฟ้า ในมือเขายังคว้าตัวขอทานน้อยไว้ ทำท่าทางใช้เขาเป็นตัวประกัน

“จอมมารลั่วชิงเตี๋ย เจ้ากล้าเข้าใกล้สำนักเซียนเทียนเสวียนแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะฆ่าขอทานน้อยผู้นี้!” ผู้บำเพ็ญผู้นั้นกล่าวอย่างเหี้ยมเกรียม

ฉู่ลู่งุนงงไปหมด กำลังคิดจะถามว่าขอทานน้อยผู้นี้คือผู้ใด? ก็ได้ยินเสียงลั่วชิงเตี๋ยอุทานในใจ

“เอ๊ะ? เหตุใดจึงเป็นเขา?”

“คนรู้จักอีกแล้ว?” ฉู่ลู่กระพริบตา กำลังจะเอ่ยถาม

แต่เมื่อเห็นสภาพของขอทานน้อยผู้นั้น ก็พลันนึกขึ้นได้!

“เดี๋ยวก่อน! นี่คงมิใช่ขอทานน้อยคนที่เจ้ารับมาเลี้ยง แล้วหักหลังเจ้าหรอกนะ”

ลั่วชิงเตี๋ย: “อืม”

ฉู่ลู่พลันรู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที

เขาครุ่นคิดว่าชาตินี้ของลั่วชิงเตี๋ยยังไม่เคยพบหน้าขอทานน้อยผู้นี้ด้วยซ้ำ สำนักเซียนเทียนเสวียนไปรู้มาได้อย่างไรว่าต้องหาเขา?

ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถามข้อสงสัยนี้ออกไปทันที

“ดูท่าทางเจ้า… คงเป็นคนของสำนักเซียนเทียนเสวียนสินะ หวาดกลัวที่ข้าเข้าใกล้สำนัก… ข้าพอเข้าใจได้ แต่จับขอทานน้อยมาเป็นตัวประกัน มันมีประโยชน์อันใด?”

“เฮอะ!” ผู้บำเพ็ญผู้นั้นยิ้มเย็นกล่าว

“อย่าแสร้งทำเป็นไม่รู้ ข้ารู้ว่าขอทานน้อยผู้นี้กับเจ้ามีวาสนาลึกซึ้ง อย่าได้ดูแคลนวิชาลับของสำนักเซียนเทียนเสวียน!”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ฉู่ลู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ

อย่างไรเสียก็เป็นโลกเซียน มีคาถาแปลกประหลาดอยู่บ้างก็ไม่นับว่าแปลก…

หลังจากไขข้อข้องใจแล้ว ฉู่ลู่ก็ชักกระบี่ประจำกายออกมา เตรียมฟันคนทั้งสองทิ้งเสีย

ในขณะนั้นเอง ขอทานน้อยผู้นั้นดูเหมือนจะหวาดกลัวอย่างมาก ร่างเล็กผอมโซสั่นเทาไม่หยุด น้ำตาสองสายไหลอาบแก้ม ตะโกนเสียงสั่น

“พี่สาว! ได้โปรดช่วยข้าด้วย ข้ากลัวเหลือเกิน!”

ฉู่ลู่ไม่สะทกสะท้านกับเรื่องนี้ ทว่าลั่วชิงเตี๋ยในหัวของเขาเมื่อได้เห็นภาพนี้ ในใจพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

นางนึกถึงความทรงจำในชาติที่แล้ว นึกถึงภาพที่ตนเองอยู่ร่วมกับขอทานน้อยผู้นี้ทุกเช้าค่ำ ภาพบรรยากาศอันอบอุ่นราวกับคนในครอบครัว

“ฉู่ลู่!” ลั่วชิงเตี๋ยกล่าว

“พวกเราช่วยเขาลงมาดีหรือไม่?”

“หา?” ฉู่ลู่ชะงัก

“เขาไม่เหมือนกับสองครั้งก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้อะไรเลย เพียงแค่ถูกจับมาเป็นตัวประกัน ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไร แต่กลับต้องถูกฆ่า นี่มันไม่ถูกต้องมิใช่หรือ?”

“เจ้าลืมแล้วหรือว่าชาติที่แล้วเจ้าถูกหลอกอย่างไร?”

“ข้าไม่ลืม แต่ว่า นั่น... นั่นอาจเป็นเพราะข้าสอนเขาไม่ดีเอง” ลั่วชิงเตี๋ยแผ่ประกายความเป็นแม่ออกมา

“เป็นข้าเองที่สังเกตไม่เห็นความปรารถนาในการบำเพ็ญของเขา ไม่ได้ช่วยเหลือเขาให้ทันท่วงที… จึงเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจเสี่ยงเช่นนั้น แต่ไม่เป็นไร… ข้าเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง คราวนี้ข้าจะไม่พลาดอีกแน่นอน”

ฉู่ลู่ฟังจนตะลึงงัน

และเนื่องจากฉู่ลู่ยังไม่ลงมือเสียที ความคิดของกลุ่มคนที่ซุ่มสังเกตการณ์อยู่ก็พลันแล่นขึ้นมา…

ผู้อาวุโสที่มองดูภาพนี้ พลันเกิดความคาดหวังต่อแผนการที่ดูเหมือนจะไม่เข้าท่านี้ขึ้นมาวูบหนึ่ง!

—จะเป็นไปได้หรือว่าที่รองเจ้าสำนักพูดเป็นความจริง? แผนนี้ได้ผลจริงๆหรือ?

ขอทานน้อยผู้นี้มีน้ำหนักมากถึงเพียงนี้เชียว? มิเช่นนั้นเหตุใดลั่วชิงเตี๋ยจึงไม่ยอมลงมือเสียที?

หากเป็นเช่นนี้... ก็ยอดเยี่ยมไปเลย!

ตามแผนการ หากลั่วชิงเตี๋ยใส่ใจขอทานน้อยจริงๆ หลังจากนี้จะมีสองทางแยก

หนึ่งคือข่มขู่สำเร็จ หลังจากนั้นผู้บำเพ็ญที่จับตัวขอทานน้อยไว้ก็จะสั่งให้ลั่วชิงเตี๋ยไปยังสถานที่ที่วางค่ายกลไว้ เพื่อสังหารนางเสีย

สองคือข่มขู่ล้มเหลว อย่างไรเสียช่องว่างระหว่างระดับแก่นทองคำกับระดับมหาบรรลุก็ห่างชั้นกันเกินไป ลั่วชิงเตี๋ยสามารถลงมือสังหารผู้บำเพ็ญได้ก่อนที่ผู้บำเพ็ญจะทันได้บีบคอขอทานน้อยจนตาย

หากเป็นเช่นนั้น… งานล่อลวงก็จะตกเป็นหน้าที่ของขอทานน้อย เมื่อเผชิญหน้ากับตัวประกันที่เพิ่งช่วยชีวิตไว้ ต่อให้เป็นลั่วชิงเตี๋ย ก็คงจะลดความระแวดระวังลงบ้าง

ดังนั้น ขอเพียงลั่วชิงเตี๋ยมีความคิดที่จะช่วยขอทานน้อยผู้นี้ ตนเองก็ชนะแน่นอน!

ผู้บำเพ็ญบนฟากฟ้าจ้องเขม็งไปยังฉู่ลู่ ไม่ได้ผ่อนคลายความระมัดระวังลงแม้แต่น้อย

ในยามนี้ เขาพลันเห็นฉู่ลู่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง

“เอาเถิด ข้าเข้าใจแล้ว” ฉู่ลู่กล่าวในใจ

“จริงหรือ? ขอบคุณเจ้ามาก!” ลั่วชิงเตี๋ยดีใจจนแทบเนื้อเต้น

ฉู่ลู่โคจรพลังเวท กระบี่ประจำกายในมือก็พุ่งออกไปราวกับธนูที่หลุดจากแล่ง รวดเร็วจนไม่ทิ้งแม้แต่เงาไว้กลางอากาศ

เพียงชั่วพริบตาเดียว… กระบี่ก็ทะลวงศีรษะของผู้บำเพ็ญผู้นั้นไปอย่างง่ายดาย

เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้อาวุโสที่อยู่เบื้องล่างก็ตื่นเต้นขึ้นมา

—สำเร็จแล้ว! นางต้องการช่วยขอทานน้อยจริงๆ!

ส่วนขอทานน้อยสัมผัสได้ถึงแรงลมที่พัดผ่านศีรษะ เฉือนแก้มจนเจ็บแสบ ใบหน้าของเขาก็หวาดกลัวสุดขีด แต่ในใจกลับตื่นเต้นอย่างที่สุด

เขายังจำคำพูดที่ผู้อาวุโสเคยบอกเขาได้ ด่านที่ยากที่สุดคือการเริ่มต้น ขอเพียงผ่านด่านแรกไปได้ ไม่ถูกลั่วชิงเตี๋ยฆ่าตายตั้งแต่แรก… ชีวิตน้อยๆ ของเขาก็รอดแล้ว

ต่อจากนี้ขอเพียงเขาแสดงฝีมือการแสร้งทำเป็นน่าสงสารที่ฝึกฝนมาหลายปี ล่อลวงลั่วชิงเตี๋ยไปยังสถานที่ที่กำหนดอย่างแนบเนียน… ทุกอย่างก็จบสิ้น

ผู้อาวุโสถึงกับรับปากว่าหากทำสำเร็จ จะรับเขาเข้าสำนักเซียนเทียนเสวียนเป็นกรณีพิเศษ

ขอทานน้อยมองไปยังลั่วชิงเตี๋ยเบื้องหน้า ในใจไม่มีความรู้สึกผิดบาปแม้แต่น้อย ในสมองเขามีเพียงความคิดเดียว

—สำนักเซียนเทียนเสวียน สำนักฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่งในใต้หล้า ในที่สุดข้าก็จะได้เริ่มบำเพ็ญ...

พรูด!

ขอทานน้อยชะงักงัน

ปลายกระบี่ส่วนเล็กๆ โผล่ออกมาจากหน้าผากของเขา ส่องประกายแวววาว

“เอ๊ะ?”

มิใช่เพียงแค่ขอทานน้อย แต่ในชั่วพริบตานั้น… ผู้อาวุโสที่อยู่เบื้องล่าง และลั่วชิงเตี๋ยที่อยู่ในร่างต่างก็อุทานออกมาอย่างตะลึงงัน

—แผนล้มเหลว! หนีเดี๋ยวนี้!

เขาหันหลังเตรียมเผ่นหนีทันที แม้แต่ศิษย์ที่อยู่ข้างกายก็ไม่สนใจจะเอ่ยปากบอกสักคำ

ทว่าทันทีที่เขาหันกลับไป ก็เห็นฉู่ลู่ยืนรอเขาอยู่อีกฟาก

สีหน้าของผู้อาวุโสซีดเผือด กรีดร้องออกมาทันที

“เป็นไปไม่ได้! มุกซ่อนจิต...”

เสียงกรีดร้องของผู้อาวุโสก็หยุดชะงักลง เขามองเห็นโลกรอบตัวกำลังลอยสูงขึ้นไปในแนวเฉียง ขณะที่กำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น? ร่างครึ่งท่อนของเขาร่วงหล่นลงสู่พื้นดังโครม!

—อ้อ ที่แท้ข้าถูกฟันแล้ว

ผู้อาวุโสสิ้นใจในทันที จากนั้นเหล่าศิษย์กลุ่มนั้นก็สิ้นใจตามกันไป บริเวณนั้นพลันอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้น

ฉู่ลู่สะบัดกระบี่ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแล้ว จึงหันหลังเดินออกจากบริเวณนั้นไป

ในยามนี้ ลั่วชิงเตี๋ยในหัวของเขาเพิ่งจะได้สติก่อนกรีดร้องออกมา

“ฉู่ลู่! เจ้าสัญญาแล้วว่าจะไม่ฆ่าเขา!”

“หามิได้” ฉู่ลู่กล่าว

“ข้าแค่บอกว่าข้าเข้าใจแล้วเท่านั้น”

“แล้วเจ้าก็ฆ่าเขา? ตกลงเจ้าเข้าใจว่ากระไร?”

“ข้าเข้าใจว่าต้องฆ่าเขา” ฉู่ลู่ถอนหายใจกล่าว

“ฟังนะ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นอะไรกันแน่ เป็นเพราะอาการแม่พระกำเริบ หรือเพราะครั้งที่แล้วถูกทำลายสภาพจิตใจไป สภาพจิตใจเลยไม่ปกติมาตลอด…

เจ้าแค่อยากจะพิสูจน์ว่ายังมีคนที่จะชอบเจ้าอยู่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเลือกคนผู้นี้มิใช่หรือ?”

“เด็กบนโลกนี้มีมากมายนัก เจ้าไปเลือกเด็กที่ว่าง่ายเชื่อฟัง รู้จักบุญคุณมาเลี้ยงดูไม่ดีกว่าหรือ? จะเลือกขยะที่หักหลังผู้มีพระคุณไปทำไม?”

ลั่วชิงเตี๋ยเงียบไป

นางเข้าใจว่าฉู่ลู่พูดถูก นางไม่มีเหตุผลที่จะต้องยึดติดกับคนแย่ๆ เช่นนี้ ต่อให้มีความรู้สึกใดๆ มันก็ควรจะสลายไปตั้งแต่ตอนที่ถูกโยนเข้าเตาหลอมโอสถแล้ว

เพียงแต่ว่า...

“แต่ก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าเขามิใช่หรือ? อย่างไรเสียเรื่องเหล่านั้นก็เป็นเรื่องชาติที่แล้ว ชาตินี้เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย เขาเป็นผู้บริสุทธิ์นะ” ลั่วชิงเตี๋ยกล่าว

“เจ้าจะพูดเช่นนั้น... ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่พูดอีกอย่าง ถึงแม้เขายังไม่ได้ทำ แต่สันดานเลวร้ายของเขาก็ยังไม่เปลี่ยนมิใช่หรือ”

“ข้าแค่ฆ่าเศษสวะที่ยังไม่ทันได้ก่อกรรมทำชั่วเท่านั้น เจ้าคงไม่จำเป็นต้องมาตำหนิข้าหรอก”

“ข้ามิได้ตำหนิ เพียงแต่...” ลั่วชิงเตี๋ยหยุดไปครู่หนึ่ง

นางนึกย้อนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉู่ลู่ข้ามมิติมา สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะพูดสิ่งที่ติดค้างในใจออกมา

“ข้าว่านะฉู่ลู่...เจ้ายังคงสุดโต่งเกินไป สังหารคนตามอำเภอใจย่อมไม่ถูกต้อง ต่อให้สุดท้ายแก้ไขปัญหาได้จริงๆ เจ้าไม่รู้สึกไม่สบายใจบ้างหรือ?”

ฉู่ลู่ขมวดคิ้วกล่าว

“ข้าสังหารคนตามอำเภอใจที่ไหนกัน? ข้าให้โอกาสทุกคนแล้วชัดๆ”

“ลูกศิษย์ของเจ้า หากเขาไม่ได้คิดจะฆ่าข้าจริงๆ ข้าก็ไม่ฆ่าเขา หากหลังจากนั้นเหล่าผู้อาวุโส, ศิษย์พี่ และอาจารย์ของเจ้า… มีสักคนที่เที่ยงธรรมเสียหน่อย ก็ย่อมมีชีวิตรอดไปได้”

“นี่ข้ามิได้แก้ตัวนะ ศิษย์กลุ่มเล็กๆ ของสำนักกระบี่ถามไถ่ที่เห็นว่าข้าไม่ผิด ก็มีชีวิตรอดมิใช่หรือ?”

“แต่คนของสำนักเซียนเทียนเสวียนเหล่านี้เล่า? แม้ข้าจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดสำนักเซียนเทียนเสวียนต้องใส่ร้ายข้า หรือต้องการจะฆ่าข้า แต่นี่ก็ต้องเป็นคำสั่งของผู้อาวุโสระดับสูงเหล่านั้นมิใช่หรือ?

“ลูกศิษย์ที่อยู่เบื้องล่างคอยวิ่งเต้นรับใช้เหล่านี้ เกินครึ่งก็เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกหลอกลวง สังหารพวกเขาแล้วมันถูกต้องหรือ?” ลั่วชิงเตี๋ยกล่าว

ฉู่ลู่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจอย่างจริงใจ

“เจ้าพูดถูก… พวกเขาไม่สมควรตาย”

ลั่วชิงเตี๋ยรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาและกำลังจะพูดต่อ ก็ได้ยินฉู่ลู่กล่าวขัดว่า

“ดังนั้นเจ้าว่าสำนักเซียนเทียนเสวียนนี้ช่างไร้ยางอายเพียงใด? ถึงกับคร่าชีวิตศิษย์ของตนเองทางอ้อม!”

ฉู่ลู่กล่าวต่ออย่างชอบธรรม

“รอข้าบุกไปถึง ข้าจะฟันเทียนเสวียนเพิ่มอีกหลายดาบ ถือเป็นการแก้แค้นให้พวกเขา”

ลั่วชิงเตี๋ย: “เอ๊ะ? ไม่ใช่สิ! ไม่ควรปล่อยพวกเขาไปหรือ?”

ฉู่ลู่: “คนที่ฆ่าพวกเขาคือเทียนเสวียน ข้าจะปล่อยพวกเขาไปได้อย่างไร? ต่อให้วันนี้ข้าปล่อยพวกเขาไป พรุ่งนี้สำนักเซียนเทียนเสวียนจะไม่ส่งพวกเขามาอีกหรือ?”

“ตอนข้าบุกสำนักเซียนเทียนเสวียน ฆ่าเจ้าสำนักของพวกเขา พวกเขาจะวางตัวเป็นกลางหรือ? อธิบายความจริงให้พวกเขาฟัง พวกเขาจะเชื่อหรือ?”

ลั่วชิงเตี๋ย: “...”

“นี่... ฉู่ลู่...” ลั่วชิงเตี๋ยตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม

“เจ้าไม่มีความละอายใจหรือความรู้สึกผิดบาปเลยหรือ?”

“ไม่มี” ฉู่ลู่กล่าวอย่างเฉยเมย

“ข้าฆ่าคนทุกครั้งล้วนไม่ละอายแก่ใจ”

ลั่วชิงเตี๋ยตะลึงงันไปชั่วขณะ นางพลันพบว่าตนเองมิอาจโต้แย้งได้ ในใจพลันรู้สึกซับซ้อนขึ้นมา

เส้นทางการบำเพ็ญ มิใช่เพียงการขัดเกลาพลังวัตร แต่ยังต้องฝึกฝนจิตใจด้วย นางสามารถบำเพ็ญจนถึงระดับมหาบรรลุได้ ย่อมมีความสำเร็จในด้านนี้อยู่บ้าง

แต่ตอนนี้นางกลับพบว่าจิตใจของตนเองดูเหมือนจะยังไม่มั่นคงเท่าฉู่ลู่ ที่อยู่เพียงระดับก่อเกิดปราณเพียงเท่านั้น…

จบบทที่ บทที่ 20 บุตรบุญธรรมชาติที่แล้ว?

คัดลอกลิงก์แล้ว