เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 สหายรัก? สังหารทิ้ง!

บทที่ 19 สหายรัก? สังหารทิ้ง!

บทที่ 19 สหายรัก? สังหารทิ้ง!


ข่าวความล้มเหลวของหยางหรูอิงถูกส่งไปยังสำนักเซียนเทียนเสวียนอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำในทันที

เหล่าผู้อาวุโสของสำนักเซียนเทียนเสวียนจึงเรียกประชุมฉุกเฉิน

“เดรัจฉาน! เป็นเดรัจฉานโดยแท้! ขนาดพ่อแม่ตนเองมันยังลงมือได้!”

“พอแล้ว! อย่าเพิ่งกล่าววาจาไร้สาระ มาคิดกันก่อนดีกว่าว่าพวกเราควรทำอย่างไร”

“แม้สำนักเซียนเทียนเสวียนจะอยู่ห่างไกลจากเมืองชิงอวิ๋น ระหว่างทางยังต้องผ่านแดนหายนะใหญ่หลายแห่ง แต่นางก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญระดับมหาบรรลุ

หากไม่เสียดายพลังวัตรและเร่งเดินทางสุดชีวิต อย่างมากสุดก็สามวันถึงมาถึง และต่อให้ต้องระมัดระวังตัวเพื่อรักษาสภาพร่างกาย ก็แค่ใช้เวลาเพิ่มอีกสองวัน พวกเราต้องหาทางรับมือภายในเวลานี้”

“รวบรวมกำลังพล เรียกศิษย์ที่กระจายตัวกลับมาทั้งหมด เปิดค่ายกลพิทักษ์เขา เตรียมพร้อมสู้ตาย! ข้าไม่เชื่อว่านางคนเดียวที่เป็นเพียงระดับมหาบรรลุ จะสังหารพวกเราทั้งหมดได้!”

เหล่าผู้อาวุโสโต้เถียงกันเสียงดังเซ็งแซ่ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดผวา

พวกเขาทุกคนล้วนคาดไม่ถึงว่าแผนการที่ดูไร้ที่ติของเจ้าสำนัก… จะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้

ไม่เพียงแต่สังหารลั่วชิงเตี๋ยไม่ได้ ยังเป็นการเปิดโปงสำนักเซียนเทียนเสวียนออกไปอีก

บัดนี้ลั่วชิงเตี๋ยกำลังมุ่งหน้ามาหาพวกตนด้วยเจตนาสังหาร ทั้งสำนักพลันตกอยู่ในวิกฤตความเป็นความตาย!

จะผ่านพ้นหายนะครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ก็สุดจะล่วงรู้…

แต่ขณะที่เหล่าผู้อาวุโสกำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนว่าจะวางค่ายกลอย่างไรให้เร็วที่สุด หรือจะระดมกำลังทั้งหมดอย่างไรให้ทันเวลา… เสียงเคาะโต๊ะก็พลันดังขึ้น!

ผู้อาวุโสทุกคนพลันหยุดปาก หันไปมองยังต้นตอของเสียง

ก็คือเจ้าสำนักเทียนเสวียนนั่นเอง

เขาใช้ข้อนิ้วเคาะโต๊ะ รอจนทุกคนเงียบเสียงแล้วมองมาที่เขา

“ไม่จำเป็นต้องเปิดค่ายกลพิทักษ์เขา ดำเนินการตามแผนเดิมต่อไป”

“อะไรนะ!?”

เหล่าผู้อาวุโสต่างมีสีหน้าตกตะลึง

“เจ้าสำนัก! ท่านบ้าไปแล้วหรือ? แผนการล้มเหลวไปแล้วนะ”

“ใช่แล้ว ยังจะดำเนินการอะไรต่ออีก?”

“คราแรกเพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่คาดฝัน จึงเตรียมเหยื่อล่อไว้หลายคน” เจ้าสำนักกล่าว

“บิดามารดาของลั่วชิงเตี๋ยเป็นเพียงหนึ่งในนั้น เมื่อพวกเขาล้มเหลว ก็แค่เปลี่ยนคนใหม่…”

เหล่าผู้อาวุโสพลันโกรธจนหัวเราะออกมา

“ลั่วชิงเตี๋ยไม่ใช่คนโง่ กลอุบายนั้นนางยังมองทะลุได้ แล้วครั้งที่สองนางจะมองไม่ทะลุได้อย่างไร?”

“ใช่แล้ว! อีกอย่าง… ที่พวกเราเลือกพวกเขา ก็เพราะบิดามารดาของลั่วชิงเตี๋ยมีผลต่อจิตใจนางมากที่สุดมิใช่หรือ? ขนาดพวกเขายังล้มเหลว คนอื่นก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้”

“เจ้าสำนัก ท่านกำลังใช้อารมณ์อยู่หรือ? ในยามวิกฤตเช่นนี้ มิใช่เวลาที่จะใช้อารมณ์นำพานะ!”

“พอได้แล้ว!” เทียนเสวียนพลันลุกขึ้นยืนตวาด

“ข้าเป็นเจ้าสำนัก หรือพวกท่านเป็นเจ้าสำนักกัน? เชื่อฟังคำสั่งข้าแต่โดยดี ดำเนินตามแผนต่อไป! ผู้ใดกล้าขัดขืน อย่าหาว่าข้าลงมือเหี้ยมโหด!”

กล่าวจบ เทียนเสวียนก็สะบัดแขนเสื้อจากไป ทิ้งไว้เพียงเหล่าผู้อาวุโสที่มองหน้ากันไปมา

“เจ้าสำนักเขาเป็นอะไรไป?”

“อย่าเพิ่งสนใจเรื่องนั้น พวกเราควรทำอย่างไรดี?”

“ยังจะทำอะไรได้อีกเล่า? ก็ต้องฟังเขาสิ ไม่ได้ยินที่เขาพูดหรือ? หากไม่ทำตาม ไม่แน่ว่าลั่วชิงเตี๋ยยังไม่มาถึง… พวกเราคงตายกันก่อนแล้ว”

“ตอนนี้ยังเหลือตัวเลือกสำรองอีกสองคน เราควรเลือกผู้ใดกัน?”

“เด็กกำพร้าขอทานนั่นมันไร้ที่มาที่ไปเกิน ข้าเสนอให้เลือกม่ออวี่ชาง”

“เห็นด้วย”

“ข้าเห็นด้วย”

“แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไร การใช้แผนการที่ล้มเหลวซ้ำอีกครั้ง มีแต่จะล้มเหลวอย่างน่าอนาถยิ่งกว่าเดิมมิใช่หรือ?”

“เช่นนั้นเจ้าจะเอาอย่างไร?”

“ข้ามีแผนหนึ่ง” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

หลังจากที่คนอื่นๆ ได้ฟัง ก็ครุ่นคิดตาม…

“วิธีนี้... ดูเหมือนจะไม่เลว”

“ดีกว่าแผนเดิมเป็นแน่”

“เอาตามนี้เถิด!”

“ดี! เช่นนั้นพวกเรารีบลงมือกัน ต้องรีบวางกับดักบนเส้นทางที่ลั่วชิงเตี๋ยต้องผ่านให้เร็วที่สุด”

การประชุมยุติลงอย่างรวดเร็ว เหล่าผู้อาวุโสต่างแยกย้ายกันไปลงมือ

บนท้องฟ้าสีครามสดใส

ร่างของฉู่ลู่พลันพุ่งผ่านเป็นสายเมฆ แรงลมที่เกิดขึ้นแหวกม่านเมฆาจนแยกออกจากกัน

จากเมืองชิงอวิ๋นมาได้สองวันแล้ว สองวันนี้ลั่วชิงเตี๋ยมิได้เงียบขรึมอีกต่อไป เพียงแต่อารมณ์ยังคงซึมเซา เห็นได้ชัดว่ายังไม่ฟื้นตัวจากความจริงอันโหดร้ายโดยสมบูรณ์

แต่ฉู่ลู่เชื่อว่านางจะไม่จมปลักอยู่เช่นนี้ไปตลอด เพราะเบาะมีแสปรากฏอยู่ตรงหน้านาง นางเองก็สัมผัสได้ เพียงแต่ไม่เคยเชื่อมโยงเรื่องราวเหล่านี้เข้าด้วยกันเท่านั้น

อีกอย่าง… ยังมีกลุ่มกวนโอ๊ยที่รออยู่ในแชท

จากถ้อยคำระหว่างบรรทัดของพวกนาง พอจะดูออกว่าคนกลุ่มนี้น่าจะมีนิสัยคล้ายๆ กับลั่วชิงเตี๋ย

หากมีเพียงข้าคนเดียวที่โชคร้าย ย่อมยากที่จะยอมรับได้

แต่หากทุกคนล้วนโชคร้าย… ก็ต่างปลอบใจซึ่งกันและกัน ช้าเร็วก็ก้าวผ่านมันไปได้อยู่ดี

ในยามนั้นเอง… เบื้องหน้าพลันปรากฏร่างของคนผู้หนึ่ง ฉู่ลู่หยุดลงอย่างระแวดระวัง

ชั่วครู่ต่อมา ร่างนั้นก็ค่อยๆ เข้ามาใกล้ ปรากฏว่าเป็นโฉมงามราวกับเทพเซียนนางหนึ่ง…

เพียงแต่โฉมงามผู้นี้มีใบหน้าซีดขาว ท่าทางราวกับได้รับบาดเจ็บสาหัส!

ฉู่ลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงลั่วชิงเตี๋ยดังขึ้นในศีรษะ

“เอ๊ะ? นั่นมันม่ออวี่ชางมิใช่หรือ?”

“ม่ออวี่ชาง?” ฉู่ลู่เลิกคิ้วขึ้น ก่อนเอ่ยถามในใจ

“คือสหายรักที่กรีดเลือดจากหัวใจเจ้า… ไปให้สามีผู้บำเพ็ญตนเป็นมารใช้ฝึกวิชาคนนั้นน่ะหรือ?”

“อืม”

“หึ...”

ม่ออวี่ชางมองฉู่ลู่พลางเผยรอยยิ้มยินดี

“ชิงเตี๋ย! ในที่สุดก็พบเจ้าแล้ว”

“อืม… แล้วเจ้าตามหาข้ามีธุระอันใด?” ฉู่ลู่มองนางอย่างประเมิน

“เจ้าก็มาเพื่อจับข้าไปขอขมาด้วยหรือ?”

“หา? เอ๊ะ! เจ้าหมายถึงเรื่องของสำนักกระบี่ถามไถ่หรือ? อย่าโง่ไปหน่อยเลย” ม่ออวี่ชางกล่าว

“พวกเราคบหากันมากี่ปีแล้ว? ข้าจะไม่รู้หรือว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร? เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับเจ้าเป็นแน่ ข้ามาหาเจ้าเพราะ... อืม… พูดแล้วก็น่าละอายนัก”

ม่ออวี่ชางมีสีหน้าลำบากใจก่อนกล่าวอย่างอับอาย

“ข้ามาเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้า… เจ้าก็เห็นสภาพข้าแล้วนี่”

นางยังกล่าวต่อ…

“เมื่อไม่นานมานี้ข้าถูกกลุ่มผู้บำเพ็ญมารลอบโจมตี แม้จะหนีรอดมาได้ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส บาดแผลส่วนใหญ่ไม่เป็นไรนัก แต่มีแผลหนึ่งที่ยุ่งยากมาก จำเป็นต้องใช้เลือดหัวใจของผู้บำเพ็ญระดับมหาบรรลุจึงจะรักษาให้หายได้ ข้าคิดไปคิดมาก็ได้แต่มาหาเจ้า”

ฉู่ลู่: “...”

“เฮ้อ” เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนกล่าวว่า

“สำนักเซียนเทียนเสวียนนั่น… ตกลงโง่เอง หรือคิดว่าข้าโง่กันแน่? ทำไมถึงกล้าใช้ลูกไม้ที่ล้มเหลวไปแล้วซ้ำอีกรอบ?”

“หา?” ม่ออวี่ชางแววตาฉายประกายหวาดหวั่น แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นงุนงงก่อนถามกลับ

“ชิงเตี๋ย เจ้าพูดเรื่องอันใดกัน? เทียนเสวียน... อึ้ก!” คำพูดยังไม่ทันจบ… ก็พลันหยุดชะงัก

กระบี่ยาวเล่มเดิมทะลวงลำคอของม่ออวี่ชางเสียแล้ว!

ฉู่ลู่ดึงกระบี่ประจำกายกลับมา สะบัดโลหิตบนคม

ส่วนม่ออวี่ชางเบิกตากว้าง กุมลำคอของตน มองฉู่ลู่อย่างหวาดผวา

“ฉู่ลู่” เมื่อเห็นสภาพของสหายในวันวาน ลั่วชิงเตี๋ยก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง เอ่ยขึ้นในใจของเขา

“เช่นนี้จะเร็วเกินไปหน่อยหรือไม่? ยังไม่ทันแน่ใจเลยว่านางถูกสำนักเซียนเทียนเสวียนส่งมาจริงหรือเปล่า?”

“อืม ก็นับว่าเร็วจริง แต่จะเป็นไรไปเล่า?” ฉู่ลู่เก็บกระบี่ประจำกายกลับเข้าแหวนมิติเก็บของพลางกล่าว

“ต่อให้สิ่งที่นางพูดเป็นความจริง… แล้วไม่สมควรฆ่าหรือ?”

ลั่วชิงเตี๋ยพูดไม่ออก

ในขณะที่ฉู่ลู่กำลังเตรียมจากไป

ทันใดนั้น ร่างของม่ออวี่ชางที่เหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็พลันระเบิดคลื่นพลังวัตรอันรุนแรงออกมา

ฉู่ลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย…

เป็นการระเบิดที่ทรงพลังจนเหลือเชื่อ!

มวลแสงสว่างอันเจิดจ้าปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้า จากนั้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวก็สะท้อนก้องไปทั่วชั้นเมฆ ราวกับจะฉีกกระชากนภาแลผืนดินให้แยกออกจากกัน!

แรงกระแทกอันทรงพลังแผ่กระจายออกไปทุกทิศทุกทางอย่างบ้าคลั่งโดยมีนางที่จุดระเบิดเป็นศูนย์กลาง

กลุ่มคนของสำนักเซียนเทียนเสวียนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เมื่อเห็นภาพนี้… พลันมีขวัญกำลังใจเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก พากันเปล่งเสียงหัวเราะลั่น

“สำเร็จแล้ว! พวกเราทำสำเร็จแล้ว” ผู้อาวุโสที่เป็นหัวหน้าตื่นเต้นจนหนวดเคราสั่นเทา

เหล่าศิษย์ใต้บังคับบัญชาของเขาต่างพากันประจบสอพลอ

“กลอุบายของท่านผู้อาวุโสช่างปราดเปรื่องนัก! ลั่วชิงเตี๋ยนั่น ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับมหาบรรลุ ก็มิใช่คู่ต่อสู้ของท่านจริงๆ”

ผู้อาวุโสลูบเครา ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ แม้ว่าแผนนี้จะมิใช่เขาที่เป็นคนเสนอ แต่ก็ไม่ขัดขวางให้เขาคำเยินยอของเหล่าศิษย์

แต่ว่าวิธีการนี้ก็ชาญฉลาดโดยแท้ ผู้อาวุโสคิดในใจ:

ในเมื่อแผนครั้งแรกล้มเหลวไปแล้ว หากใช้ซ้ำเป็นครั้งที่สองย่อมถูกมองทะลุได้ในทันที…

เช่นนั้นสู้ซ้อนแผนไปเลยเสียดีกว่า โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจะถูกมองทะลุ วางแผนซ้อนแผน ซ่อนหินฝังเซียนไว้ในร่างของม่ออวี่ชาง ทันทีที่ม่ออวี่ชางตาย หินฝังเซียนก็จะทำงานทันที โจมตีลั่วชิงเตี๋ยตอนที่ไม่ทันได้ตั้งตัว!

“เอาล่ะ พวกเราไปดูกันเถิด ค้นหาร่างของนาง นำกลับไปรับความดีความชอบ” ผู้อาวุโสกล่าว

เหล่าศิษย์กำลังจะขานรับ เสียงของฉู่ลู่ก็ดังขึ้นจากด้านหลังพวกเขา

“ไม่จำเป็น ข้ามาแล้ว”

“เอ๊ะ?”

ทุกคนตะลึงงัน จากนั้นพลันมีสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด

เมื่อหันขวับไปมอง ก็เห็นฉู่ลู่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

ผู้อาวุโสตกตะลึงอ้าปากค้าง

“เจ้า!...เจ้า!...เพราะเหตุใด...”

ฉู่ลู่โบกมือ พลันนั้นเสียง ‘ฉัวะ’ ก็ดังขึ้น

ศีรษะของศิษย์สิบกว่าคนในที่นั้นพลันลอยขึ้นฟ้าพร้อมกัน เลือดสดสาดกระเซ็นราวกับสายฝนสีแดงที่ม้วนตัวย้อนกลับ

ตุบ! ตุบ! ตุบ!

เสียงเหล่าศิษย์ร่วงลงพื้นดังขึ้นทีละคน

หัวใจของผู้อาวุโสก็เต้นระส่ำ สีหน้าซีดเผือดราวกับหิมะ

ฉู่ลู่กล่าวด้วยสีหน้าพึงพอใจ

“อืม เช่นนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย คนเยอะเกินไป ดูแล้วช่างเกะกะสายตา”

ขาของผู้อาวุโสพลันอ่อนแรง ทรุดฮวบลงกับพื้น

“แต่ว่าไปแล้ว พวกเจ้าก็ฉลาดไม่เลว” ฉู่ลู่กล่าวชื่นชม

“ตอนแรกข้านึกว่าพวกเจ้าล้วนเป็นพวกโง่เง่าเสียอีก เอาแผนที่ล้มเหลวมาใช้ซ้ำ ที่แท้ก็เป็นกลลวงซ้อน แต่น่าเสียดายที่สัญญาณเตือนก่อนทำงานมันยาวนานไปนิด และก็ชัดเจนเกินไป ใช้รับมือกับระดับมหาบรรลุยังไม่เพียงพอหรอก”

“ชัดเจนเกินไป...?” ผู้อาวุโสมีสีหน้าตื่นตระหนก

ในสายตาของเขา หินฝังเซียนนับว่าซ่อนเร้นอย่างเพียงพอแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าในสายตาของฉู่ลู่มันยังชัดเจนเกินไปอีกหรือ?

—ระดับมหาบรรลุน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้เชียว? ผู้อาวุโสจิตใจห่อเหี่ยว สิ้นหวังโดยสมบูรณ์ เขาก้มหน้าอย่างสิ้นอาลัยแล้วกล่าว

“ฝีมือด้อยกว่า ข้าขอยอมแพ้ เจ้าฆ่าข้าเถิด”

ฉู่ลู่: “เจ้าอยากตายถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เดิมทีข้ายังคิดจะไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง”

“เอ๊ะ?” ผู้อาวุโสพลันเงยหน้าขึ้น สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

“จริงหรือ?”

“จริงสิ ขอเพียงเจ้าตอบคำถามข้าข้อหนึ่ง”

“คืออะไร!”

“พวกเจ้าหลบเลี่ยงการใช้จิตเทวะของข้าได้อย่างไร?” ฉู่ลู่ค่อยๆ ถาม

คนของสำนักเซียนเทียนเสวียนมีความสามารถในการหลบเลี่ยงการสแกนของจิตเทวะเขา

นี่คือสิ่งที่ฉู่ลู่ค้นพบตั้งแต่ตอนที่อยู่เมืองชิงอวิ๋น ตอนที่เขาพบว่าบิดามารดาของลั่วชิงเตี๋ยมีท่าทีผิดปกติ เขาก็แอบลองใช้จิตเทวะค้นหาทั้งเมืองแล้ว… แต่ผลคือไม่พบสิ่งใด

แม้กระทั่งตอนนี้… เป็นเพราะพวกมันคิดว่าแผนการสำเร็จ จนกลิ่นอายรั่วไหลออกมา เขาจึงพบร่องรอยได้

นี่ก็เป็นสาเหตุที่ตอนนั้นเขาตัดสินใจซ้อนแผน แสร้งทำเป็นก้าวเข้าสู่กับดัก เพื่อล่อหยางหรูอิงและพวกมันออกมา

และหลังจากที่ทำสำเร็จ เหตุใดเขาจึงไม่ซักไซ้หยางหรูอิงและคนอื่นๆ ว่าทำได้อย่างไร…

นั่นก็เพราะเขาคิดว่าในเมื่อรู้แล้วว่าผู้บงการเบื้องหลังคือสำนักเซียนเทียนเสวียน เช่นนั้นมิสู้บินตรงไปเลย พุ่งเข้าไปในขณะที่พวกมันยังไม่รู้อะไร ถล่มสำนักให้สิ้นซาก สังหารทุกคนให้หมดสิ้น แบบนี้จะไม่ประหยัดเวลากว่าหรือ? ไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องจุกจิกเหล่านี้

แต่คาดไม่ถึงว่าการสื่อสารของโลกนี้จะรวดเร็วยิ่ง เห็นได้ชัดว่าสำนักเซียนเทียนเสวียนทราบข่าวความล้มเหลวของแผนแล้ว

ขณะเดียวกันเขาก็คาดไม่ถึงว่าสำนักเซียนเทียนเสวียนนี้จะหัวแข็งถึงเพียงนี้ กล้าวางแผนลอบทำร้ายเขาอีก

ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนใจ ตัดสินใจว่าจะทำการอย่างรอบคอบสักหน่อย…

ผู้อาวุโสมีสีหน้าลังเล วิธีการร้ายกาจถึงเพียงนี้ ย่อมเป็นหนึ่งในไม้ตายก้นหีบของสำนัก… หากเปิดเผยออกไป ตนก็จะกลายเป็นคนบาปของสำนักเซียนเทียนเสวียนไปตลอดกาล

แต่พลันก็เปลี่ยนความคิดในทันที หากไม่เปิดเผย… เขาก็จะกลายเป็นคนตายเสียตอนนี้

อีกอย่าง… ดูจากสถานการณ์แล้ว สำนักเซียนเทียนเสวียนจะยังอยู่ดีหรือไม่ ก็ยังไม่แน่ชัด

ดังนั้นเขาจึงกัดฟันกล่าว…

“ดี ข้าจะบอกเจ้า!”

จากนั้นเขาก็กล่าวถึงเคล็ดวิชานั้นออกมา ทั้งยังมอบยุทธภัณฑ์เวทที่ใช้คู่กัน และสุดท้ายยังอธิบายวิธีทำลายอีกด้วย

ฉู่ลู่พึงพอใจอย่างมาก

“ข้าทำตามที่เจ้าบอกแล้ว ปล่อยข้าไปได้แล้วกระมัง?” ผู้อาวุโสกล่าวอย่างน่าสงสาร

“อืม เจ้าไปเถิด วันนี้ข้าไว้ชีวิตเจ้าหนึ่งครั้ง พบกันคราวหน้า ข้าไม่ปรานีแน่!” ฉู่ลู่กล่าว

ผู้อาวุโสดีใจราวกับจะเป็นบ้า โขกศีรษะขอบคุณไม่หยุด จากนั้นก็ลุกขึ้นจากไปอย่างลนลาน

เขาใช้คาถา เหาะหนีไปรวดเดียวถึงสิบลี้ ถึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก และพึมพำกับตนเอง

“ให้ตายเถิด ช่างเป็นจอมมารโดยแท้ ตอนนี้ข้าควรทำอย่างไรดี? สำนักเซียนเทียนเสวียนนี้คงไปไม่รอดแล้ว สู้ไปเข้าร่วมสำนักว่านฝ่าดีกว่า…

ถือโอกาสนำข่าวของลั่วชิงเตี๋ยไปบอก ให้พวกมันเตรียมพร้อมคิดหาวิธีรับมือ ข้าไม่เชื่อว่าพวกมันจะทนให้ลั่วชิงเตี๋ยผงาดอยู่ได้”

กล่าวจบ เมื่อเขาเงยหน้า… ก็พลันตะลึงงัน!

ฉู่ลู่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา

ผู้อาวุโส: “เอ๊ะ?”

“ช่างบังเอิญจริง!” ฉู่ลู่ก็ทำหน้าประหลาดใจเช่นกัน

“พวกเราพบกันอีกแล้ว!”

จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอย่างเสียดาย

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้า ข้าไม่อยากฆ่าเจ้าเลยจริงๆ”

ผู้อาวุโสตกตะลึงอ้าปากค้าง

“นี่มันไม่ถูก เจ้าพูดชัดๆ ว่า...”

ฉัวะ!

ฉู่ลู่ตวัดกระบี่ประจำกาย ใช้ท่าหงสามาเยือนตัดร่างผู้อาวุโสขาดกลางลำตัวอย่างเฉียบขาด

ร่างสองท่อนร่วงหล่นลงไป

ลั่วชิงเตี๋ย: “...”

“ฉู่ลู่” นางอดที่จะกล่าวไม่ได้

“เช่นนี้จะไม่เกินไปหน่อยหรือ? เจ้าบอกเองว่าจะปล่อยเขาไป”

“เกินไปตรงไหน? ข้ามิได้โกหกเสียหน่อย” ฉู่ลู่กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ

“บอกแล้วว่าพบกันคราวหน้าจะไม่ปรานีแน่ เขายังกล้าโผล่มาตรงหน้าข้าเอง อยากตายถึงเพียงนี้ ข้าจะใจร้ายไม่สนองให้เขาได้หรือ?”

ลั่วชิงเตี๋ย: “?”

“อีกอย่าง... ถอนหญ้าต้องถอนราก”

“จะปล่อยให้คนที่เคยคิดสังหารข้ามีชีวิตรอดต่อไปได้อย่างไร?”

“นี่...” ลั่วชิงเตี๋ยยังคงยากจะยอมรับ

“เอาล่ะ เดินทางต่อเถิด” ฉู่ลู่ขี้เกียจกล่าวต่อ

เขาบินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของสำนักเซียนเทียนเสวียน

“ยังมีคนอีกมากที่ต้องฆ่า”

จบบทที่ บทที่ 19 สหายรัก? สังหารทิ้ง!

คัดลอกลิงก์แล้ว