- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 18 ฟ้าเริ่มเย็น... ถึงเวลาล้างตระกูล
บทที่ 18 ฟ้าเริ่มเย็น... ถึงเวลาล้างตระกูล
บทที่ 18 ฟ้าเริ่มเย็น... ถึงเวลาล้างตระกูล
“สำเร็จแล้ว! ฮ่าฮ่าฮ่า! พวกเราสำเร็จแล้ว!”
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดี พวกเขาต่างเหินร่างไปยังค่ายกล ภาพแรกที่เห็นคือท่านย่าล้มลงอยู่บนพื้น
หยางหรูอิงส่งสัญญาณทางสายตา ลูกน้องคนหนึ่งก็รีบเข้าไปตรวจสอบก่อนรายงาน
“นางไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง เพียงแค่สลบไป คงเป็นเพราะอยู่ใกล้ค่ายกล จึงทนต่ออานุภาพที่รั่วไหลออกมาไม่ไหว”
หยางหรูอิงพยักหน้า สั่งการอย่างไม่ใส่ใจให้คนพยุงตัวพานางไปพัก
จากนั้นเขาก็มองไปยังค่ายกลที่กำลังทำงานอยู่เบื้องหน้า สัมผัสถึงพลังอันแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ราวกับได้เห็นอนาคตอันรุ่งโรจน์ของตนเองแล้ว
“เฮอะ!” เขาปิติยินดีอย่างยิ่ง จนบังเกิดความโอหังขึ้นมาวูบหนึ่ง
“ผู้บำเพ็ญระดับมหาบรรลุแล้วอย่างไร? มันก็แค่นี้เอง ถึงนิสัยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แต่น่าเสียดายที่สมองยังโง่งมไม่เปลี่ยน ข้าเพียงใช้เล่ห์กลเล็กน้อย ก็จับนางได้อย่างง่ายดายแล้ว!”
ในยามนี้บิดาและมารดาลั่วก็ลิงโลดอย่างยิ่ง ยืนด่าทออยู่ด้านข้าง
“บังอาจตบข้าใช่ไหม! ถุย! สมควรแล้ว!” บิดาลั่วด่าทอไม่หยุด
“นังอกตัญญู เจ้ามันสมควรตาย!” มารดาลั่วก็ผสมโรงด่า
“ฮึ่ม! ตายง่ายดายเพียงนี้ นับว่าปรานีนางเกินไปแล้ว!”
หลังจากที่คนทั้งสองด่าทอจนพอใจ ก็ขยับเข้าไปใกล้หยางหรูอิง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นประจบสอพลออย่างเต็มที่
“ท่านเซียน… ในเมื่อแผนการสำเร็จแล้ว เช่นนั้นพวกเรา...” บิดาลั่วเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“อืม แม้ว่าสุดท้ายจะต้องพึ่งพาท่านย่าของลั่วชิงเตี๋ย แต่พวกท่าน... แม้ไม่มีผลงานเด่นชัด ก็ถือว่าลงแรงไปไม่น้อย ดังนั้นวางใจได้ ข้าขอใช้ชื่อเสียงของสำนักเซียนเทียนเสวียนรับประกัน ต่อไปจะไม่มีผู้ใดไปหาเรื่องพวกท่านอีก” หยางหรูอิงกล่าว
บิดาและมารดาลั่วพลันยินดีเป็นล้นพ้น กำลังจะเอ่ยขอบคุณ แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ผู้บงการเบื้องหลังคือสำนักเซียนเทียนเสวียนสิน…”
ทุกคนในที่นั้นพลันตะลึงงัน พวกเขาหันขวับมองหาต้นตอของเสียงโดยสัญชาตญาณ
เมื่อพบว่าเสียงนั้นดังมาจากภายในค่ายกล ก็พลันรู้สึกขนพองสยองเกล้า
จากนั้น… ท่ามกลางสายตาของพวกเขา จุดแสงสีขาวพลันสว่างวาบขึ้นด้านใน ก่อนจะขยายตัวในชั่วพริบตา!
ลำแสงกระบี่สายหนึ่ง… ตัดลำแสงของค่ายกลที่พุ่งทะยานสู่ฟ้าจนขาดสะบั้น!
ร่างของฉู่ลู่ปรากฏขึ้นภายในค่ายกล เห็นเพียงเขายกกระบี่ประจำกายขึ้นสูง และเปล่งเสียงทุ้มลึก
“หงสามาเยือน!”
พลังเวทระดับมหาบรรลุ, เคล็ดวิชาระดับมหาบรรลุ, กระบวนท่ากระบี่ระดับมหาบรรลุ!
พลังอันไร้เทียมทานพลันแผ่กระจายออกไปโดยรอบอย่างเกรี้ยวกราด!
อานุภาพของค่ายกล แลปรากฏการณ์ฟ้าดินแปรปรวนพลันแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ภายใต้กระบี่เดียว…
เมฆดำบนท้องฟ้าสลาย ทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม
ฝูงชนมองดูฉู่ลู่ที่ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากค่ายกลอย่างตกตะลึง สมองของทุกคนพลันว่างเปล่า
หยางหรูอิงได้สติก่อนผู้ใด เขายกนิ้วชี้ไปยังฉู่ลู่ ตัวสั่นเทา สมองหมุนทำงานอย่างรวดเร็ว
—ค่ายกลที่บรรพชนถ่ายทอดมาไม่มีทางผิดพลาด ขอเพียงนางก้าวเข้ามาโดยไม่ระวัง อย่างไรก็ต้องตายสถานเดียว!
แต่นางก้าวเข้ามาแล้วกลับไม่ตาย หมายความว่า...
“เจ้า... เจ้าไม่ได้ถูกหลอก?” หยางหรูอิงเค้นเสียงถาม
“เจ้าจงใจก้าวเข้าสู่ค่ายกล! เจ้าคิดจะล่อพวกเราออกมา!”
“ถูกต้อง” ฉู่ลู่พยักหน้าเล็กน้อย
“ตามหาทีละคนมันยุ่งยากเกินไป สู้ให้พวกเจ้าออกมาเองย่อมง่ายกว่า”
“แต่... แต่ว่าเหตุใด?” หยางหรูอิงมีสีหน้าเหลือเชื่อ
เขายอมรับไม่ได้จริงๆ แผนการที่อุตส่าห์ทุ่มเทวางมาอย่างดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น เหตุใดจึงล้มเหลวได้?
เกิดความผิดพลาดที่จุดใดกันแน่? เขาเค้นเสียงถาม
“เจ้ากับท่านย่าของเจ้าความสัมพันธ์ใกล้ชิด นางเป็นคนเดียวที่ดีต่อเจ้า เหตุใดเจ้าจึงสงสัยนาง!?”
“พูดตามตรง… แผนของเจ้าก็ไม่เลวเลย ให้พ่อแม่ข้ามาใช้ไม้แข็งก่อน พอล้มเหลวก็รีบส่งท่านย่ามาเป็นคนดีใช้ไม้อ่อน”
“แข็งอ่อนสลับกัน รับมือได้ยากโดยแท้ แต่น่าเสียดายที่เจ้าทำพลาดอย่างมหันต์”
“พลาดสิ่งใด?!”
ฉู่ลู่มองไปยังท่านย่าผู้นั้นแล้วกล่าว
“คนผู้นี้ ไม่เหมาะที่จะเป็นคนดี!”
หยางหรูอิงมีสีหน้างุนงง
ฉู่ลู่หวนนึกถึงเรื่องราวที่ลั่วชิงเตี๋ยเคยเล่าให้เขาฟัง อารมณ์ก็ยังคงพลุ่งพล่านด้วยโทสะ
“ที่เจ้าเลือกนาง ก็คงสืบมาว่านางดูเหมือนจะดีต่อข้ามาก แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่านางเคยคิดจะฆ่าข้าถึงสองครั้ง… ครั้งแรกคือตอนข้าเกิด ครั้งที่สองคือตอนข้าอายุห้าขวบ” ฉู่ลู่กล่าว
“อะไรนะ?!”
ฉู่ลู่กล่าวต่อ
“นั่นเป็นความเชื่องมงายของชาวบ้าน หากให้กำเนิดบุตรีแล้วยังเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เหล่าผีสาวที่ต้องการมาเกิดใหม่ก็จะคิดว่าบ้านนี้ข่มเหงง่าย และจะพากันมาที่บ้านเจ้า…
ผลลัพธ์ก็คือยิ่งคลอดยิ่งได้บุตรี ดังนั้นหากอยากได้บุตรชาย ก็ต้องสังหารบุตรีที่เพิ่งคลอดไว้หน้าประตูใหญ่ เพื่อข่มขวัญผีสาวเหล่านั้น”
หยางหรูอิงตกตะลึง: “หา?”
“ที่ข้าไม่ตาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเชื่องมงายนี้ในตอนนั้นไม่เป็นที่นิยมแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือพ่อแม่ข้าคิดว่าเลี้ยงดูพี่สาวไว้ก่อน ภายหน้าจะได้ให้นางมาดูแลน้องชาย ประหยัดแรงของตนเอง”
“แต่ตอนข้าอายุห้าขวบ เนื่องจากแม่ข้ายังไม่มีลูกคนที่สองเสียที ย่าก็เลยเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ครานี้พ่อแม่ข้าเริ่มคล้อยตาม หากมิใช่เพราะตั้งครรภ์ได้ทันท่วงที ข้าคงตายอยู่ที่หน้าประตูบ้านไปแล้ว”
หยางหรูอิง: “...”
“การที่นางมาทำเป็นดีด้วยในภายหลัง ส่วนใหญ่ก็แค่ลมปากสองสามคำ เพียงเพราะในอดีตนางชั่วร้ายเกินไป พอแก่ตัวลงจึงอยากสร้างชื่อเสียงดีๆ ให้ตนเองบ้าง เจ้าจะให้ข้าเชื่อว่าคนเช่นนี้เป็นคนดีได้อย่างไร ยอมเสี่ยงภัยมาช่วยข้าขนาดนี้... แค่คิดก็ไม่สมเหตุสมผลแล้ว!”
หยางหรูอิงมีสีหน้าสิ้นหวัง
“เอ๊ะ? นี่มัน… เดี๋ยวก่อน! นี่มิได้หมายความว่าทั้งครอบครัวเจ้าไม่มีผู้ใดมองเจ้าว่าดีเลยหรือ? ทุกคนล้วนอยากจะฆ่าเจ้าให้ตาย? ในโลกนี้จะมีเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?!”
ฉู่ลู่ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร ลั่วชิงเตี๋ยในสมองเขาก็โวยวายขึ้นมา
“พูดจาเหลวไหล! จะไม่มีคนชอบข้าได้อย่างไร! มันต้องมีสิ!... เขาคือ... เอ๊ะ…?”
น้ำเสียงของลั่วชิงเตี๋ยพลันเต็มไปด้วยความสงสัย
ฉู่ลู่คิดในใจ: แย่แล้ว นางรู้ตัวแล้ว!
น้ำเสียงของลั่วชิงเตี๋ยที่ยิ่งคิดยิ่งแผ่วเบา สุดท้ายก็เอ่ยถามฉู่ลู่
“ฉู่ลู่… นี่มันแปลกจริง! ในโลกนี้ดูเหมือนจะไม่มีคนชอบข้าเลย...”
ฉู่ลู่คิดในใจ: ใช่สิ มิเช่นนั้นเจ้าจะเป็นนางเอกนิยายน้ำเน่าได้อย่างไรเล่า?
แต่คำพูดนี้เขามิกล้ากล่าวออกมา ได้แต่ปลอบใจว่า
“อย่าพูดจาไร้สาระ ข้าก็ชอบเจ้าอยู่นี่ไง!”
ทว่าคำพูดนี้ดูเหมือนจะเสแสร้งเกินไปหน่อย ไม่ได้ผลในการปลอบใจเลยแม้แต่น้อย…
ฉู่ลู่เห็นดังนั้น ก็ได้แต่หวังในใจว่านางจะจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้
ในยามนี้… หยางหรูอิงยังคงตะโกนอย่างสิ้นหวัง พร่ำพูดประมาณว่า ‘จะมีครอบครัวเช่นนี้ได้อย่างไร?’ ‘ต่อให้เป็นตัวซวยก็คงไม่โชคร้ายเท่านี้กระมัง’ อะไรเทือกนั้น
ยิ่งฟังฉู่ลู่ก็ยิ่งโมโห จึงยกมือขึ้นตวัดกระบี่…
และสังหารเขาทิ้งในทันที!
เมื่อเห็นหยางหรูอิงที่เป็นดั่งแกนนำหลักตายลงอย่างอนาถ พวกลูกน้องก็พากันตกใจจนหน้าถอดสี แตกฮือราวกับฝูงนกฝูงกา แต่ฉู่ลู่เพียงตวัดกระบี่ไม่กี่ครั้ง… ก็สังหารพวกเขาจนหมดสิ้น
ในชั่วพริบตา
ก็เหลือเพียงบิดาและมารดาลั่ว พวกเขาเห็นฉู่ลู่เดินตรงเข้ามา ก็ตกใจจนรีบโขกศีรษะขอชีวิต
ฉู่ลู่มองดูพวกเขา เดิมทีตั้งใจจะฟันกระบี่เดียวสังหารทิ้ง
แต่ก่อนจะลงมือ เขาก็นึกถึงลั่วชิงเตี๋ยที่กำลังซึมเศร้าขึ้นมา จึงลังเลอใจยู่ครู่หนึ่ง…
“เช่นนี้แล้วกัน ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า” ฉู่ลู่กล่าว
“ข้าจะถามคำถามสองข้อ ขอเพียงตอบถูก ข้าก็จะไว้ชีวิตพวกเจ้า”
“ได้ๆๆ” ทั้งสองรีบพยักหน้า
“คำถามแรก พวกเจ้ารู้สึกผิดแล้วหรือไม่?” ฉู่ลู่ถาม
ทั้งสองรีบพยักหน้าถี่ๆ ราวกับไก่จิกข้าว
“รู้สึกผิดแล้ว พวกเรารู้สึกผิดแล้ว!”
“เช่นนั้นพวกเจ้าผิดที่ใด?” ฉู่ลู่ถาม
“พวกเราไม่ควรเชื่อฟังคำพูดของสำนักเซียนเทียนเสวียน ไม่ควรช่วยพวกมันสังหารเจ้า” บิดาลั่วกล่าว
“ใช่ๆ เราไม่ควรเข้าข้างคนนอก” มารดาลั่วกล่าวเสริม
“แล้วมีอีกหรือไม่?” ฉู่ลู่ถาม
“หา? ยังมีอีกหรือ?” ทั้งสองมีสีหน้างุนงง
“พวกเจ้าป้ายสีว่าข้าแย่งชิงวาสนาของน้องชาย ปฏิบัติต่อข้าเยี่ยงคนนอก คอยระแวดระวังป้องกันไม่หยุด ซ้ำยังดูดเลือดดูดเนื้อข้าอยู่ตลอดเวลา?”
แม้จะคุกเข่าอยู่ต่อหน้าฉู่ลู่ที่ถือกระบี่ แม้รอบด้านจะเต็มไปด้วยศพที่นอนเกลื่อนกลาด แม้ว่าชีวิตตนเองจะแขวนอยู่บนเส้นด้าย…
แต่เมื่อบิดาและมารดาลั่วได้ยินคำพูดเหล่านั้น ใบหน้าของพวกเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความดื้อรั้น
มารดาลั่วยิ่งกล่าวอย่างคับแค้นใจ
“แต่ว่าทุกคนก็ทำกันมิใช่หรือ? การเลี้ยงดูบุตรีย่อมเป็นเช่นนั้นทุกบ้าน? ข้าผิดที่ไหนกัน?”
ฉู่ลู่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
“ตอบผิด!”
….
หลังจากนั้นไม่นาน
ฉู่ลู่ก็ออกจากเมืองชิงอวิ๋นไป
ส่วนความโกลาหลที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง ก็ปล่อยให้คนอื่นมาจัดการต่อ
เขามองไปยังที่ห่างไกล พลางพึมพำกับตนเอง
“สำนักเซียนเทียนเสวียน... สินะ?”
“ฟ้าเริ่มเย็น... ถึงเวลาล้างผลาญตระกูลแล้ว”