- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 10 น่ารำคาญสิ้นดี... สังหารให้สิ้น!
บทที่ 10 น่ารำคาญสิ้นดี... สังหารให้สิ้น!
บทที่ 10 น่ารำคาญสิ้นดี... สังหารให้สิ้น!
เมื่อเห็นฉู่ลู่ไร้ทีท่าสำนึกผิด จี้เซี่ยงซานก็ถึงกับตัวสั่นเทิ้มด้วยโทสะ
“เจ้า! เจ้า! เจ้า! คายความจริงออกมาเดี๋ยวนี้!” เขาตวาดเสียงกึกก้อง
“หากกล้าพูดโกหกแม้แต่คำเดียว ข้าจะถลกหนังเจ้าออก!”
ฉู่ลู่ทำเป็นไม่สนใจจะโต้ตอบ ทว่าหลิวเยียนเอ๋อร์กลับคลานกระเสือกกระสนไปทางจี้เซี่ยงซาน และกล่าวเสียงดังว่า
“ท่านปู่! ท่านปู่! เจ้าสำนักนางเสียสติไปแล้วเจ้าค่ะ!”
จากนั้นหลิวเยียนเอ๋อร์ก็เล่าเรื่องที่ฉู่ลู่ทำไปทั้งหมดเมื่อครู่ด้วยการใส่สีตีไข่อย่างเต็มที่ โดยเน้นบรรยายฉากที่เขาลงมือสังหารหมู่ เพียงเพราะไม่พอใจคำพูดเพียงเล็กน้อย ทำให้จี้เซี่ยงซานโกรธจัดจนแทบสิ้นสติ
“สัตว์นรก! เจ้านี่มันสัตว์นรก!” เขาชี้หน้าด่าฉู่ลู่ พร้อมสาดเทคำหยาบคายอย่างต่อเนื่อง
“กล้าทำเรื่องโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้ เจ้ายังนับเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ?!”
“ข้าเพียงแค่ต้องการความเป็นธรรมก็เท่านั้น” ฉู่ลู่กล่าวอย่างเย็นชา
“หึ! เสแสร้งแกล้งทำเป็นดี เจ้าสัตว์เดรัจฉาน เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าคิดอะไรอยู่?” จี้เซี่ยงซานแค่นหัวเราะหยัน
ฉู่ลู่: “?”
เดี๋ยวนะ… เหตุใดตาแก่นี่ถึงทำราวกับเข้าใจนางเป็นอย่างดีอีกคน?
“พูดว่าต้องการความเป็นธรรมอย่างนั้นรึ? ข้าเห็นว่าเจ้าแค่อิจฉาศิษย์น้องที่ล่วงลับไปของเจ้าก็เท่านั้น!” จี้เซี่ยงซานตวาดก้อง
“ตอนนั้นข้าก็เห็นแล้วว่าเจ้าเป็นคนใจแคบ ไร้คุณธรรม!”
ฉู่ลู่: “???”
—ศิษย์น้อง? จู่ๆ ก็มีศิษย์น้องโผล่มาอีกคน… ได้ยังไงกัน?
เขาจึงถามนางในใจ
นางเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มเล่า
“นั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อน… ท่านอาจารย์ออกไปฝึกฝนนอกสำนัก พลั้งพลาดถูกผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายมารทำร้ายบาดเจ็บสาหัสและตกหน้าผา ก่อนได้รับการช่วยเหลือและดูแลจากครอบครัวชาวนา
เมื่ออาการบาดเจ็บของท่านอาจารย์หายดี…. เพื่อตอบแทนบุญคุณนั้น จึงกล่าวว่าหากครอบครัวชาวนามีคนที่มีรากฐานพลังปราณ ก็ให้มาแจ้งที่สำนักกระบี่ถามไถ่ เขาจะรับไว้เป็นศิษย์”
“ต่อมาเวลาผ่านไปนาน ครอบครัวชาวนาก็ไม่เคยส่งใครมา ท่านอาจารย์จึงสงสัยและออกตามหาด้วยตนเอง
เขาตามร่องรอยไปจนกระทั่งมาถึงบ้านข้า และพบว่าข้ามีรากฐานปราณสวรรค์ชั้นยอด จึงรับข้าเป็นศิษย์ ทว่าหลายปีต่อมา จู่ๆ ก็มีสตรีที่อ้างว่าเป็นผู้มีพระคุณของท่านอาจารย์ปรากฏตัวขึ้น ข้าคิดว่านางมาหลอกลวง จึงไล่นางไป… แต่ไม่คิดว่านั่นจะเป็นเรื่องจริง”
“ต่อมาท่านอาจารย์ได้รับนางไว้เป็นศิษย์ และทราบว่าครอบครัวของนางเหลือนางเพียงคนเดียว เหตุเพราะหลังจากท่านอาจารย์จากไป ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายมารก็ติดตามมาแก้แค้น ครอบครัวชาวนาของพวกเขาต้องหลบซ่อนตัวมาหลายปี จนกระทั่งเพิ่งมีโอกาสมาถึงสำนักกระบี่ถามไถ่”
“ท่านอาจารย์รู้สึกผิดอย่างมาก จึงดูแลนางอย่างดี มอบทั้งอาวุธวิเศษและสมุนไพรบำเพ็ญเพียรทั้งหมดแก่นาง ผิดกับข้าที่ถูกละเลย ท่านกล่าวว่าถึงแม้จะร่วมบำเพ็ญเพียรร่วมกันมาสิบปี แต่ก็ไม่สะดวกที่จะขับไล่ข้าออกจากสำนัก
ทุกครั้งที่เห็นหน้าข้า เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อศิษย์น้องคนนั้น ข้าเคยบ่นไปสองสามประโยค ท่านอาจารย์ก็จะโกรธจัดและด่าว่าข้าอิจฉาริษยาใจแคบ ข้าจึงทำได้เพียงเงียบไป…
ต่อมาสตรีผู้นั้นก็บำเพ็ญเพียรผิดพลาด จนธาตุไฟเข้าแทรก และเสียชีวิตไปอย่างน่าเศร้า”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” ฉู่ลู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ ทว่าก็ยังมีความสงสัยฉายออกมาเล็กน้อย
“แต่มันเกี่ยวอะไรกับสถานการณ์ตอนนี้เล่า?”
ในเวลานั้น จี้เซี่ยงซานก็เอ่ยปากอีกครั้ง….
“เมื่อก่อนเจ้าก็เกลียดชังศิษย์น้องของเจ้า เมื่อหลิวเยียนเอ๋อร์ปรากฏตัว… นางมีรูปโฉมคล้ายศิษย์น้องของเจ้าถึงเจ็ดส่วน ทั้งยังถูกชะตากับข้าตั้งแต่แรกเห็น เจ้าก็เกิดความอิจฉาขึ้นมาอีก! ถึงกับไม่ลังเลที่จะก่อเหตุสังหารหมู่ เพื่อแย่งชิงชีวิตนางไป”
“ว่าไปแล้ว… ตอนนั้นข้าก็สงสัยอยู่ ว่าเหตุใดศิษย์น้องของเจ้าถึงธาตุไฟเข้าแทรกได้ อย่าบอกนะว่านั่นก็เป็นฝีมือเจ้าด้วย? ช่างเป็นคนที่อาฆาตแค้นและอำมหิตเสียจริง!”
ฉู่ลู่: “??”
นี่มันเรื่องเหลวไหลอะไรกันเนี่ย!?
“เจ้าทำจริงหรือ?” ฉู่ลู่ถามนางในใจ
“แน่นอนว่าไม่ได้ทำ” นางตอบทันควัน
ฉู่ลู่คิดว่านั่นก็สมเหตุสมผล หากไอ้คนไร้ประโยชน์นี่กล้าหาญถึงเพียงนั้น… คงไม่ถูกหลิวเยียนเอ๋อร์รังแกเอาจนถึงปานนี้
เหล่าศิษย์เริ่มซุบซิบนินทาอีกครั้ง
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าสำนักจะมีอดีตเช่นนั้น”
“ไม่แปลกเลยที่นางสังหารคนในสำนักได้อย่างคล่องแคล่ว”
“ข้าว่าท่าทีอ่อนโยนเป็นมิตรในวันวานนั้น… เป็นเพียงการเสแสร้งทั้งหมด!”
“สังหารนางเพื่อพิทักษ์ธรรมะ!”
ท่ามกลางเสียงรบกวนอันวุ่นวายนั้น จี้เซี่ยงซานก็ชักกระบี่ที่เอวออกมาด้วยสีหน้ากระหายเลือด
“เมื่อก่อนข้าควรสังหารเจ้าเสียให้ตาย แต่กลับใจอ่อนชั่วขณะ… ไม่คิดเลยว่าจะนำมาซึ่งภัยพิบัติใหญ่หลวงเช่นนี้
มันเป็นความผิดของข้า และข้าก็ควรแก้ไขมัน! ศิษย์ทรยศ หากเจ้ายังมีความสำนึกผิด และมีความละอายต่อข้าอยู่บ้าง ก็จงยอมรับโทษทัณฑ์เสียแต่โดยดี!”
เมื่อนฉู่ลู่ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นในใจ
โธ่เอ๊ย! พูดจามากความจริง ในที่สุดก็จะได้ลงมือแล้ว
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงถามตามความเคยชิน
“อาจารย์ตัดสินใจแล้วใช่หรือไม่? จะไม่เปลี่ยนแปลงแล้วใช่ไหม?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จี้เซี่ยงซานกลับไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ
ทว่าคนอื่นๆ ที่อยู่ในที่นั้น… กลับเปลี่ยนสีหน้าไปโดยสิ้นเชิง
พวกเขาจ้องมองฉู่ลู่ด้วยความตกใจ(อีกรอบ) คิดในใจว่า: ไม่จริงน่า? นางกล้าจริงๆหรือ? นั่นคืออาจารย์ของนางเองเชียวนะ! อาจารย์ที่เลี้ยงดูนางมาตั้งแต่เด็ก!
“คำพูดของเฒ่าอย่างข้า เมื่อเอ่ยออกมาแล้ว ม้าสี่ตัวก็ไม่อาจตามทัน! จงรับความตายไปเสีย!” จี้เซี่ยงซานตวาดอย่างเกรี้ยวกราด ง้างกระบี่เตรียมใช้เคล็ดวิชากระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของตน!
แสงสีขาวก็ระเบิดขึ้น คลื่นพลังเต๋าพลันปั่นป่วน!
ส่วนฉู่ลู่ที่เผชิญหน้ากับการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของจี้เซี่ยงซาน ก็เพียงแค่ยกกระบี่ขึ้นอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับที่เคยทำมา
หงสามาเยือน!
ตึก—!
ศีรษะของจี้เซี่ยงซานร่วงหล่นถึงพื้น
ในชั่วพริบตาตำหนักพิทักษ์ธรรมก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง
ทุกคนเบิกตาโพลง—สังหารแล้ว? นางสังหารอาจารย์ของตนเองจริงๆ หรือ?
“บรรลุวิถีมารแล้ว”
เสียงพึมพำเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหมู่ศิษย์… และขยายวงกว้างออกไปทันที
“บรรลุวิถีมารแล้ว! เจ้าสำนักบรรลุวิถีมารแล้ว!”
“เร็วเข้า! หนีเร็วเข้า!”
เหล่าศิษย์ต่างร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้ม พากันหนีตาย
ผู้ที่ยังสามารถใช้พลังวัตรได้ ก็ขับเคลื่อนกระบี่บินหนีไป… ผู้ที่กลัวจนแม้แต่พลังวัตรก็ใช้ไม่ได้ ก็วิ่งหนีไปอย่างบ้าคลั่ง ส่วนผู้ที่ขาอ่อนไปไหนไม่ได้ ก็คลานกระเสือกกระสน
มีเพียงหลิวเยียนเอ๋อร์เท่านั้นที่ไม่ได้หลบหนี
เพราะนางถูกฉู่ลู่จ้องอยู่่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นฉู่ลู่ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ นางก็รู้ดีว่าตนเองไม่มีทางหนีได้ โอกาสเดียวคือการขอความเมตตา
ดังนั้นนางจึงคุกเข่าลง ก้มศีรษะขอขมาฉู่ลู่อย่างบ้าคลั่ง
“ท่านเจ้าสำนัก! ท่านเจ้าสำนัก! ข้าผิดไปแล้ว! ข้ารู้ตัวว่าข้าผิดไปแล้ว!”
นางเห็นเท้าของฉู่ลู่หยุดอยู่ตรงหน้า แต่เขายังไม่ลงมือ…
ดังนั้นนางจึงรู้สักถึงความหวังและรีบกล่าวต่อว่า
“ข้าต่ำทรามไร้ยางอาย! ข้าสมควรตาย! ข้าไม่ควรแอบจัดการท่าน ข้าสมควรตาย! ข้าสมควรตาย!
ข้าไม่ควรปล่อยข่าวลือว่าท่านอิจฉาความงามของข้า ไม่ควรยุยงฟ่านไป่ลู่และคนอื่นๆ ให้ต่อต้านท่าน ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง ข้าสมควรตายยย!”
นางพูดไปก็ตบหน้าตัวเองไป เสียงตบดัง ‘แปะๆ’
เมื่อเห็นฉู่ลู่ยังคงเงียบและไม่ลงมือ นางก็คิดว่าวิธีนี้ได้ผล จึงพูดต่อไปอีกขั้น
“เจ้าสำนัก! โปรดให้โอกาสข้าได้ไถ่บาปเถิด ข้ายินดีทำทุกอย่าง ข้าสามารถสอนท่านว่าทำอย่างไรถึงจะจัดการกับเหล่าบุรุษได้ เมื่อท่านเรียนรู้แล้ว… ผู้ชายทุกคนจะลุ่มหลงในตัวท่าน ดีหรือไม่?”
เมื่อพูดถึงจุดนี้ หลิวเยียนเอ๋อร์พลันรู้สึกว่าตนเองมีโอกาสชนะแล้ว จึงกล้าเงยหน้าขึ้นมองฉู่ลู่
นางประหลาดใจที่พบว่าฉู่ลู่ไม่ได้มองนาง แต่กำลังมองไปยังด้านนอก
เขาพึมพำว่า “รอนานขนาดนี้ก็ไม่มีใครมาอีก ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเหลือแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็… ลงมือได้”
พูดจบ—เขาพลันสะบัดกระบี่
หลิวเยียนเอ๋อร์ตะลึงงัน รู้สึกเพียงว่าโลกหมุนคว้าง
นางก็เห็นร่างกายของตนเองอยู่เบื้องหน้า
“เอ๊ะ?”
ตุบ—!
ร่างไร้ชีวิตล้มลง
ฉู่ลู่ก้าวข้ามศพไปอย่างสงบมายังนอกห้องโถงตำหนักพิทักษ์ธรรม ร่างของเขาวูบไหว และในไม่ช้าก็สามารถขวางทางที่เหล่าศิษย์กำลังหลบหนี
เขามองดูเหล่าศิษย์สำนักกระบี่ถามไถ่ที่หวาดกลัวอย่างถึงที่สุด… ด้วยสีหน้าที่มองคนโง่เง่า
“นี่พวกเจ้าคิดว่าตัวเองจะสามารถหนีออกจากฝ่ามือของผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาบรรลุได้อย่างไรกัน?”
เหล่าศิษย์พลันตกอยู่ในความสิ้นหวัง
“พวกเจ้าทุกคน… ไปตายซะ!” ฉู่ลู่ยกกระบี่ขึ้นสูง
หงสามาเยือน!
ในวันนั้น…
ฉู่ลู่สังหารหมู่ศิษย์สำนักกระบี่ถามไถ่ จนเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ!