- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 11 เป็นไปไม่ได้! ชื่อเสียงของข้าจะเสื่อมเสียได้อย่างไร!
บทที่ 11 เป็นไปไม่ได้! ชื่อเสียงของข้าจะเสื่อมเสียได้อย่างไร!
บทที่ 11 เป็นไปไม่ได้! ชื่อเสียงของข้าจะเสื่อมเสียได้อย่างไร!
หลายวันต่อมา
ข่าวการล่มสลายของสำนักกระบี่ถามไถ่ก็แพร่สะพัดไปยังสำนักน้อยใหญ่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว
สำนักเซียนเทียนเสวียน ณ ยอดเขาหวังเซียน
เจ้าสำนักเทียนเสวียน, ผู้อาวุโสสูงสุดสิบเจ็ดคน และเจ้าของยอดเขาทั้งสามสิบสองมารวมตัวกัน
“วันนี้เรียกทุกท่านมาเพื่อหารือเรื่องการล่มสลายของสำนักกระบี่ถามไถ่ รายละเอียดต่างๆ ทุกท่านคงทราบกันดีแล้วกระมัง?” เจ้าสำนักเทียนเสวียนกล่าว
คนส่วนใหญ่พยักหน้า ผู้อาวุโสสูงสุดนามว่าเฉินจิ่วชวนเห็นดังนั้น จึงกล่าวอธิบายอย่างใจเย็นว่า
“ตามคำบอกเล่าของศิษย์สำนักกระบี่ถามไถ่ผู้รอดชีวิต มหันตภัยครั้งนี้เกิดจากศิษย์คนหนึ่งที่ชื่อหลิวเยียนเอ๋อร์ หลิวเยียนเอ๋อร์มีวาทศิลป์เป็นเลิศ ทำให้ผู้อาวุโสหลายคนในสำนักหลงใหลจนสติสัมปชัญญะเลอะเลือน
“หลังจากนั้นนางก็พยายามใช้เรื่องนี้สร้างความลำบากให้แก่ลั่วชิงเตี๋ย เจ้าสำนักสำนักกระบี่ถามไถ่”
“ลั่วชิงเตี๋ยทนไม่ได้ต่อการถูกดูหมิ่น ต้องการความเป็นธรรม แต่กลับพบว่าผู้อาวุโสในสำนักเข้าข้างหลิวเยียนเอ๋อร์ทั้งหมด นางจึงโกรธจัดและลงมือสังหารหมู่”
“จนในที่สุดสถานการณ์ก็บานปลาย ศิษย์ภายในทั้งสำนักถูกสังหารจนล่มสลาย”
หลังจากฟังคำพูดนี้ ผู้ที่ไม่ทราบเรื่องส่วนน้อยก็มีสีหน้าเลื่อนลอย
“เรื่องนี้ออกจะแปลกประหลาดเกินไปกระมัง?”
“ข้าชักสงสัยแล้วว่าหลิวเยียนเอ๋อร์ผู้นั้นงดงามปานใด?”
“นางเป็นเทพธิดาลงมาจุติหรือ?”
ทุกคนพากันซุบซิบ เจ้าสำนักเทียนเสวียนจึงกล่าวต่อ
“ทุกท่านกำลังเข้าใจผิดในประเด็นสำคัญ”
“อย่างไรรึ?”
“หลิวเยียนเอ๋อร์เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ต่อให้มีวาทศิลป์ดีเพียงใด ผู้อาวุโสที่นางจะดึงดูดได้ก็มีจำกัด
หรือต่อให้นางดูหมิ่นลั่วชิงเตี๋ย สิ่งที่นางทำได้ก็มีจำกัดเช่นกัน แต่เรื่องราวกลับบานปลายจนถึงขั้นนี้… ปัญหาย่อมต้องอยู่ที่ตัวลั่วชิงเตี๋ยเป็นแน่” เจ้าสำนักเทียนเสวียนกล่าว
“จริงสิ ได้ยินศิษย์เหล่านั้นกล่าวว่าลั่วชิงเตี๋ยดูเหมือนจะอิจฉาความงามของหลิวเยียนเอ๋อร์”
“ชนวนของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ คือศิษย์ของลั่วชิงเตี๋ยไปโต้เถียงกับนางเพื่อหลิวเยียนเอ๋อร์ นางจึงสังหารศิษย์ของตนทันที”
“ระหว่างนั้นมีผู้อาวุโสสูงสุดต้องการไกล่เกลี่ยเรื่องราว… ก็ถูกนางสังหารด้วย”
“ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล มีข่าวลือว่าลั่วชิงเตี๋ยเป็นคนมีเมตตา ไฉนจู่ๆ จึงกลายเป็นคนสุดโต่งและฉุนเฉียวได้ถึงเพียงนี้?”
ต่อให้ศิษย์ทำเรื่องเกินเลยไปบ้าง แต่จะสามารถทำร้ายนางได้หรือ? ผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาบรรลุอย่างนางคงหัวเราะแล้วปล่อยผ่านไปก็สิ้นเรื่อง เหตุใดจึงจำเป็นต้องลงมือด้วยตนเอง?”
“กฎของสำนักล่ะ? นางเห็นกฎสำนักเป็นอะไรกัน?”
เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์
“ถูกต้อง ดังนั้นพวกเราจึงสงสัย…” เจ้าสำนักเทียนเสวียนกล่าวสรุป
“ลั่วชิงเตี๋ย นางอาจจะตกเข้าสู่วิถีมารแล้ว”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสก็เปลี่ยนไปทันที
“เข้าสู่วิถีมาร?”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง ไม่น่าแปลกใจที่นางลงมืออย่างเหี้ยมโหดถึงเพียงนั้น”
“นี่เป็นหายนะครั้งใหญ่!”
“หากลั่วชิงเตี๋ยเข้าสู่วิถีมาร เรื่องนี้จะกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ต่อทวีปจิ่วโจว…
และหากนางสมคบคิดกับผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายมารขึ้นมาเมื่อใด ก็ยากจะจินตนาการได้...”
เจ้าสำนักเทียนเสวียนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ดังนั้น… พวกเราต้องจัดการกับนางโดยเร็วที่สุด”
“แต่จะทำอย่างไรเล่า?” เหล่าผู้อาวุโสสอบถาม
“จะนำพานางกลับคืนสู่หนทางแห่งธรรมะหรือ? นางกระหายการฆ่าฟันถึงเพียงนี้ และยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาบรรลุ พวกเราจะทำสำเร็จได้อย่างไร?”
“มิฉะนั้นก็สังหารนางเสีย? แต่… เราก็ไม่มีพลังพอที่จะทำเช่นกัน”
“ทุกท่านไม่ต้องกังวล ข้ามีแผนการแล้ว” เจ้าสำนักเทียนเสวียนแย้มยิ้มเล็กน้อย
“รับรองว่าจะสามารถสังหารนางได้อย่างแน่นอน!”
จากนั้นเจ้าสำนักเทียนเสวียนก็เล่าแผนการอย่างละเอียด… เมื่อทุกคนฟังจบก็พากันปรบมือโห่ร้องยินดี
“ดี! ดี! ดี! แผนการนี้เยี่ยมยอด!”
“จะต้องทำให้ลั่วชิงเตี๋ยแหลกสลายเป็นผุยผงอย่างแน่นอน!”
“สมแล้วที่เป็นท่านเจ้าสำนัก เก่งกาจจริง ๆ”
เจ้าสำนักเทียนเสวียนเพลิดเพลินกับคำชมของเหล่าผู้อาวุโสอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็โบกมือกล่าวว่า
“นี่เป็นผลงานของทุกคน ไม่ใช่ข้าคิดคนเดียว นอกจากนี้… เวลาเร่งรัด พวกเราควรดำเนินการโดยเร็วที่สุด”
“ขอรับ!”
ทุกคนรับคำสั่งและออกจากห้องโถง สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความชอบธรรม ราวกับกำลังจะกำจัดภัยพิบัติเพื่อหนทางแห่งโลกธรรมะ
ทว่าในขณะเดียวกัน ก็มีความคิดหนึ่งฝังลึกอยู่ในใจของพวกเขา เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมา
นั่นคือไม่ว่าลั่วชิงเตี๋ยจะตกเข้าสู่วิถีมารหรือไม่นั้น… ก็ไม่สำคัญ
แม้ลั่วชิงเตี๋ยจะไม่ได้ตกเข้าสู่วิถีมาร พวกเขาก็จะถือว่าลั่วชิงเตี๋ยตกเข้าสู่วิถีมารเพื่อกำจัดนางอยู่ดี
เพราะพวกเขาไม่สามารถทนลั่วชิงเตี๋ยได้อีกต่อไปแล้ว!
ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาทนได้ ก็เพราะลั่วชิงเตี๋ยแม้มีพลังแข็งแกร่ง แต่นิสัยอ่อนแอและยินดีที่จะทำตามกฎ จึงง่ายต่อการควบคุม
สำนักเซียนเทียนเสวียนที่ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาบรรลุเลยแม้แต่คนเดียว จะมีสิทธิ์อะไรกดดันสำนักกระบี่ถามไถ่ได้
พวกนั้นกลายเป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งฝ่ายธรรมะ และออกคำสั่งกับพวกเขา
แต่ตอนนี้ลั่วชิงเตี๋ยนิสัยเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่ยอมทนกับความอยุติธรรมแม้แต่น้อย
ไม่พูดถึงกฎระเบียบ และพร้อมที่จะพลิกโต๊ะได้ทุกเมื่อ
แล้วอนาคตพวกเขาจะทำอย่างไรเล่า? จะต้องยอมก้มหัวเชื่อฟังอย่างซื่อสัตย์หรือ? ด้วยเหตุผลอะไรกัน?
การเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาบรรลุแล้วยิ่งใหญ่หรืออย่างไร?
คนของสำนักเซียนเทียนเสวียนล้วนเคยชินกับการใช้อำนาจ ยากที่จะทนต่อเรื่องแบบนี้
ลั่วชิงเตี๋ยจะต้องไม่ถูกปล่อยไว้!
…
อีกด้านหนึ่ง
ในพื้นที่ร่มรื่นสวยงามที่ไม่มีผู้คน ฉู่ลู่กำลังนอนอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่
หลังจากการสังหารต่อเนื่องมาทั้งวัน เขาก็ต้องมานั่งมองดูสิ่งสวยงามเพื่อผ่อนคลายสายตาเสียบ้าง พร้อมทั้งพูดคุยไร้สาระในกลุ่มแชทไปด้วย
เมื่อตอนที่เกิดการสังหารหมู่ ไม่ว่าจะเป็นฉู่ลู่หรือลั่วชิงเตี๋ย ต่างก็ไม่มีเวลามาแจ้งสถานการณ์ในกลุ่ม
ดังนั้นเหล่าเพื่อนร่วมกลุ่มสี่คนที่เหลือก็แทบจะกระวนกระวายใจจนตาย คอยถามอยู่ตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ตอนนี้ว่างแล้ว ก็ได้เวลาที่จะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของพวกนาง
ฮวาหงเหลียน: “อะไรนะ? พวกเจ้าสังหารสำนักกระบี่ถามไถ่ทั้งหมดเลยหรือ?”
สวีลี่เหนียง: “นี่มันเกินไปหน่อยไหม? แม้ข้าจะรู้สึกว่ามันเกินไปตั้งแต่เริ่มสังหารฟ่านไป่ลู่แล้ว...”
จู้ซานหลิน: “เหอะๆ ๆ ช่างเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนของคนเถื่อน ไม่มีสุนทรียภาพของการวางแผนเลยแม้แต่น้อย”
หลิวหรูเยว่: “บทบาทมันสลับกันแล้ว”
ลั่วชิงเตี๋ยรู้สึกผิดเล็กน้อย จึงเถียงด้วยเสียงเบาๆ ว่า
“ก็ไม่ได้สังหารทั้งหมดเสียหน่อย ยังเหลือศิษย์ชั้นนอกไว้ร้อยกว่าคน”
ทุกคนประสานเสียงกันทันทีว่า: “แล้วมันต่างอะไรกับการฆ่าล้างทั้งสำนักเล่า?”
ลั่วชิงเตี๋ยพูดไม่ออก
ฉู่ลู่กล่าวว่า: “จะสนใจเรื่องนั้นไปทำไมกัน? พวกเจ้าก็แค่ดูว่าปัญหาถูกแก้ไขแล้วหรือไม่?”
ทุกคน: “นี่มันแก้ไขอย่างไร?”
“คนตายหมดแล้ว นั่นหมายความว่าลั่วชิงเตี๋ยจะไม่ถูกแย่งยาเม็ดบำเพ็ญเพียร ไม่ถูกแย่งอาวุธวิเศษ ไม่ถูกแย่งสมุนไพร ไม่ถูกแย่งทุกอย่างอีกต่อไป อนาคตอันน่าเศร้าก็ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น จะบอกว่าไม่แก้ไขได้ยังไง?”
ทุกคนพลันเงียบกริบ
ฮวาหงเหลียน: “แบบ… แบบนี้ก็ได้หรือ?”
สวีลี่เหนียง: “รู้สึกได้ถึงผลกรรมที่จะตามมา”
จู้ซานหลิน: “เห็นด้วย รู้สึกว่าจะเกิดภัยพิบัติไม่มีที่สิ้นสุด สำนักถูกทำลายเช่นนี้ คนอื่นจะไม่เคลื่อนไหวกันหรืออย่างไร?”
หลิวหรูเยว่: “ตั้งตารอดูภาคต่อ”
ฉู่ลู่เม้มปาก ขี้เกียจจะสนใจพวกสติเฟื่องจากนิยายน้ำเน่าเหล่านี้
ลั่วชิงเตี๋ยเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาบรรลุ จะมีภัยพิบัติอะไรตามมาได้?
เขาเปิดหน้าต่างภารกิจ เตรียมรับผลตอบแทนภารกิจให้เสร็จและกลับไปยังโลกเดิม
บอกตามตรง… เขารู้สึกเสียดายเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะเขาชอบการเป็นผู้หญิง แต่เป็นเพราะเสียดายร่างของผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาบรรลุ พลังที่พลุ่งพล่านในร่างกายนั้นหอมหวานกว่าที่เขาคิด
ทว่าพลังของคนอื่นย่อมเป็นของคนอื่น เขาไม่สามารถเป็นลั่วชิงเตี๋ยได้ตลอดไป…
นอกจากนั้น ฉู่ลู่ก็มีความภาคภูมิใจอยู่บ้าง เขาเชื่อว่าด้วยการใช้ฟังก์ชันแปลงรหัสที่กำลังจะได้รับ เขาจะสามารถฝึกฝนจนถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาบรรลุได้เช่นกัน!
ทว่าเมื่อเขามองไปยังหน้าต่างภารกิจก็พลันประหลาดใจ… พบว่าภารกิจยังคงแสดงสถานะยังไม่เสร็จสิ้น
“อ้าว? เกิดอะไรขึ้น?” ฉู่ลู่กดยืนยัน ผลก็คือมีข้อความแจ้งเตือนว่าภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น
ลั่วชิงเตี๋ย: “ฉู่ลู่เป็นอะไรไป?”
ฉู่ลู่: “ดูเหมือนระบบจะมีปัญหา ข้าทำภารกิจเสร็จแล้ว แต่กลับแสดงว่าภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น”
ฮวาหงเหลียน: “มีปัญหาหรือ?”
สวีลี่เหนียง: “อ่า… ไอ้ระบบนี้ไม่น่าเชื่อถือจริงๆ”
จู้ซานหลิน: “ไม่ ไม่ ไม่ อาจเป็นเพราะภารกิจของเจ้ายังไม่เสร็จสิ้นจริงๆ ก็ได้?”
หลิวหรูเยว่: “เห็นด้วย”
ฉู่ลู่: “??”
จู้ซานหลิน: “เนื้อหาภารกิจคือหลีกเลี่ยงอนาคตอันน่าเศร้า และยังคงรักษาชื่อเสียงไว้ใช่ไหม? ถึงเจ้าจะหลีกเลี่ยงอนาคตอันน่าเศร้าได้จริง แต่เรื่องชื่อเสียงของนางนั้น...”
ฮวาหงเหลียน: “ฆาตกรล้างสำนัก”
สวีลี่เหนียง: “ฆาตกรล้างสำนัก”
หลิวหรูเยว่: “เป็นตัวร้ายที่ยิ่งใหญ่เชียว”
“ไม่ถูกต้อง เรื่องนี้ข้าก็คิดไว้แล้ว” ฉู่ลู่กล่าว
“พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้ายังเหลือผู้รอดชีวิตไว้ร้อยกว่าคน?
“พวกเขาเข้าข้างข้า เชื่อว่าข้าบริสุทธิ์ และเข้าใจความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมด ตราบใดที่พวกเขาเผยแพร่เรื่องราวออกไป ชื่อเสียงของข้าก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะ”
กลุ่มสนทนาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามทันที
แม้แต่ลั่วชิงเตี๋ยก็ไม่เข้าข้างฉู่ลู่แล้วกล่าวว่า
“ฉู่ลู่ เจ้าสังหารผู้คนมากมายขนาดนั้น... ถึงจะมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงเลยนะ”
“ไม่สิ มันต้องไม่มีผลกระทบสิ? อีกอย่างนี่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วันเอง” หลังจากฉู่ลู่เห็นว่าทุกคนในกลุ่มสนทนายังคงไม่เชื่อ เขาจึงกล่าวต่อ
“เช่นนั้นพวกเราก็ออกไปสืบดูเถิด ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ชื่อเสียงของข้าจะแย่ลง”