- หน้าแรก
- ราชันเซียนเหนือโลกา
- บทที่ 7: เหออู๋ซวาน
บทที่ 7: เหออู๋ซวาน
บทที่ 7: เหออู๋ซวาน
บทที่ 7: เหออู๋ซวาน
มรรคาที่ยิ่งใหญ่ส่งเสียงคร่ำครวญ สรรพสิ่งดูเหมือนจะค่อยๆ จมดิ่งสู่ความเงียบงัน ทั้งที่เหออู๋ซวานยังมาไม่ถึง ทว่าเจตจำนงแห่งฟ้าดินกลับถูกครอบงำจนส่งเสียงเพรียกพรายประดุจเสียงอสูร
เงาร่างของชายหนุ่มค่อยๆ ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา
ยามที่บุรุษผู้นั้นสาวเท้าใกล้เข้ามา หลินเยว่ซึ่งเร้นกายอยู่ในห้วงมิติว้างที่อยู่ไม่ไกลก็มองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน
เขาคือชายหนุ่มอายุราวราวยี่สิบปี สวมอาภรณ์สีเขียวขจี มีเส้นเกศาสีทองอร่ามสยายลงมาถึงน่อง
เกศาสีทองที่ยาวถึงเพียงนี้หาได้ยากยิ่งนัก มันทอประกายประดุจเส้นไหมทองคำ แผ่รัศมีเจิดจ้าบาดตา เส้นผมแต่ละเส้นใสกระจ่างราวกับอาบไว้ด้วยวิชาเทพและมรรคาอันลุ่มลึก ยากจะจินตนาการได้ว่าเขาเป็นตัวตนระดับใด
ผิวพรรณของเขาขาวนวลประดุจหยกมันแพะ ใบหน้าคมสันราวกับถูกสลักเสลาด้วยสิ่ว แม้จะหล่อเหลาแต่ก็หาได้มีความอ้อนแอ้นประดุจสตรี กลิ่นอายอันสูงส่งและไร้พ่ายแผ่ซ่านออกมาจากร่าง จนทำให้ผู้คนใจสั่นสะท้าน
นัยน์ตาของเขาก็เป็นสีทองเช่นกัน ภายในปรากฏอักขระรูปกากบาทอันเป็นเอกลักษณ์ ยามที่เขากวาดสายตา ประกายสายฟ้าสีทองสองสายพลันถักทอในห้วงมิติ บังเกิดเสียงลมและสายฟ้าคำรามกึกก้อง
นี่ไม่ใช่เหออู๋ซวานในอนาคตที่รู้จักเก็บงำกลิ่นอาย ทว่าเขาในยามนี้คือผู้นำรุ่นเยาว์จากดินแดนต่างโลกที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สมรภูมิ อานุภาพของเขายังคงเฉียบคมและเปิดเผย เปี่ยมด้วยความปรารถนาที่จะท้าประลองกับเหล่ายอดอัจฉริยะทั่วหล้า
เพียงแค่สายตาที่กวาดผ่านไปที่ใด เสียงอัสนีบาตย่อมบังเกิดประดุจสายฟ้าฟาดข้ามผ่านนภากาศ!
กล่าวได้ว่า ความรุ่งโรจน์ของเขานั้นถูกแสดงออกมาอย่างถึงขีดสุด!
สองพี่น้องเผ่ามดฟ้าเขากระทิงต่างตื่นตัวถึงขั้นสูงสุด พวกเขารู้ซึ้งดีว่าบุรุษผู้หล่อเหลาราวกับเทพมารเบื้องหน้านี้แข็งแกร่งเพียงใด!
ในการต่อสู้ตัวต่อตัว หรือแม้แต่การรุมล้อม เหออู๋ซวานก็ได้สังหารเหล่ายอดอัจฉริยะและเมล็ดพันธุ์แห่งมรรคาเซียนจากเก้าชั้นฟ้าไปมากมายนับไม่ถ้วน บดขยี้ความมั่นใจของผู้เฝ้ามองไปจนสิ้น แม้แต่น้องๆ ของพวกเขาก็ยังต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของคนผู้นี้!
ในบรรดารุ่นเยาว์ของเผ่ามดฟ้าเขากระทิงทั้งหมด คาดว่าคงเหลือเพียงพวกเขาเพียงสองคนเท่านั้น!
บุรุษผู้นั้นเดินเข้าสู่สนามรบอันยิ่งใหญ่ที่เพิ่งจบสิ้นลง เขาหยุดยืนอยู่บนหน้าผาเบื้องหน้าคนทั้งสองฝ่าย จ้องมองไปยังคู่ต่อสู้เบื้องหน้า โดยมีสิงโตหงส์โลหิตติดตามอยู่เบื้องหลังด้วยท่าทีโอหัง
"ฮ่าๆ! จงยอมจำนนเสียเถอะ! เมื่อนายท่านของข้าจุติลงมาที่นี่ ความพ่ายแพ้ของพวกเจ้าก็ถูกกำหนดไว้แล้ว!"
ดวงตาของมดฟ้าเขากระทิงทั้งสองจับจ้องไปที่บุรุษเบื้องหน้า เจตนาสังหารอันไร้ขอบเขตไม่ถูกซ่อนเร้นอีกต่อไป กลิ่นอายการเข่นฆ่าที่น่าหวาดกลัวแทบจะระเบิดออกมาจากร่าง พวกเขาหาได้ใส่ใจถ้อยคำถากถางของสิงโตหงส์โลหิตไม่
พวกเขามีสิทธิ์ที่จะรู้สึกเช่นนั้น เพราะในอนาคตข้างหน้า ยามที่มวลมนุษย์ฝันย้อนกลับไปสู่ยุคเซียนโบราณ แม้แต่มดฟ้าเขากระทิงที่อายุน้อยที่สุดก็ยังสามารถขับไล่สิงโตหงส์โลหิตไปได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในสายตาของพวกเขา สัตว์พันธุ์ผสมอย่างสิงโตหงส์โลหิตนั้นไม่มีค่าควรแก่การแยแส เป็นเพียงขยะที่สามารถซัดให้กระเด็นไปได้ด้วยหมัดเดียว
"โอ้! ดูเหมือนว่ายอดอัจฉริยะจากดินแดนของข้าจะยังมีช่องว่างที่ห่างชั้นกับพวกเจ้าอยู่มาก ถึงขนาดถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ช่างน่าเสียดายจริงๆ!"
เหออู๋ซวานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาดูผ่อนคลายและไพเราะยิ่งนัก ราวกับเสียงทิพย์แห่งมรรคาที่กล่าวแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในดินแดนของตน!
ทว่าจากน้ำเสียงนั้น ใครก็สามารถรับรู้ถึงท่าทีที่เมินเฉย ราวกับว่าผู้ที่ตายไปนั้นเป็นเพียงแค่มดปลวกไม่กี่ตัวเท่านั้น!
บางทีคำพูดของเขาอาจเป็นเพียงการแสดงความเสียใจตามมารยาทในฐานะผู้นำ อย่างไรเสียเขาก็ไม่อาจถูกตราหน้าว่าเย็นชาเกินไป และเหตุผลทางการเมืองก็ไม่อาจยอมให้เป็นเช่นนั้น!
"นายท่าน ข้าอยากลิ้มรสโลหิตแห่งพละกำลังขั้นสุดยอดอีกครั้ง!" สิงโตหงส์โลหิตเอ่ยยั่วยุขึ้นอีก
ตู้ม! ทันทีที่สิ้นคำยั่วยุของสิงโตหงส์โลหิต เสียงคำรามพลันดังกึกก้องในห้วงมิติว้าง มันยังมิทันได้ตั้งตัวก็ถูกกระแทกจนกระเด็นออกไปไกลด้วยคลื่นพลังอันรุนแรง กรงเล็บทั้งสี่ตะกุยพื้นดินจนฝังลึกลงไปก่อนจะยันกายให้มั่นคงได้ในที่สุด
สิงโตหงส์โลหิตหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ หากเป็นมันที่รับการโจมตีนั้นตรงๆ คงถูกบดขยี้จนแหลกสลายไปในพริบตา ดูเหมือนว่าคู่ต่อสู้จะยังไม่ได้ลงมืออย่างจริงจังในการศึกก่อนหน้านี้เลย ช่างเป็นพละกำลังที่ไร้ขอบเขตและน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
หลังจากชายตาดูนายท่านของตน สิงโตหงส์โลหิตก็ได้แต่ลอบกลืนน้ำลายด้วยความพรั่นพรึง!
พลังงานอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกไป ห้วงมิติว้างที่เดิมทีไร้รูปร่างกลับกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่นอันน่าตกตะลึงประดุจมหาสมุทรคลั่ง
การจู่โจมที่หมายจะสังหารสิงโตหงส์โลหิตถูกเหออู๋ซวานเข้าขวางไว้ได้ในพริบตา
ท่ามกลางห้วงมิติว้าง เหออู๋ซวานคว้ากำปั้นเทพไร้เทียมทานของเด็กหนุ่มผู้นั้นไว้ เส้นเกศาสีทองเบื้องหลังเขาปลิวไสวอย่างบ้าคลั่ง ทว่าร่างกายกลับนิ่งสนิทราวกับขุนเขา เด็กหนุ่มเพิ่มพละกำลังหวังจะดันหมัดเข้าใส่ ทว่าเหออู๋ซวานกลับดันกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
พริบตานั้น การแลกเปลี่ยนกระบวนท่าก็จบลง ทั้งสองต่างถอยกลับไปยืนยังตำแหน่งเดิมของตน!
ดูเหมือนจะเป็นการเสมอ กันทว่าในความจริงเด็กหนุ่มกลับต้องขมวดคิ้ว หากวัดกันที่พละกำลังบริสุทธิ์ คู่ต่อสู้กลับสามารถกดข่มเขาได้ ความรู้สึกชาที่แล่นพล่านในมือขวาทำให้เขารู้แจ้งว่าบุรุษเบื้องหน้าคือยอดอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง! มิน่าเล่าคนในตระกูลของเขาหลายคนถึงได้ถูกสังหารลง ช่างเป็นศัตรูที่น่าเกรงขามโดยแท้!
"ไม่เลว!" เหออู๋ซวานเอ่ยขึ้น
"ทว่าเพียงเท่านี้ พวกเจ้าก็มิอาจหนีพ้นชะตากรรมในวันนี้ไปได้! เข้ามาพร้อมกันเถอะ!" คำพูดของเขาแฝงไว้ด้วยความมั่นใจอันไร้พ่าย
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มและหญิงสาวจึงไม่ลังเลอีกต่อไป พวกเขาเปิดฉากจู่โจมเหออู๋ซวานพร้อมกัน ในขณะที่สิงโตหงส์โลหิตไม่สามารถแม้แต่จะสอดแทรกเข้าไปในการต่อสู้นี้ได้!
"จงสั่นสะพานเถิด ความพยายามของพวกเจ้านั้นไร้ผล! นามไร้เทียมทานใต้หล้านี้ ไม่ใช่สิ่งที่นายท่านของข้าตั้งขึ้นเอง ทว่าได้มาจากการศึกนับครั้งไม่ถ้วนที่ทำต่อพวกเจ้าทุกคน! ยอดอัจฉริยะทั้งหมดในยุคนี้จะต้องถูกบดบัง และเหล่าวีรชนย่อมเป็นเพียงแผ่นหินรองบาทให้นายท่านของข้าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด!"
สิงโตหงส์โลหิตเอ่ยขึ้นจากด้านข้างเพื่อแก้เก้อและให้กำลังใจนายท่านของตน!
ในสนามรบ เหออู๋ซวานใช้พละกำลังของตนเข้าปะทะกับสองมดฟ้าเขากระทิ่งอย่างต่อเนื่อง ทว่าเขากลับดูเหมือนยังมีพละกำลังเหลือเฟือ ทุกครั้งที่การโจมตีประสานอันสั่นสะเทือนโลกพุ่งเข้ามา เขากลับสลายมันลงได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ยกมือขึ้น
หมัดเทพที่สามารถบดขยี้ห้วงมิติว้างปะทะกันอย่างดุเดือด ร่างกายของเผ่ามดฟ้าเขากระทิงนั้นคือวิชาเทพที่แข็งแกร่งที่สุด เป็นทั้งศาสตราและวิชาล้ำค่าที่ทรงพลังที่สุด พวกเขาอาจจะใช้ศัสตราบ้าง แต่เมื่อเติบโตเต็มวัยส่วนใหญ่จะละทิ้งสิ่งเหล่านั้นไป เพราะร่างกายของพวกเขานั้นน่าหวาดกลัวเกินไป เหนือล้ำยิ่งกว่าศาสตราเทพใดๆ ในโลก!
หลินเยว่เฝ้ามองการต่อสู้อย่างละเอียดจากในความมืด จนถึงตอนนี้เหออู๋ซวานยังไม่ได้ใช้วิชาล้ำค่าของตนเองเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับตอบโต้เผ่ามดฟ้าเขากระทิงด้วยวิชาเทพของฝั่งเก้าชั้นฟ้าและพละกำลังจากร่างกายของเขาเอง ดูเหมือนเขาตั้งใจจะใช้วิชาล้ำค่าของเก้าชั้นฟ้าสังหารพวกเขาทิ้ง เพื่อบรรลุเป้าหมายในการบดขยี้ความมั่นใจของคนรุ่นเยาว์ฝั่งเก้าชั้นฟ้าให้ย่อยยับ
เวลาล่วงเลยไป ชายหนุ่มและหญิงสาวเริ่มถูกกดดันอย่างช้าๆ ในขณะที่การต่อสู้ดำเนินต่อไป ยากจะจินตนาการได้ว่ามดฟ้าเขากระทิงสองตนที่รุมศัตรูเพียงหนึ่งเดียวกลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คงไม่มีใครเชื่อเป็นแน่
"พละกำลังมหาศาลทะลวงนภา! ถอยไป!"
กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์และปฐพีบิดเบี้ยวภายใต้การจู่โจมนี้
ด้วยเสียงคำรามด้วยโทสะ เหออู๋ซวานซัดหมัดทั้งสองออกไป พกพามาด้วยอำนาจแห่งการทำลายล้าง
"ถอยงั้นรึ! ข้าคือมดฟ้าเขากระทิง ไม่มีคำว่าถอยอยู่ในหัว! ไสหัวไปซะ!"
พลังเทพของสองพี่น้องปะทะกันอย่างรุนแรง หากพวกเขาสองคนรุมหนึ่งแล้วยังต้องถอยร่น พวกเขายังจะนับเป็นมดฟ้าเขากระทิงได้อีกหรือ? ต่อให้ต้องตายอยู่ตรงนี้ พวกเขาก็จะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว!
ทว่าทั้งสองก็ยังคงถูกหมัดคู่ของเหออู๋ซวานซัดจนกระเด็นลอยไป
ยามเผชิญหน้ากับเผ่ามดฟ้าเขากระทิง เหออู๋ซวานไม่ได้สำแดงวิชาเทพหรือวิชาล้ำค่าใดๆ เขาใช้เพียงพละกำลังจากร่างกายอันเป็นเลิศเช่นเดียวกันในการต่อสู้ และยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถสยบคู่ต่อสู้ได้! พรสวรรค์เช่นนี้ดูราวกับเทพเจ้า... หรือไม่ก็ปีศาจ!
"ฮ่าๆ ร้ายกาจจริงๆ สมกับที่เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดารุ่นเยาว์ของเผ่าพวกเจ้า แม้แต่ร่างกายของข้าที่รุดหน้าไปอีกขั้นหลังจากอาบโลหิตล้ำค่าของพวกเจ้ามาแล้ว ก็ยังมิอาจสยบพวกเจ้าได้ในทันที ช่างองอาจและไร้คู่เปรียบเสียนี่กระไร! ทว่าแม้พวกเจ้าจะเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็ไม่อาจไร้เทียมทานได้ จงมาเป็นทาสสงครามของข้าเสียเถิด! ข้าไม่อยากฆ่าพวกเจ้าแล้ว! จงตามข้าไปเพื่อเป็นพยานให้แก่จุดสูงสุด!"
"นักรบยอมตายได้แต่จะถูกหยามมิได้ หลังจากข้าสังหารเจ้าแล้ว ข้าจะใช้ศีรษะของเจ้ามาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้แก่ดวงวิญญาณคนในเผ่าของข้าที่สิ้นชีพไป!"
"ช่างน่าเสียดายโลหิตล้ำค่าของเผ่าเจ้านัก ข้านึกเสียใจที่ฆ่าคนในเผ่าของเจ้าไป ข้าน่าจะเก็บพวกเขาไว้ข้างกายเสียมากกว่า... เข้ามา! การหยั่งเชิงจบสิ้นลงแล้ว บัดนี้ข้าจะแสดงความเคารพต่อพวกเจ้า และสังหารพวกเจ้าด้วยวิชาเทพจากดินแดนของข้าเอง!"
ยากจะจินตนาการได้ว่าการต่อสู้ที่ดุเดือดเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงการหยั่งเชิงของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้ผู้ที่ภาคภูมิใจว่าเป็นอัจฉริยะชั้นสูงหลายคนแทบอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอับอาย
หลังจากปาดโลหิตที่มุมปาก ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างมองหน้ากัน พลางพยักหน้าเล็กน้อยราวกับสื่อสารกันทางจิตได้!