- หน้าแรก
- ก้าวสู่บัลลังก์
- ตอนที่ 87 งูหลามยักษ์หนักสามร้อยจิน
ตอนที่ 87 งูหลามยักษ์หนักสามร้อยจิน
ตอนที่ 87 งูหลามยักษ์หนักสามร้อยจิน
หลี่เฉินไปกับสวีเจียงที่หมู่บ้านหวังเหยา เพื่อปรึกษาเรื่องด่านปราการที่ช่องเขา
หมู่บ้านหวังเหยาอยู่ห่างจากหมู่บ้านมู่เอ๋อประมาณ 30 ลี้ ตรงกลางเป็นที่ราบกว้างใหญ่
ตอนนี้พืชผลโตขึ้นหมดแล้ว เขียวขจีดูแล้วสบายตา
พูดไปก็เหมือนฟ้าเป็นใจ ถึงแม้จะอยู่ติดกับเขตภูเขา แต่กลับมีสามภูเขาหนึ่งน้ำล้อมรอบที่ราบกว้างใหญ่
สามหมู่บ้านรวมกัน มีที่ราบมากกว่า 1,000 มู่ (ประมาณ 667 ไร่) เหมือนเป็นที่ราบเล็กๆ เลย
แถมยังเป็นดินดำที่อุดมสมบูรณ์ทั้งหมด
ถ้าอยู่ในช่วงเวลาปกติ แค่ทำการเกษตรก็มีกินมีใช้สบายๆ ไม่มีปัญหา
แต่เกิดภัยแล้งต่อเนื่องกันสองปี แม้แต่ลำธารสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำยวี่หลงก็ยังเหือดแห้ง เอาน้ำมาไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านทั้งสามหมู่บ้านกลุ้มใจกันมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ปีนี้ถึงแม้จะยังคงเกิดภัยแล้ง แต่โชคดีที่ลำธารสาขานั้นกลับมีน้ำ สามารถเอาน้ำมาทำชลประทานได้ ทำให้ชาวบ้านทั้งสามหมู่บ้านคลายใจลงได้บ้าง
ถ้าอีกไม่กี่วันฟ้าประทานฝนลงมาอีกสักหน่อย ปีนี้ถึงจะพูดไม่ได้ว่าเป็นปีที่เก็บเกี่ยวได้ผล แต่ก็ไม่ต้องอดตายแล้ว
หลี่เฉินสังเกตภูมิประเทศรอบๆ นี้ จากมุมมองทางภูมิศาสตร์การทหาร ที่ดินที่ถูกล้อมรอบด้วยสามภูเขาหนึ่งน้ำแห่งนี้ เหมือนเป็นที่มั่นที่ยอดเยี่ยมโดยธรรมชาติ
อย่างแรกคือภูมิประเทศ สร้างด่านปราการที่ช่องเขา ปิดเส้นทางบกทั้งหมด
นอกจากทางน้ำฝั่งแม่น้ำยวี่หลงที่สามารถโจมตีได้ ที่อื่นนั้นยากที่จะข้ามไปได้ นอกจากจะอ้อมเข้ามาจากในภูเขา แต่การนำกองทัพขนาดใหญ่พร้อมสัมภาระและเสบียงอาหารมาเดินทัพในภูเขานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้
อย่างที่สองคือที่ดินทำกิน ที่ดิน 1,000 กว่ามู่ (667 ไร่) ถึงแม้ตอนนี้ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวสาลี ยังมีพวกธัญพืชและพืชตระกูลถั่วต่างๆ แต่ถ้าเป็นปีปกติ ถึงแม้ความสามารถในการผลิตในยุคนี้จะต่ำ แต่ที่ดิน 1 มู่ก็ต้องผลิตข้าวได้อย่างน้อย 3,000 จิน (ประมาณ 1,500 กิโลกรัม) ใช่ไหม?
ที่ดิน 1,000 มู่ก็คือ 3 ล้านกว่าจิน (1.5 ล้านกิโลกรัม)
คิดง่ายๆ ว่าคนแต่ละคนกินข้าว 1 จินต่อวัน ปีหนึ่งผลิตครั้งเดียว ตามทฤษฎีแล้วก็สามารถเลี้ยงคนได้ 5,000 คน และม้าศึก 1,000 ตัว อย่างน้อยหนึ่งปี
ถ้าถางที่ดินเพิ่ม ไม่ว่าจะพื้นที่เพาะปลูกหรือปริมาณผลผลิต ก็ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้อีก
ถ้าปลูกข้าวเจ้าหรือข้าวโพดมันฝรั่ง และปรับปรุงเครื่องมือการเกษตรและวิธีการผลิต ปริมาณผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
ถ้าคำนวณแบบนี้ แค่ที่ดินบริเวณนี้ ก็สามารถเลี้ยงทหาร 5,000 นาย และชาวบ้านกว่า 3,000 คนได้อย่างแน่นอน
หลี่เฉินก็พบว่าสวรรค์ยังคงเมตตาตนเองอยู่ ให้ที่ดินที่มีความได้เปรียบตามธรรมชาติมากมายขนาดนี้
สร้างฐานที่มั่นที่นี่ ถือว่าดีมากๆ เลย
"พี่เฉินเอ๋อร์ เจ้าให้สูตรเผาอิฐแดงแก่คนหมู่บ้านไป๋ซาไปเลย ไม่กลัวว่าพวกเขาจะเอาไปบอกต่อหรือ?"
สวีเจียงยังคงกังวลเรื่องสูตรอิฐแดงอยู่บ้าง ถามไปพลางควบม้าไปพลาง
"ท่านลุงสวี ท่านคิดมากไปแล้ว พวกเราช่วยชีวิตคนหมู่บ้านไป๋ซา พวกเขาจะไม่ทำแบบนั้น"
หลี่เฉินส่ายหน้ายิ้ม
"ใจคนมันยากแท้หยั่งถึง"
สวีเจียงถอนหายใจ
"ท่านลุงสวี การเผาอิฐแดงต้องใช้คนเยอะ ความลับนี้จริงๆ แล้วถึงอยากจะเก็บก็เก็บไว้ไม่ได้ สู้เปิดเผยไปเลยดีกว่า ทำให้คนหมู่บ้านไป๋ซารู้สึกซาบซึ้งและเห็นพ้องกับพวกเรามากขึ้น เป็นครอบครัวเดียวกันที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน
แถมตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้ยึดการเผาอิฐแดงเป็นวิธีการหาเงินหลัก ถึงอยากจะหาเงิน มันก็เป็นเรื่องในอนาคต"
หลี่เฉินยิ้ม
"ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ ถ้าพี่เฉินเอ๋อร์ไม่สำเร็จ ก็คงเป็นเรื่องที่ฟ้าดินไม่ยุติธรรม"
สวีเจียงชูนิ้วโป้งให้เขา
อย่างไรก็ตาม ต่อมาเขาก็ดูเป็นกังวลเล็กน้อยเมื่อมองไปที่หลี่เฉิน "เมื่อวานมีคนตายไปเยอะ อู๋ฉวงคงจนตรอกแล้ว อาจจะหาทางจัดการพวกเรา โดยเฉพาะกับเจ้า ต้องระวังตัวให้ดี"
"ไม่เป็นไร รอดูท่าทีไปก่อน ดูว่าเขากล้าที่จะมาอีกหรือไม่"
หลี่เฉินยิ้มอย่างใจเย็น
มองไปที่ท่าทีที่สงบและเยือกเย็นของเขา สวีเจียงก็ค่อยๆ วางใจลง
ทั้งสองคนคุยกันไปเดินทางไป สองเค่อ (30 นาที) ก็มาถึงหมู่บ้านหวังเหยาแล้ว
อย่างไรก็ตาม จากที่ไกลๆ หลี่เฉินก็เห็นว่าในหมู่บ้านหวังเหยามีเตาเผาเครื่องเคลือบตั้งอยู่หลายเตา ก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาทันที การสร้างเตาเผาเครื่องเคลือบได้ แสดงว่าพวกเขามีฝีมือ
การเผาเครื่องเคลือบก็ต้องใช้ความร้อนสูงมาก แถมยังต้องรับประกันเรื่องความแน่นหนาอีกด้วย
ด้วยคำแนะนำของเขา บนพื้นฐานของการมีเทคนิคการสร้างเตาเผาเครื่องเคลือบแล้ว ถ้าสามารถหาดินขาวมาทำอิฐทนไฟ สร้างเตาเหล็กก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ถึงแม้หมู่บ้านหวังเหยาจะอยู่ไกลไปหน่อย แต่สามหมู่บ้านก็เชื่อมต่อกัน ปกติก็มีการไปมาหาสู่กันอยู่แล้ว ก็มีคนจำสวีเจียงได้ รีบวิ่งไปเรียกหวังโซ่ว หัวหน้าหมู่บ้านหวังเหยามา
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านสวี ลมอะไรหอบมาเนี่ย? เร็วๆ เข้า มานั่งในบ้านก่อน"
หวังโซ่วยิ้มพลางเชิญทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน
พอถึงในบ้าน ภรรยาของหวังโซ่วก็ยกน้ำชามาให้ ในขณะที่หวังโซ่วก็มองหลี่เฉินอย่างพิจารณา สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ชายหนุ่มคนนี้สง่างามและแข็งแรง ดูดีมีสง่า ราศีไม่ธรรมดา เขาเป็นใครกัน?
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านหวัง นี่คือพรานล่าสัตว์คนใหม่ในหมู่บ้านของพวกเรา ชื่อหลี่เฉิน"
สวีเจียงแนะนำหลี่เฉินให้หวังโซ่วรู้จัก
"คารวะท่านหัวหน้าหมู่บ้านหวัง"
หลี่เฉินประสานมือยิ้มให้กับหวังโซ่ว
"ยินดีที่ได้รู้จัก" หวังโซ่วพยักหน้า แต่พอได้ยินว่าหลี่เฉินเป็นพรานก็ตาเป็นประกาย มองสำรวจเขา พลางถามอย่างลองเชิง "พี่เฉินเอ๋อร์ยังหนุ่มยังแน่น แต่กลับเป็นพรานได้ นับว่าเก่งกาจมาก!"
"แน่นอนสิ เขาเป็น... อืม เขาออกไปล่าสัตว์ทุกครั้งก็ไม่เคยกลับมือเปล่า ด้วยการล่าสัตว์ ทำให้ที่บ้านมีทรัพย์สมบัติมากมาย ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านพึ่งพาเขาหาเงิน"
สวีเจียงยิ้ม
"โฮ้ ช่างเป็นวีรบุรุษหนุ่มจริงๆ" ดวงตาของหวังโซ่วเป็นประกายมากขึ้น ปรบมือพลางยิ้ม
ต่อมา เขาก็จ้องไปที่หลี่เฉินกระแอมเล็กน้อย "เอ่อ พี่เฉินเอ๋อร์ ในเมื่อเจ้าเป็นพรานพอดี ข้าก็มีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือ ไม่ทราบว่าจะรับได้หรือไม่?"
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านหวังพูดมาได้เลย ถ้าทำได้ ข้าจะทำให้เต็มที่"
หลี่เฉินยิ้มเล็กน้อย
มันบังเอิญจริงๆ เดิมทีก็ยังคิดอยู่ว่าจะเปิดปากขอให้พวกเขาช่วยสร้างเตาเหล็กได้อย่างไร ไม่คิดว่าตอนนี้หวังโซ่วกลับมาขอความช่วยเหลือจากตนก่อนแล้ว
สวีเจียงชะงักไป นี่ทำไมยังไม่พูดถึงเรื่องสร้างด่านปราการ กลับเป็นหวังโซ่วมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขาเสียก่อน?
อดไม่ได้ที่จะมองไปที่หลี่เฉิน เมื่อเห็นสายตาที่หลี่เฉินส่งมาให้ เขาเลยเงียบไป ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
"ช่วงนี้หมู่บ้านของพวกเราไก่กับแพะหายบ่อย รวมทั้งสุนัขด้วย
เดิมทีก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ท้ายที่สุดก็อยู่ใกล้หุบเขา มีสัตว์ป่าเข้ามาบ้างก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ปัญหาคือ เมื่อวันก่อนเด็กสองคนที่ไปเล่นในภูเขาก็หายตัวไป หามาสองวันแล้ว แต่กลับไม่เจอแม้แต่ซากศพ
ถึงกับไม่รู้ว่าสัตว์อะไรคาบไป
ตอนนี้ในหมู่บ้านหวาดกลัวกันมาก พอตกเย็นก็รีบกลับบ้าน ไม่กล้าออกจากประตูเลย
พรานในหมู่บ้านก็ถูกเกณฑ์ไปหมดแล้ว อยากจะหาคนไปล่าไอ้สัตว์ร้ายก็หาไม่ได้
พวกเรากำลังกลุ้มใจเรื่องนี้อยู่ ได้ยินมาว่าพี่เฉินเอ๋อร์เป็นพราน ถ้าเป็นไปได้ ช่วยพวกเราตรวจสอบหน่อย ว่ามันเกิดอะไรขึ้น"
หวังโซ่วมองไปที่หลี่เฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
หลี่เฉินพยักหน้าโดยไม่ลังเล "แน่นอนว่าได้"
"งั้นตอนนี้ก็ไปดูเลย?"
หวังโซ่วก็ใจร้อนเหมือนกัน ลุกขึ้นยืนทันที เชิญออกไปข้างนอก
"ดี!"
หลี่เฉินลุกขึ้นยืน
สวีเจียงส่ายหน้าอย่างเงียบๆ ที่ด้านหลัง ดูเหมือนว่าจะต้องรออีกสักพักถึงจะพูดถึงเรื่องสร้างด่านปราการได้
หวังโซ่วนำหลี่เฉินทั้งสองคนออกไปข้างนอก ออกจากหมู่บ้าน
ระหว่างทางก็มีสาวๆ หลายคนแอบมองลอดช่องประตูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เด็กหนุ่มรูปงามคนนี้เป็นลูกหลานของใครกัน ทำไมถึงหล่อเหลาปานนี้?
ถึงกับมีเด็กผู้หญิงที่กล้าหาญ จงใจเดินออกมาจากประตู ไม่ว่าจะถือตะกร้าไม้ไผ่ หรือถือร่ม จงใจเดินไปเดินมาข้างๆ แต่ดวงตากลมโตก็จ้องมองเขาไม่วางตา อยากจะเห็นเขาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ยิ่งใกล้ ยิ่งเห็นชัด ในใจก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวาย
ช่างเป็นชายหนุ่มที่สง่างามและหล่อเหลาอะไรเช่นนี้!
ทำให้หลี่เฉินที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้รู้สึกใจสั่นเล็กน้อย เร่งหวังโซ่วให้รีบไป
พอถึงทางออกอีกด้านของหมู่บ้าน ด้านหน้าเป็นหุบเขา ที่สองข้างเป็นภูเขา
"โน่น เด็กสองคนเล่นกันตรงนั้น แล้วก็หายไป ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย"
หวังโซ่วชี้ไปข้างหน้า
"ข้าจะไปดู"
หลี่เฉินพยักหน้า เดินเข้าไป
อย่างไรก็ตาม พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกถึงความผิดปกติ
ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกหรือประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นเริ่มเฉียบคมขึ้น เขารู้สึกว่าในอากาศมีกลิ่นคาวๆ จางๆ
พอเดินไปข้างหน้าอีก ไปถึงที่ที่เด็กๆ เคยอยู่ มองไปรอบๆ แล้วก็ไม่พบอะไรผิดปกติ
"แปลก"
หลี่เฉินขมวดคิ้ว ขยายขอบเขตการค้นหา ในที่สุดก็พบเงื่อนงำในพงหญ้าที่มุ่งหน้าไปยังเนินเขา
เห็นว่าพงหญ้านั้นถูกกดจนเป็นทางเล็กๆ รูปครึ่งวงกลม แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนเหยียบย่ำ
ที่จริงแล้วทางหญ้าเส้นนี้เพราะต้นหญ้าและพุ่มไม้ดีดตัวกลับคืนมา สภาพเดิมเกือบหมดแล้ว แต่หลี่เฉินใส่ใจแค่ไหน? พบความแตกต่างไปนานแล้ว
ในขณะเดียวกัน ทางหญ้าก็คดเคี้ยวไปข้างหน้า ตรงไปยังในภูเขา กลิ่นคาวในทางหญ้านั้นก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
ปีนขึ้นไปตามทางหญ้า เดินไปได้ร้อยก้าว ก็สิ้นสุดลงตรงพุ่มไม้
แต่ในพุ่มไม้ หลี่เฉินกลับเห็นเกล็ดสองชิ้นขนาดครึ่งฝ่ามือ!
"งูเหลือม?"
หยิบเกล็ดสองชิ้นขึ้นมาดูอย่างละเอียด หลี่เฉินหรี่ตา ทันใดนั้นก็ยืนยันได้แล้วว่านี่คืองูเหลือมยักษ์
"เป็นยังไงบ้าง พี่เฉินเอ๋อร์ พบอะไรบ้างหรือไม่?"
หวังโซ่วตะโกนมาจากที่ไกลๆ
หลี่เฉินกระโดดลงมาจากเนินเขา เดินกลับมา ยื่นมือออก แบฝ่ามือ โชว์เกล็ดขนาดใหญ่สองชิ้นนั้น
"นี่ นี่มัน งูยักษ์?"
หวังโซ่วเบิกตากว้าง
"คงไม่ใช่มั้ง? งูอะไรจะใหญ่จนกินเด็กได้? อย่างมากก็แค่ทำให้คนเป็นพิษตายเท่านั้นเอง"
สวีเจียงก็เข้ามาดูด้วย ไม่ค่อยเชื่อ
"นี่คือ งูเหลือม แถมยังเป็นงูเหลือมยักษ์ที่มีน้ำหนักมากกว่า 300 จิน (150 กิโลกรัม)
ไม่ต้องพูดถึงกินเด็ก แม้แต่กินแกะ หรือแม้แต่คนโตที่ไม่ใหญ่มาก ก็ไม่ใช่ปัญหา"
หลี่เฉินโยนเกล็ดทิ้ง พูดช้าๆ
"มากกว่า 300 จิน? โอ้พระเจ้า งูเหลือมใหญ่ขนาดนี้? นี่ นี่จะทำยังไงดี?"
หวังโซ่วพูดอย่างหวาดผวา
เงยหน้ามองไปที่หลี่เฉิน ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที จับมือของหลี่เฉิน "พี่เฉินเอ๋อร์ เจ้าเป็นพราน ต้องรู้วิธีล่าเจ้างูเหลือมยักษ์แน่ๆ ช่วย ช่วยหมู่บ้านของพวกเราด้วย
ไม่อย่างนั้น เจ้างูเหลือมยักษ์นี่กินคนอยู่เรื่อยๆ พวกเราคงอยู่ในหมู่บ้านนี้ไม่ได้จริงๆ
ขอร้องล่ะ พี่เฉินเอ๋อร์"
หวังโซ่วขอร้องอย่างน่าสงสาร
[ปล.ขอเปลี่ยนจากชั่งเป็นจินนะครับ เพิ่งนึกได้ ชั่ง คำไทย จิน คำจีน มันดูเข้ากันกว่า 1 จินเท่ากับ 500 กรัม]