- หน้าแรก
- จากโลกปัจจุบันสู่การเป็นเจ้าอาณานิคมในต่างมิติ
- บทที่ 15 คำอธิบายภาคบังคับ
บทที่ 15 คำอธิบายภาคบังคับ
บทที่ 15 คำอธิบายภาคบังคับ
บทที่ 15 คำอธิบายภาคบังคับ
ณ ห้องทำงานภายในฐานทัพที่ห่างไกล เซี่ยเสวียนวางหนังสือเวทมนตร์ในมือลง เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางหลับตาลง และเพ่งสมาธิไปที่หน้าต่างระบบในห้วงความคิด
[ภารกิจหลักโลกก็อบลินสเลเยอร์ระยะที่สอง : สำเร็จ]
[ได้รับทักษะ : คำอธิบายภาคบังคับ]
[คำอธิบายภาคบังคับ : เมื่อคุณพบวัตถุหรือบุคคลที่ไม่คุ้นเคยเป็นครั้งแรก คุณจะสามารถล่วงรู้ข้อมูลสังเขปของสิ่งนั้น (หรือคนนั้น) ได้ทันที พร้อมทั้งตะโกนประกาศออกมาเสียงดัง]
เซี่ยเสวียนเอนตัวพิงเก้าอี้ ยกมือขึ้นนวดขมับพลางบ่นอย่างอิดหนาระอาใจ "สกิลติงต๊องแบบนี้อีกแล้วเหรอเนี่ย ครั้งก่อนก็ 'สู้ยิบตา' นั่นก็ปัญญาอ่อนพอแรงแล้ว ไม่นึกว่าจะเจออันที่หนักกว่าเดิม"
แม้ทักษะเหล่านี้จะดูไร้สาระ แต่จากการทดสอบของเขา ผลลัพธ์ที่ได้กลับยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่างเช่นทักษะ 'พันถ้อยคำ' ที่ช่วยให้เขาสามารถสำรวจโลกต่างมิติได้โดยไร้อุปสรรคทางภาษา
ส่วนทักษะ 'สู้ยิบตา' นั้นยิ่งหลุดโลกเข้าไปใหญ่ มันช่วยเพิ่มค่าสถานะทุกอย่างขึ้น 50% เดิมทีเซี่ยเสวียนคิดว่ามันจะเพิ่มแค่ค่าพื้นฐานอย่างพละกำลังหรือความเร็ว อย่างมากก็อาจเพิ่มสติปัญญาอีกนิดหน่อย
ทว่าหลังจากทดสอบซ้ำหลายครั้ง เขาพบว่าไอ้การเพิ่ม 50% นี้ครอบคลุมไปถึงทุกส่วนของร่างกายและคุณสมบัติอื่นๆ ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์ที่เพิ่มขึ้น 50%, ความจุตปอดเพิ่มขึ้น 50%, การมองเห็นดีขึ้น 50%, การรับกลิ่นไวขึ้น 50%, และความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองก็เร็วขึ้น 50% แม้กระทั่ง... ความเร็วในการขับถ่ายก็ยังเพิ่มขึ้นอีก 50%
แน่นอนว่าบทสรุปสุดท้ายคือ ทักษะสู้ยิบตาช่วยเสริมประสิทธิภาพการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ความเร็วในการขับถ่ายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องอาการท้องผูกอีกต่อไป
เซี่ยเสวียนหยิบหนังสือเวทมนตร์บนโต๊ะขึ้นมา แล้วลองใช้ทักษะคำอธิบายภาคบังคับกับมัน
"ไม่มีปฏิกิริยา ดูเหมือนต้องเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้จักเลยจริงๆ สินะ"
เขาลุกจากเก้าอี้หนัง เดินไปที่ประตูใหญ่ ผลักเปิดออกก็พบทหารสองนายยืนยามอยู่ด้านนอก
เมื่อทหารเห็นเซี่ยเสวียนเดินออกมา พวกเขาก็รีบไขว้มือซ้ายไว้ด้านหลัง มือขวาทาบลงที่ตำแหน่งหัวใจและเอ่ยถาม "ฝ่าบาท มีประสงค์สิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
เซี่ยเสวียนโบกมือ "ไม่มีอะไร แค่ออกมาเดินเล่น เฉยๆ อ้อ... อยู่ที่นี่เรียกผมว่าผู้บัญชาการก็พอ"
"รับทราบครับ!"
เขาลองใช้ทักษะคำอธิบายภาคบังคับกับทหารทั้งสอง
ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทักษะยังคงไม่ทำงาน
ขนาดนี้ก็ยังไม่ได้เหรอ? ถึงจะไม่รู้ชื่อหรือภูมิหลัง แต่ผมรู้ว่าพวกเขาคือทหารของตงเซี่ย และพวกเขาก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกัน สกิลเลยไม่ทำงานงั้นสิ?
คิดได้ดังนั้น เซี่ยเสวียนจึงเดินมุ่งหน้าไปยังห้องแล็บ สถานที่ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่เขาไม่รู้อีกมากมาย
ตลอดทางที่เดินผ่าน ทุกคนที่พบเห็นเซี่ยเสวียนต่างโค้งคำนับด้วยความเคารพอย่างสูงสุด นี่คือสิ่งที่เซี่ยเสวียนไม่คุ้นชินที่สุดนับตั้งแต่ข้ามมิติมา เพราะทุกคนปฏิบัติกับเขาด้วยความยำเกรงในฐานะจักรพรรดิ
แรกเริ่มเขาก็รู้สึกเพลิดเพลินดี แต่พอนานวันเข้า ความรู้สึกโดดเดี่ยวก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
เขาเกลียดความรู้สึกนี้ จึงเริ่มบอกคนรอบข้างว่า 'ทำตัวตามสบายกับผมเถอะ เหมือนคนทั่วไป ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น'
แม้ปากทุกคนจะรับคำ แต่ก็ไร้ผล พวกเขารู้สึกเหมือนได้รับเกียรติจนตัวลอยและไม่กล้าปฏิสัมพันธ์กับเขาแบบเป็นกันเองจริงๆ
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตระกูลเซี่ยปกครองประเทศตงเซี่ยมายาวนานถึงสามพันปี เคยขึ้นเป็นเจ้าโลก และได้รับการยกย่องว่าเป็นชนชั้นสูงที่แท้จริงของดาวหยุน
แม้ในสังคมสมัยใหม่ที่เปิดกว้างและเน้นความเท่าเทียม ผู้คนไม่ได้หวาดกลัวอำนาจจักรพรรดิเหมือนในอดีต แต่ความเคารพยำเกรงต่อองค์จักรพรรดิก็ยังคงฝังรากลึก
ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของชาวตงเซี่ยหรือแม้แต่ชาวทวีปตะวันออกทั้งหมด จักรพรรดิแห่งตระกูลเซี่ยคือ 'ราชันแห่งมนุษยชาติ' ประมุขแห่งทวีปตะวันออก แม้แต่ประเทศดอกไม้และประเทศไซเลอร์ที่มักสร้างปัญหา ก็ยังยอมรับเซี่ยเสวียนเป็นประมุขในทางนิตินัย
ตราบใดที่เซี่ยเสวียนยังนั่งอยู่บนบัลลังก์นี้ เขาก็เปรียบเสมือนสุริยเทพที่ลัทธิบูชาสุริยะในทวีปตะวันตกและทวีปใต้สักการะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้รับระบบ สถานการณ์นี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แม้แต่กลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เคยมีสถานะทัดเทียมกับเขา ก็ยังเริ่มแสดงท่าทีนอบน้อมยำเกรง
ห้องแล็บ
ภายในห้องแล็บอันกว้างขวาง เครื่องจักรความแม่นยำสูงนับไม่ถ้วนถูกจัดวางเรียงราย แต่ละเครื่องมีมูลค่านับร้อยล้านเหรียญ แพทย์ในชุดกาวน์สีขาวหลายร้อยคนกำลังวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดและซากมอนสเตอร์ที่ถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บางส่วนถึงกับกำลังผ่าชันสูตรสดๆ โดยมีร่างของ 'กอบลิน' เป็นจำนวนมากที่สุด
"น่าทึ่งจริงๆ! สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ากอบลินนี้มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์ถึง 100%! นอกเหนือจากขนาดตัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยีน เซลล์ หรืออวัยวะ! ตอนนี้ผมชักสงสัยแล้วว่าพวกมันก็คือมนุษย์ตัวสีเขียวดีๆ นี่เอง!"
ชายชราผู้มีใบหน้าอ่อนกว่าวัยจ้องมองข้อมูลที่เพิ่งวิเคราะห์เสร็จด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด มือของเขาสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
"นี่มันสมบัติที่สวรรค์ประทานให้แก่วงการชีววิทยาชัดๆ!"
ชายชราผู้นี้คือ 'เบล เคลวิน' นักชีววิทยาอันดับหนึ่งของประเทศตงเซี่ยและของโลก ผู้ที่เกือบจะแบกความก้าวหน้าทางชีววิทยาของโลกไว้ด้วยตัวคนเดียว
ในขณะเดียวกัน เบล เคลวิน ก็เป็นนักชีววิทยาที่บ้าคลั่งที่สุด เขาเคยริเริ่ม 'โครงการยีนมนุษย์สมบูรณ์แบบ' ที่สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วโลก เขาพัฒนาเซรุ่มยีนที่ช่วยให้มนุษย์ทลายขีดจำกัดของตัวเองได้ แต่เนื่องจากฤทธิ์ยาที่รุนแรงเกินไป ผู้ที่ได้รับเซรุ่มจึงต้องบริโภคพลังงานมหาศาลตลอดเวลาเพื่อรองรับร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ทว่ายิ่งนานวัน ปริมาณสารอาหารที่ต้องการก็ยิ่งมหาศาล พลังงานที่ได้จากการดูดซึมของร่างกายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเผาผลาญเพื่อพัฒนายีน
ในท้ายที่สุด การทดลองจบลงด้วยความล้มเหลว แต่มันก็สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก เพราะการทดลองนั้นขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะสำเร็จ ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะตอกย้ำสถานะอันดับหนึ่งในวงการชีววิทยาของเบล เคลวิน
"ดอกเตอร์เบล เคลวิน ค้นพบอะไรสำคัญเข้าหรือครับ? ทำไมถึงดูมีความสุขขนาดนั้น"
เมื่อได้ยินเสียงทัก เบล เคลวินก็หันขวับกลับมา เห็นเซี่ยเสวียนในชุดเครื่องแบบทหาร เขารีบยืดตัวตรงทำความยันถวายความเคารพทันที มือซ้ายไขว้หลัง มือขวาทาบหัวใจ "ฝ่าบาท"
หลังทำความเคารพเสร็จ เบล เคลวินก็กล่าวอย่างตื่นเต้น "ฝ่าบาท ทรงดูนี่สิพ่ะย่ะค่ะ นี่คือข้อมูลการวิเคราะห์ร่างกายของกอบลิน"
เซี่ยเสวียนกวาดตามองข้อมูลผ่านๆ ยืนยันว่าเขาไม่เข้าใจมันเลยสักนิด ก่อนจะถามกลับ "มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?"
"ความคล้ายคลึงระหว่างสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ากอบลินกับมนุษย์สูงถึง 100% เลยพ่ะย่ะค่ะ! ไม่นับขนาดตัว ทั้งยีน เซลล์ และอวัยวะ... ฝ่าบาททรงทราบไหมว่านี่หมายความว่าอย่างไร?"
"เอาพวกมันมาใช้ทดลองกับมนุษย์?" เซี่ยเสวียนตอบเรียบๆ
"ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ! กอบลินเหมือนมนุษย์มาก แถมยังแพร่พันธุ์เร็ว ต้นทุนการเพาะเลี้ยงต่ำ และที่สำคัญที่สุด พวกมันไม่ใช่มนุษย์ ทำให้พวกมันเป็นตัวทดลองชั้นยอด!"
"ตราบใดที่เราใช้วัตถุดิบการทดลองพวกนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงยอดการสูญเสีย กระหม่อมเชื่อว่างานวิจัยทางชีววิทยาแขนงต่างๆ จะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว! แม้แต่เซรุ่มยีนของกระหม่อมก็อาจจะนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ได้!"
ยิ่งพูด เบล เคลวินก็ยิ่งตื่นเต้น ใบหน้าเริ่มแดงซ่านอย่างผิดธรรมชาติ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ
"ดอกเตอร์เบล เคลวิน ใจเย็นๆ ก่อน" เซี่ยเสวียนเริ่มกลัวว่าอีกฝ่ายจะเส้นเลือดในสมองแตกตาย จึงร่ายเวทมนตร์สงบจิตใจใส่เขา อย่างไรเสียคนผู้นี้ก็เป็นเสาหลักของชาติ
ภายใต้ผลของเวทมนตร์ เบล เคลวินค่อยๆ สงบลง เปลี่ยนจากนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องกลับมาเป็นดอกเตอร์ผู้ทรงภูมิ "ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมเสียมารยาทแล้ว"
"วันนี้ผมมาเพื่อจะถามว่า สกัดสิ่งนั้นออกมาได้หรือยัง?"
"อ้อ! เรื่องนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ สกัดออกมาได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แม้สสารนี้จะมีความพิเศษ แต่การสกัดก็ทำได้ง่ายมาก" พูดจบ เบล เคลวินก็หยิบหลอดทดลองขนาดเล็กที่บรรจุของเหลวสีน้ำเงินเข้มออกมา
เซี่ยเสวียนรับของเหลวสีน้ำเงินเข้มมาถือไว้ แล้วเรียกใช้ทักษะคำอธิบายภาคบังคับ
วินาทีถัดมา ปากของเขาก็ขยับไปเองและตะโกนออกมาเสียงดังลั่นอย่างควบคุมไม่ได้
"สูดปาก~ น่าตื่นตะลึง! ถึงกับสามารถสกัดพลังเวทที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตออกมาได้เชียวรึ! ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก!"
เสียงของเซี่ยเสวียนก้องกังวานไปทั่วห้องแล็บ เหล่านักวิจัยทุกคนถึงกับชะงักค้าง บรรยากาศเงียบกริบลงในพริบตา
เซี่ยเสวียนรู้สึกหน้าร้อนผ่าว อยากจะหาโพรงสักแห่งมุดหนีไปให้พ้นๆ
"อะแฮ่ม! อะแฮ่ม! มองอะไรกัน?! งานวิจัยในมือเสร็จกันหมดแล้วหรือไง?!" เบล เคลวินกระแอมไอเบาๆ พลางกวาดสายตามองนักวิจัยคนอื่นๆ ในฐานทัพ
เหล่านักวิจัยได้สติ รีบก้มหน้าก้มตาทำงานวิจัยต่อ แสร้งทำเป็นว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น! ฉันไม่เห็นอะไรเลย!
เมื่อเห็นทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ เบล เคลวินก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะกระซิบถาม "ฝ่าบาท นี่คือทักษะใหม่หรือพ่ะย่ะค่ะ?"
เบล เคลวินเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้เรื่องระบบ เพราะการตรวจร่างกายเซี่ยเสวียนอย่างละเอียดเป็นความรับผิดชอบของเขา
เซี่ยเสวียนพยักหน้าอย่างกระอักกระอ่วน "ใช่"
เขาตัดสินใจแล้วว่านับจากนี้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาจะไม่มีวันใช้ทักษะนี้ต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด มันน่าอายเกินไป! อะไรคือ 'น่าตื่นตะลึง' อะไรคือ 'ช่างน่าหวาดหวั่น' กันวะเนี่ย!
ไม่น่าไปคาดหวังผลลัพธ์ดีๆ จากทักษะที่แค่ชื่อก็ดูติงต๊องแบบนี้เลยจริงๆ
"ฝ่าบาท พอจะบอกกระหม่อมได้ไหมว่าผลของมันคืออะไร?"
เบล เคลวินมีความสนใจในระบบที่ขัดแย้งกับสามัญสำนึกนี้มาตลอด
"ไม่มีปัญหา แต่ที่นี่คงไม่เหมาะเท่าไหร่" เซี่ยเสวียนกวาดตามองรอบๆ
"รับทราบพ่ะย่ะค่ะ เชิญเสด็จที่ห้องทำงานของกระหม่อม"
ในขณะที่เซี่ยเสวียนและดอกเตอร์เบล เคลวินกำลังศึกษารายละเอียดของทักษะใหม่ ภายนอกฐานทัพ กองพันเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ 'ฟอลคอน' ที่ถูกส่งออกไป ได้เริ่มสร้างตำนานนองเลือดขึ้นแล้ว
เฮลิคอปเตอร์ฟอลคอนใช้ความคล่องตัวสูง บินลาดตระเวนไปมาระหว่างชายแดนอาณาจักรทุ่งหญ้าและพื้นที่ปริศนาอย่างไม่หยุดหย่อน
ดูเหมือนพวกเขาจะตั้งใจกวาดล้างให้สิ้นซาก จึงทำการสังหารหมู่มอนสเตอร์ในสองพื้นที่นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มอนสเตอร์ที่รักสันโดษหรือพวกที่ขุดรูอยู่อาจจะรอดตัวไปได้บ้างเพราะหายาก แต่สำหรับสิ่งมีชีวิตที่อยู่รวมกันเป็นฝูงอย่างกอบลินนั้นต้องประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก พวกมันมีจำนวนมาก ไม่รู้จักหลบซ่อน จึงถูกเฮลิคอปเตอร์ฟอลคอนตรวจพบได้ง่ายดาย
เผ่ากอบลินที่มีขนาดใหญ่หน่อยมักสร้างหมู่บ้านบนพื้นดิน ซึ่งเป็นเป้าที่เด่นชัด และแน่นอนว่าพวกมันกลายเป็นเป้าหมายหลักของเฮลิคอปเตอร์
ส่วนชุมชนกอบลินที่อาศัยอยู่ใต้ดินนั้นยิ่งโง่เขลา พวกที่มีหมอผีมักชอบตั้งเสาโทเท็มไว้ที่ทางเข้า ส่วนพวกอื่นๆ ก็ชอบแขวนกระดูกมนุษย์ประดับไว้หน้าปากถ้ำ
พฤติกรรมนี้แทบไม่ต่างกับการประกาศว่า: ข้าอยู่นี่ มายิงข้าสิ! มายิงข้าสิ!
สำหรับกอบลินที่สิ้นคิดเช่นนี้ เฮลิคอปเตอร์ฟอลคอนจึงจัดแจงเสิร์ฟขีปนาวุธอากาศสู่พื้นให้เป็นของขวัญ โดยไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้แก้ตัวแม้แต่น้อย