เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 ทุกคนต่างพยายามเอาชีวิตรอดในแบบของตนเอง

บทที่ 48 ทุกคนต่างพยายามเอาชีวิตรอดในแบบของตนเอง

บทที่ 48 ทุกคนต่างพยายามเอาชีวิตรอดในแบบของตนเอง


หลังจากคายกระดูกชิ้นหนึ่งออกมา ผู้ดูแลอาคารก็สวมหน้ากากกลับคืนอีกครั้ง แล้วเดินโซเซจากไปไกล

หว่านชิวถอนหายใจโล่งอก ปล่อยมือที่ปิดปากปิดจมูกลง กลิ่นเหม็นฉุนรุนแรงก็พุ่งเข้าสู่โพรงจมูกทันที

‘ห้องนี้เหม็นมาก เหมือนมีคนตายมาหลายวันแล้ว’

เขาก้มมองถังขยะและตู้รองเท้า ภายในเก็บกวาดสะอาดดี ไม่มีของสกปรก มีเพียงเศษกระดาษที่ถูกขยำทิ้งไว้

หว่านชิวคลี่กระดาษออก ดูเหมือนจะถูกฉีกออกมาจากสมุดบันทึก

วันนี้เป็นวันที่สามสิบตั้งแต่ฉันย้ายมาอยู่ห้อง 505 ห้องตรงข้ามเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่สวยและอ่อนโยน เธอมักออกไปซื้อกับข้าวตอนกลางคืน ทุกครั้งที่ฉันเลิกกะดึก ก็มักจะเจอเธอที่ทางเดินเสมอ

เธอสวยเหลือเกิน มีผมยาวสีดำเงางาม แต่ก็ที่แปลกที่เธอมักใส่เสื้อผ้าชุดเดิมตลอด และมีกลิ่นเหม็นจาง ๆ ติดตัว

ตอนแรกฉันไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งใกล้ค่ำวันหนึ่ง เจ้าของห้องก็มาบอกเรื่องหนึ่งกับฉัน

เขาบอกว่าห้องว่างตรงข้ามที่ปล่อยทิ้งไว้ครึ่งปี ในที่สุดก็มีคนมาเช่าต่อแล้ว ต่อไปจะมีคนมาเป็นเพื่อนฉัน

ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมห้องว่างถึงมีคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอาศัยอยู่ ทุกคืนฉันจะได้ยินเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ อย่างชัดเจน

จากห้องฝั่งตรงข้าม กลิ่นเหม็นเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำไมกันนะ?

‘กลิ่นเหม็น?’ สมองของหว่านชิวทำงานอย่างรวดเร็ว ‘เจ้าของบันทึกย้ายมาอยู่ห้องห้าศูนย์ห้า แต่ทำไมกระดาษแผ่นนี้กลับตกอยู่ในห้องห้าศูนย์หก?’

แสงสลัวส่องลงบนตัวหว่านชิว เขาเห็นรอยเท้าหลายรอยบนพื้นปูนของห้องนั่งเล่น รอยเท้าเหล่านั้นเปื้อน “โคลนสีแดง

‘เป็นเลือดผสมกับดินงั้นเหรอ?’ หว่านชิวค่อย ๆ ย่อตัวลง เขามองตามรอยเท้าไปข้างหน้า จนกระทั่งขาคู่หนึ่งที่ซีดขาวปรากฏขึ้นสู่สายตา

ไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ ราวกับว่าขาคู่นั้นเดิมทีก็อยู่ตรงนั้นมาโดยตลอด

แม้หว่านชิวจะเตรียมใจไว้ล่วงหน้า แต่ก็ยังตกใจจนทรุดนั่งลงกับพื้น เมื่อเงหน้าขึ้น เขาก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องครัว

เด็กคนนั้นสวมเสื้อผ้าสีดำทั้งตัว  ผิวของเธอขาวซีดราวกับไม่ได้โดนแสงแดดมานาน

ทุกสิ่งในห้องถูกกลิ่นเหม็นซึมซับ เด็กผู้หญิงตรงหน้าก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่หากไม่นับกลิ่นฉุนแล้ว เธอก็ดูไม่ต่างจากเด็กปกติมากนัก

เสื้อผ้าของเธอซักสะอาดเรียบร้อย ถักผมเปียเล็ก ๆ น่ารักสองข้าง ในอ้อมกอดยังมีตุ๊กตาหมีสตรอว์เบอร์รีตัวหนึ่ง

“คุณแม่คะ มีคนเข้ามา” เสียงของเด็กผู้หญิงแหบพร่า แข็งทื่อ เธอดูหวาดกลัวคนภายนอกมาก พอเห็นหว่านชิวก็รีบเรียกแม่ทันที

ในครัวไม่ได้เปิดไฟ ม่านประตูห้อยลงมา มองไม่เห็นว่าภายในมีอะไรอยู่

ครู่ต่อมา เด็กผู้หญิงอีกคนที่ดอายุสี่ห้าขวบก็เดินออกมาจากครัว เธออุ้มชามสามใบไว้ พลางร้องไห้สะอึกสะอื้น “แม่ไม่ยอมพูดเลย แม่ไม่สนใจหนูแล้ว”

เธอวางชามลงบนโต๊ะอย่างยากลำบาก กลิ่นเหม็นจากตัวเด็กคนนี้รุนแรงยิ่งกว่าเด็กที่อยู่ในห้องนั่งเล่น

“พี่คะ กินข้าวกันเถอะ” เด็กหญิงตัวเล็กดูรู้ความ เธอเช็ดน้ำตา วิ่งไปหาพี่สาวก่อน จากนั้นหันมามองหว่านชิว “พี่ชายจะกินด้วยกันไหม แม่ฉันทำกับข้าวอร่อยมากนะ!”

ปึง!

มีดทำครัวสับลงบนเขียงอย่างแรง แม่ที่สองพี่น้องพูดถึง อยู่ในครัวจริง ๆ

หว่านชิวรีบขยับตัวอย่างรวดเร็ว นั่งลงที่โต๊ะอย่างเรียบร้อย

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารชวนขนลุก พี่สาวที่กอดตุ๊กตาหมีสตรอว์เบอร์รีเงียบไม่พูดอะไร ก้มหน้าลงต่ำ ส่วนน้องสาวตัวเล็กดูร่าเริง คอยมองหว่านชิวเป็นระยะ

“หนูชื่อหนานหนาน ส่วนนี่พี่สาวของหนูเสียนเสียน พวกเราอยู่ที่นี่ม แต่ช่วงนี้มีคนไม่ดีคอยไล่พวกเรา บอกว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องของพวกเรา” หนานหนานดูโกรธเล็กน้อย เธอจับตะเกียบไว้แน่น อยากคุยกับหว่านชิว “พี่ชายไม่ได้มาไล่พวกเราเหมือนกันใช่ไหม?”

หว่านชิวส่ายหน้า สายตาเลื่อนไปมาระหว่างหนานหนานกับเสียนเสียน เขาอ้าปาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

เสียงผัดอาหารดังขึ้นจากครัว ท่ามกลางกลิ่นเหม็นฉุน ค่อย ๆ แทรกด้วยกลิ่นอาหาร

ไม่นาน ม่านครัวก็ถูกเปิดออก จานผัดกะหล่ำปลีจานหนึ่งถูกยกออกมา

กะหล่ำปลีผัดรสเปรี้ยวเผ็ด กรอบสด วางอยู่ในจานสีขาวบริสุทธิ์ แต่ในขณะนั้น จานอาหารถูกถือไว้ด้วยนิ้วมือห้านิ้วที่เน่าเปื่อยอย่างรุนแรง

“หนูจะไปยกกับข้าวเอง” หนานหนานกระตือรือร้นมาก วิ่งไปที่ห้องครัว ยกจานอาหารมาวางบนโต๊ะ

แม่ที่กำลังง่วนอยู่ในครัวไม่ได้ออกมา ม่านตกลง นิ้วมือทั้งห้าหายเข้าไปในความมืด

เธอตั้งกระทะใส่น้ำมัน ดูเหมือนแม่จะเริ่มทำอาหารจานที่สอง ไม่นาน กลิ่นเนื้อก็ลอยออกมา นี่เป็นอาหารประเภทเนื้อ

เมื่อเห็นนิ้วมือเน่าเปื่อยห้านิ้วที่ยื่นออกมาจากครัว เปลือกตาของหว่านชิวก็กระตุกไม่หยุด

เรื่องเล่าประหลาดกลายเป็นความจริง แม่ของเด็กหญิงทั้งสองได้ตายไปแล้ว แต่เพื่อไม่ให้ถูกไล่ออกจากอาคารอพาร์ตเมนต์ วิญญาณของเธอยังคงสิงอยู่ในร่างที่เน่าเปื่อย คอยทำกับข้าว ซักผ้า และถักเปียให้ลูกสาวทั้งสองทุกวัน

ลูกสาวคนเล็ก หนานหนาน ยังไม่เข้าใจความหมายของความตาย ยังคงมองแม่เป็นแม่เหมือนเดิม ส่วนลูกสาวคนโต เสียนเสียน รู้ทุกอย่างอยู่ในใจ แต่เธอกลับไม่ยอมจากไป เพราะแม่ก็คือแม่

อาหารจานที่สองใกล้จะเสร็จแล้ว แรงกดดันที่หว่านชิวต้องแบกรับในตอนนี้มหาศาลมาก ในดวงตาของเขาปรากฏเงาภาพเลือนรางวูบไหวไม่หยุด

ตั้งแต่จานที่สามเป็นต้นไป ทุกอย่างจะฉีกกระชากเปลือกนอกอันอ่อนโยนออก เผยให้เห็นกับดักแห่งความตายที่อยู่ทุกหนทุกแห่ง

หว่านชิวมองเห็นความะตายหลายรูปแบบที่เขาอาจต้องเผชิญ ลูกสาวคนโตจะไปยกอาหารจานที่สอง จากนั้นก็จะถึงคราวของเขา ถ้าเขาไป เขาจะถูก “แม่” จะกระชากเขาเข้าไปในครัว ฆ่าแล้วทำเป็นอาหารจานที่สาม ถ้าเขาไม่ไปยก เขาจะถูกพี่น้องสองคนนี้ฆ่า ถ้าเขาหนี “แม่” จะออกมาจากครัวไล่ล่าเขา ถ้าเขาไม่หนี เขาจะถูกทิ้งไว้ที่นี่ตลอดไป

เลือดเริ่มไหลออกมาจากดวงตา หว่านชิวยกแขนกอดศีรษะของตัวเองไว้ ไม่กล้ามองไปทางครัว

กลิ่นหอมของเนื้อเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ อาหารจานเนื้อสีแดงสดถูกปรุงเสร็จอย่างรวดเร็ว นิ้วมือที่เน่าเปื่อยยกอาหารจานที่สองออกมา

เด็กผู้หญิงทั้งสองได้กลิ่นเนื้อก็พลันตื่นเต้นขึ้น ลูกสาวคนโตกำลังจะเดินไป แต่หว่านชิวกลับเหมือนตัดสินใจบางอย่างได้กะทันหัน

เขาเดินนำหน้าลูกสาวคนโต ขาสั่นระริก มาหยุดอยู่หน้าห้องครัว

ในตอนที่มือทั้งสองข้างประคองจานเนื้อไว้ ความกล้าของหว่านชิวก็หมดสิ้นลงโดยสิ้นเชิง เลือดจากดวงตาอาบไหลใบหน้า ขาเริ่มอ่อนแรง จนทรุดนั่งลงกับพื้น

“ทำไมใคร ๆ ก็อยากรังแกผม ฮือ….แม่….แม่ครับ แม่อยู่ที่ไหนกัน…” อดีตอันโหดร้ายนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาในหัว หว่านชิวกลัวอย่างถึงที่สุด แต่คนเดียวที่ยอมช่วยเขาก็หายตัวไปแล้ว

ตอนนี้สมองของเขาว่างเปล่า ร่างกายไม่เชื่อฟัง เขากลัวมาก กลัวเหลือเกิน เขารู้สึกว่าตัวเองใกล้จะตายแล้ว

เสียงของหว่านชิวเบาลงเรื่อย ๆ เสียงทำอาหารในครัวก็หยุดลงเช่นกัน ลูกสาวคนโต เสียนเสียน ค่อย ๆ เงยหน้าที่ก้มต่ำขึ้น สีหน้าดูแปลกไป ลูกสาวคนเล็กกระโดดลงจากเก้าอี้ เดินมาหาหว่านชิว

หว่านชิวที่ถูกทำให้กลัวจนร้องไห้ รู้สึกว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาใกล้ ร่างกายของเขาขดตัวเข้าหากัน

ลูกสาวคนเล็กที่ถักเปียอย่างน่ารักยื่นมือออกมา เห็นหว่านชิวไม่ตอบสนอง เธอจึงหันไปพูดอะไรเบา ๆ กับทางครัว

ม่านครัวไหวเบา ๆ นิ้วมือเน่าเปื่อยทั้งห้าค่อย ๆ แหวกม่านออก ใบหน้าที่ถูกผมสีดำปกคลุมจนมิดชิดโผล่ออกมา

กลิ่นเหม็นรุนแรงพลุ่งพล่านไปทั่วห้อง ผ่านช่องผมสีดำ หว่านชิวเห็นลูกตาข้างหนึ่งที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงอย่างชัดเจน

“แม่…”

ท่ามกลางความมืด เสียงคำรามต่ำดังออกมา แขนอีกข้างของแม่ที่ถือมีดทำครัวขนาดใหญ่ค่อย ๆ ยกขึ้น ดวงตาของเธอนั้นแดงก่ำ

หัวใจของหว่านชิวเต้นรัว เขาหลับตาแน่น แต่รออยู่ครู่หนึ่ง เขากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ

เมื่อค่อย ๆ ลืมตาขึ้น หว่านชิวเห็นนิ้วมือทั้งห้าของแม่กำลังลูบศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบา

“พี่ชายห้ามมาแย่งแม่ของหนูนะ แต่ถ้าพี่ชายรู้สึกไม่สบายใจ ก็พูดกับพวกเราได้นะ” เด็กหญิงพูดด้วยน้ำเสียงน่ารักแต่กลับแสดงความเป็นผู้ใหญ่ออกมา

เมื่อกลับมานั่งที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง หว่านชิวยังคงรู้สึกไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ดวงตาของเขาสามารถมองเห็นความตายได้ แต่สิ่งอื่นนอกเหนือจากความตาย กลับแทบไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย

แม่ยกอาหารจานที่สามออกมาด้วยตัวเอง มองดูแม่ลูกสามคนที่เริ่มกินข้าว หว่านชิวไม่ได้หยิบตะเกียบ เขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนกำลังหลอกลวง “แม่

“ที่จริงแล้ว ผมเข้ามาจากข้างนอก” โดยที่ไม่ได้พูดโกหกแม้แต่คำเดียว หว่านชิวเล่าประสบการณ์ทั้งหมดของตนให้แม่และลูกสาวทั้งสองฟัง

ในชีวิตอันอาภัพของหว่านชิว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสความรู้สึกของคำว่า ‘บ้าน’ เขาถึงขั้นเกิดภาพลวงตาขึ้นในใจ มองแม่เป็นครอบครัวของตัวเอง

บางทีอาจเป็นเพราะเขาต้องทนทุกข์ทรมานมานานเกินไป เมื่อได้พบความเมตตาเพียงเล็กน้อย เขาจึงทุ่มเทคว้ามันไว้อย่างสุดกำลัง

เมื่อรู้ว่าเพื่อนของหว่านชิวหายตัวไปในอาคาร ลูกสาวคนเล็กที่มีน้ำใจรีบพูดขึ้นทันที “เราไปหาผู้หญิงปากมากกันเถอะ เธอรู้ไปหมดทุกอย่าง!”

“ระวังผู้ดูแลจะมาจับตัวเธอไป!”

พี่สาวจ้องน้องสาวด้วยสายตาไม่พอใจ น้องสาวเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “งั้นเราจับผู้ดูแลไว้ซะเลยดีไหม! คนในอาคารมีตั้งเยอะ จะไปกลัวเขาคนเดียวทำไม?”

“ผู้ดูแลเป็นตัวแทนของเซียนเนื้อโลหิต พูดจาเหลวไหลอะไร” พี่สาวเริ่มดุน้อง

“ก่อนหน้านี้ผมเห็นร่างจริงของเขา” หว่านชิวพูดเสียงเบา “ผู้ดูแลอาคารที่พวกคุณกลัวกัน เหมือนจะเป็นแค่หนูตัวหนึ่ง เพียงแต่เขาแอบกินอะไรบางอย่างเข้าไป เลยทำให้เขากลายเป็นแบบนี้”

เขาไม่เชื่อในผีและเทพเจ้า เพราะทุกครั้งที่เขาถูกกลั่นแกล้ง เขาจะอธิษฐานไม่หยุด แต่ก็ไม่เคยมีใครช่วยเหลือเขาเลย

สำหรับเขา โลกใบนี้ช่างโหดร้าย แม้จะมีเทพเจ้าอยู่จริง เทพองค์นั้นก็ไม่ใช่เทพของเขา

จบบทที่ บทที่ 48 ทุกคนต่างพยายามเอาชีวิตรอดในแบบของตนเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว