- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 45 ความกลัว
บทที่ 45 ความกลัว
บทที่ 45 ความกลัว
ความฟุ้งเฟ้อเลือนหายไป กลับคืนสู่ชีวิตที่แท้จริงที่สุด
หน้าประตูห้องเช่าขนาดเล็กเรียบง่าย เด็ก ๆ วิ่งเล่นไล่กัน เสียงหัวเราะดังไม่ขาด ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มใสซื่อบริสุทธิ์
เพื่อนบ้านทักทายกันอย่างเป็นกันเอง พวกเขาไม่ชอบทักกันผ่านหน้าจอโทรศัพท์ แต่ชอบเดินเล่นพูดคุยกันในทางเดินเก่า ๆ ของอาคารมากกว่า
โคมแดงสดถูกแขวนไว้สูง ผู้พักอาศัยในอพาร์ตเมนต์ตั้งแผงขายของทำเองเรียงรายอยู่ริมทางเดิน มีทั้งของจุกจิกทำมือ ผ้าหลากสีสัน รวมถึงบริการที่น่าประหลาดใจต่าง ๆ ตั้งแต่การดูแลทันตกรรม ร้านขายเนื้อ และแผงอาหาร
ของไม่หาย กลางคืนไม่ต้องปิดประตู ภายในอพาร์ตเมนต์ซื่อสุ่ย ดูเหมือนจะก่อเกิดเป็นสังคมเล็ก ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา
ที่นี่แยกขาดจากโลกภายนอก ผู้คนล้วนมีรอยยิ้มบนใบหน้า ราวกับไม่มีความทุกข์กังวลใด ๆ
“พวกคุณเพิ่งมาใหม่กันใช่ไหมครับ กำลังมองหาห้องเช่ากันอยู่หรือเปล่า?”
เสียงที่ฟังแล้วสบายใจดังขึ้น ชายหนุ่มสวมสูทเก่าสไตล์โบราณคนหนึ่งเข้ามาขวางเกาหมิงกับจูเหมี่ยวเหมี่ยวไว้
เขายกมือปิดปาก ดวงตาดูมีชีวิตชีวา ราวกับดวงตาคู่นั้นสามารถพูดแทนคำพูดได้
ในฐานะพนักงานบริการที่ดีเขาจะต้อนรับลูกค้าทุกประเภท แม้ว่าเวลานี้เกาหมิงจะแบกซากศพไว้บนหลังของเขาอยู่ก็ตาม
“ใช่ครับ พวกเรามาดูห้อง” เกาหมิงพยายามรักษาท่าทีให้เป็นปกติ
ภายใต้โคมไฟสีแดงสด เขาเห็นแสงสีเลือดสาดลงมา ในทางเดินมืดสลัว เหล่าสัตว์ประหลาดส่งยิ้มไม่น่าไว้วางใจ สายตาที่พวกมันมองกัน ราวกับกำลังมองอาหารอันโอชะ
“ผมชื่อกงซี เป็นอาสาสมัครของสมาคมการกุศลเมืองหานไห่ และเป็นนายหน้าปล่อยเช่าของอพาร์ตเมนต์ซื่อสุ่ย ต้องการให้ผมพาชมห้องหรือเปล่าครับ?” ชายหนุ่มยิ้มตาหยี เปิดทางให้เล็กน้อย พลางปัดฝุ่นบนไหล่ แล้วหันมองไปตามทางเดิน ผนังเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา โคมแดงส่องใบหน้าเพื่อนบ้าน กลิ่นเนื้อหอมอบอวล คนคุ้นเคยช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร บรรยากาศราวกับครอบครัวใหญ่
ที่นี่ไม่มีศิลปะสูงส่งหรือความหรูหรา มีเพียงความอบอุ่นของชีวิต ช่วงเวลาธรรมดาเหล่านี้เอง ที่เป็นสมบัติล้ำค่าที่สุด
“เลือกอพาร์ตเมนต์ซื่อสุ่ยแห้งนี้พวกคุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน ทุกห้องที่นี่มีเรื่องราวของมันเอง อย่าใช้ตาไปมอง แต่ใช้ความรู้สึก แล้วคุณจะเห็นความพิเศษของมัน”
“พาเราไปดูชั้นล่างได้ไหม?” เกาหมิงฟังต่อไม่ไหวแล้ว โลกที่เขาเห็นกับโลกที่กงซีเห็น ดูเหมือนจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“ได้ครับ แล้วสนใจชั้นไหนเป็นพิเศษไหม?”
“งั้นเริ่มจากชั้นสี่ก่อน” เกาหมิงอาศัยข้อมูลจากวงแหวนสีดำของไป๋เซียว ห้องเก็บศพชั้นสี่และห้องที่แขวนโคมขาวค่อนข้างปลอดภัย เขาต้องการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยก่อนเป็นอันดับแรก
“ชั้นสี่?” กงซีชะงักเล็กน้อย แต่ความต้องการของลูกค้าต้องมาก่อนเสมอ
“สายตาดีจริง ๆ ชั้นสี่มีห้องว่างเยอะ ห้องผมก็อยู่ชั้นนั้น”
กงซีเดินนำ เกาหมิงกับจูเหมี่ยวเหมี่ยวตามหลัง คนหนึ่งแบกศพ อีกคนเปื้อนเลือดไปทั้งตัว แต่ชาวอาคารกลับไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
“ที่นี่แปลกจริง ๆ” จูเหมี่ยวเหมี่ยวสะกิดเกาหมิงเบา ๆ
“ทำไมนายหน้าคนนั้นต้องปิดปากตลอดเวลา?”
“อย่าถาม อย่าอยากรู้อยากเห็น ทำตัวให้ปกติ” เกาหมิงยังจำคำเตือนของชายหนุ่มจาดอาคารบีได้ดี แค่แตะต้องข้อห้ามก็อาจถูกล่า สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือรีบทำความเข้าใจกฎของอาคารแห่งนี้ให้ไดโดยเร็ว
กงซีทักทายเพื่อนบ้านสองข้างทาง ระหว่างผ่านร้านขายเนื้อ คนขายเนื้อก็โยนชิ้นเนื้อมาให้เขา เพื่อแสดงความยินดี
เกาหมิงมองเข้าไปในร้านผ่านประตูเหล็ก ห้องเช่าถูกดัดแปลงเป็นโรงเชือด ภายในขังเจ้าหน้าที่สอบสวนอยู่หลายคน เสื้อผ้าถูกถอดออก สีหน้าหวาดกลัว
ร่างกายพวกเขาไม่ร่องรอบของการโดนทำร้าย แต่เมื่ออ้าปากกลับพูดไม่ได้ ทำได้แต่ส่งเสียงประหลาดเหมือนหมูหรือแกะ
คนขายเนื้อเตะใส่เจ้าหน้าที่สอบสวนคนหนึ่ง คล้ายจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างได้ ก่อนเหลือบมองจูเหมี่ยวเหมี่ยว แล้วพึมพำเบา ๆ
“สดจริง ๆ”
เมื่อออกจากตลาดผีชั้นเก้า เกาหมิงกับจูเหมี่ยวเหมี่ยวต่างรู้สึกโล่ง เหมือนยกหินหนักออกจากหลัง
ระหว่างผ่านห้องน้ำสาธารณะชั้นเก้า กงซีโยนเนื้อที่ได้มาก่อนหน้านี้ลงถังขยะ
“ไม่เสียดายเหรอ?” เกาหมิงสังเกตเห็นรายละเอียดนี้ เขารู้สึกว่ากงซีแตกต่างจากผีตัวอื่น
“ผมกับครอบครัวกินมังสวิรัติ ไม่สนใจเนื้อ” กงซีกางมือ “ถ้าคุณบอกเร็วกว่านี้ ผมคงยกให้คุณไปแล้ว”
“ไม่จำเป็น” เกาหมิงส่ายหน้า
“คนที่เรียกว่าเครื่องสังเวยมนุษย์ หมายถึงคนในร้านเนื้อใช่ไหม?”
“ใช่ พวกมันถูกเตรียมไว้บูชาเซียนเนื้อโลหิต ดูเหมือนคน แต่จริง ๆ แล้วแตกต่างจากพวกเรา” กงซีเป็นคนอัธยาศัยดี มีทั้งพลังแล้วความกระตือรือร้นของคนหนุ่มสาวและความสุขุมเกินวัย จึงไม่แปลกที่จะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าได้ง่าย
“เข้าใจแล้ว…” เกาหมิงพึมพำ ขณะที่จูเหมี่ยวเหมี่ยวแทบจะอาเจียน
“พวกคุณสองคนแน่ใจนะว่าจะไปชั้นสี่จริง ๆ ชั้นแปดก็ไม่เลวนะครับ ไม่จำเป็นต้องลงไปถึงชั้นสี่ก็ได้” กงซีเสนอเสียงเบา
“ทำไมล่ะ? ชั้นสี่มีปัญหา?” เกาหมิงถาม
“ชั้นสี่ไม่ค่อยสะอาด…” กงซีหยุดเดิน “จะบอกยังไงดี… ผมหมายถึงชั้นสี่มีผีสิง”
พูดจบ เขาปล่อยมือจากปาก เผยให้เห็นปากที่ถูกเย็บปิดแน่น ภายในอัดแน่นด้วยเหรียญเงิน ไม่รู้ว่าเขาเปล่งเสียงออกมาได้อย่างไร
เกาหมิงเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมทันที เกือบจะเรียกพี่จ้าวออกมาแล้ว หากแต่กงซียกมือทั้งสองข้างเป็นเชิงอธิบาย
“ผีน่ากลัวมาก แค่เข้าใกล้ก็อาจเผลอละเมิดข้อห้ามได้”
“คำพูดแบบนี้ออกมาจากปากคุณ ฟังดูน่าเชื่ออย่างประหลาด” เกาหมิงไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายใด ๆ จากกงซี ชายหนุ่มดูเหมือนแค่ตั้งใจทำงานจริง ๆ
“ผมไม่ได้ล้อเล่น” กงซีกำชับ “ถ้าพวกคุณเห็นห้องที่แขวนโคมขาวบนชั้นสี่ ต้องรีบหนีทันที”
ระหว่างลงบันได พวกเขาเจอเพื่อนบ้านแปลกประหลาดอีกมาก ทุกคนล้วนได้รับอิทธิพลจากเซียนเนื้อโลหิต ร่างกายผิดรูป ความปรารถนาในใจถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเนื้อและเลือด
เมื่อมาถึงชั้นสี่ ที่นี่เงียบผิดกับชั้นอื่นอย่างชัดเจน
กงซีหยิบพวงกุญแจเส้นใหญ่ขึ้นมา ยังไม่ทันได้อ้าปากแนะนำห้องให้เกาหมิงดู ก็เห็นชายคนหนึ่งสวมหน้ากากหนู ใส่เสื้อสีเขียวเข้ม แนบตัวพิงอยู่กับประตูห้องบานหนึ่ง น้ำหนักร่างของเขากดจนแผ่นประตูบิดงอ
“ผู้ดูแลอาคาร? ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่?” กงซีร้อนรน รีบวิ่งเข้าไป เขาพยายามจะหยุดผู้ดูแลอาคารไม่ให้เปิดประตู แต่พอเข้าไปใกล้ ใต้เสื้อสีเขียวของผู้ดูแลอาคารก็มีเด็กหลายคนมุดออกมา เด็กเหล่านั้นล้วนสวมหน้ากากหนู ดวงตาแดงฉาน ไม่พูดสักคำ ก่อนจะใช้เล็บแหลมคมข่วนกงซีจนเป็นแผล
กลอนประตูถูกทำลาย เห็นได้ชัดว่าประตูกำลังจะถูกเปิด เกาหมิงใช้มือข้างหนึ่งคว้าเด็กคนหนึ่ง บีบคอแล้วยกเหวี่ยงออกไป จูเหมี่ยวเหมี่ยวก็ถือขวานดับเพลิงเดินเข้ามาสมทบ
เมื่อรับรู้ว่าเกาหมิงเข้าใกล้ ผู้ดูแลอาคารราวกับสัมผัสได้ถึงบางอย่าง เขาจ้องเขม็งไปที่ตำแหน่งหัวใจของเกาหมิง ดวงตาสีแดงใต้หน้ากากกะพริบถี่ไม่หยุด
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ผู้ดูแลอาคารจะหันหลังจากไป เด็ก ๆ ที่สวมหน้ากากหนูมุดกลับเข้าไปใต้เสื้อของเขาอีกครั้ง แล้วหายตัวไป
“ขอบคุณจริง ๆ วันนี้ขอบคุณพวกคุณมาก” กงซีตกใจจนขวัญเสีย เขามองรอยข่วนลึกบนบานประตู “ดูท่าว่าผมคงต้องย้ายบ้านอีกแล้ว”
“คนนั้นคือใคร?” เกาหมิงรู้สึกว่าชายสวมหน้ากากมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด คล้ายอยากจะกลืนกินเขา แต่ก็เหมือนจะหวาดกลัวบางอย่างด้วย
“คนที่สวมหน้ากากหนูคือผู้ดูแลอาคาร เขาคอยดูแลความเป็นระเบียบภายในอาคาร และไม่เคยพูด”
“แล้วทำไมผู้ดูแลอาคารถึงมาหาคุณ? ในบ้านคุณซ่อนอะไรไว้?” เกาหมิงจับพิรุธจากคำพูดของกงซีได้ “ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกมา ผมอาจช่วยได้”
ยืนขวางอยู่หน้าประตู กงซีที่ปกติมีท่าทีเป็นมิตร ครั้งนี้กลับไม่ยอมถอย หลังผ่านไปนาน ประตูห้องก็เปิดออกจากด้านใน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยปรากฏขึ้น
“เสี่ยวซี เธอกลับมาแล้วหรือ?”
เสียงชราอ่อนแรงดังขึ้น เกาหมิงกับจูเหมี่ยวเหมี่ยวมองเห็นหญิงชราอยู่ในห้อง
อีกฝ่ายดูอายุราวเก้าสิบกว่า ร่างกายไม่มีส่วนใดแปลกประหลาด
“คุณยาย อย่าออกมา!” สีหน้ากงซีหม่นลง เขาดูเป็นห่วงว่าเกาหมิงจะทำอะไรหญิงชรา
หญิงชราเปิดประตูด้วยมือที่สั่นเทา มองทุกคนด้วยแววตาสงสัย ผมขาวโพลนเต็มศีรษะ
“พวกเธอเป็นใคร? มาทำอะไรที่บ้านฉัน? มาหาเสี่ยวซีเหรอ?”
ดูเหมือหญิงชราจะเป็นโรคสมองเสื่อม ไม่รู้จักกงซี เกาหมิงจึงฉวยโอกาสพูดขึ้น “พวกเราเป็นเพื่อนของกงซี เลยแวะมาเยี่ยมคุณครับ”
“อ๋อ งั้นเข้ามาสิ เข้ามาเลย หลานชายของฉันเป็นเด็กขยัน ใจดี เพียงแต่โชคชะตาไม่ค่อยดี” หญิงชราพิงไม้เท้า เกาหมิงอาศัยจังหวะนั้นก้าวเข้าไปในห้อง
กงซีเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ยอมรับอย่างไม่เต็มใจ “เข้ามาเถอะ”
ห้องเช่าไม่ใหญ่ จัดอย่างอบอุ่น ภายในแทบไม่มีของใช้ มีแต่รูปถ่ายของกงซีกับหญิงชราวางอยู่ทั่วห้อง
เกาหมิงพยุงหญิงชรา ตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะพบความจริงอันน่าตกตะลึง หญิงชราคนนี้ยังมีชีวิตอยู่!
คนเป็น ที่อาศัยอยู่ในโลกเงา!
“ผมคิดว่าพวกคุณคงสังเกตเห็นแล้ว” กงซีปิดประตู มองรูปถ่ายทั่วห้อง “คุณยายของผมเป็นผี หลังจากเธอเสียชีวิตก็ยังตามผมมา อาจเพราะผมทำให้เธอต้องเป็นห่วงมาตลอด”
“เธอเป็นผี???” เกาหมิงเบิกตากว้างมองกงซี “แล้วในความคิดของคุณ คุณเป็นมนุษย์งั้นเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ” กงซีเล่าเรื่องราวของตนกับคุณยาย ตอนเขายังเล็ก พ่อแม่มาทำงานที่เมืองหานไห่แล้วหายตัวไป คุณยายพาเขามาตามหาทั้งสอง กงซีเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของคุณยายทีละน้อย
พวกเขาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่สมาคมการกุศลจัดให้ เพื่อไม่ให้คุณยายเหนื่อย กงซีที่เป็นเด็กที่รู้ความ จึงทำงานหนัก รับงานหลายอย่าง เขากับคุณยายพึ่งพากันและกัน จนกระทั่งคุณยายเสียชีวิต
แต่สิ่งประหลาดคือ วันหนึ่ง เขากลับพบคุณยายกำลังหลงทางอยู่ในอาคารแห่งนี้อีกครั้ง ทว่าเธอกลับจำเขาไม่ได้
นี่คือเรื่องราวจากมุมมองของกงซี ทว่าเกาหมิงกลับได้ยินเรื่องราวที่แตกต่างออกไปจากปากของหญิงชรา
หญิงชราโอบกอดกรอบรูปของกงซี บอกว่าตนขอโทษที่ช่วยหลานไม่ได้ แล้วยังพาหลานมาเร่ร่อนมาที่หานไห่ จนทำลายชีวิตของเขา
เธอเป็นคนให้กงซีเข้าร่วมสมาคมการกุศล ต่อมากงซีเหมือนได้ยินเรื่องที่ไม่ควรได้ยิน ไม่นานก็หายตัวไป เธอเฝ้าตามหาหลานชายมาตลอด แต่ไม่เคยพบเขาอีกเลย
“หลังจากคุณยายกลายเป็นผี เธอก็เริ่มสับสน” กงซีนั่งข้างหญิงชรา จับมือที่หยาบกร้านของเธอไว้ “เธอลืมหลายอย่าง แม้แต่ผมก็จำไม่ได้แล้ว”
เมื่อเชื่อมโยงเรื่องราวของหญิงชรา เกาหมิงหันกลับมามองกงซี ปากของกงซีถูกเย็บปิด อัดแน่นด้วยเหรียญเงิน ภาพตรงหน้านี้ทำให้เรื่องราวในแบบของหญิงชราน่าเชื่อถือยิ่งกว่า
มนุษย์หนึ่ง ผีหนึ่ง นั่งอยู่บนเตียงเดียวกัน เกาหมิงไม่คิดว่าจะได้พบภาพเช่นนี้ในอาคาร เขาเคยมองเรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเพียงเกม แต่ความจริงกลับโหดร้ายและซับซ้อนกว่านั้นมาก
เกาหมิงมองกงซี ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมา “กงซี ครอบครัวของคุณกลายเป็นผี คุณไม่กลัวเหรอ?”
“กลัวสิ” กงซีไม่ยอมปล่อยมือ “ผมกลัวว่าเธอจะเป็นห่วงว่าผมกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ กลัวว่าเธอจะคิดว่าผมถูกรังแก กลัวว่าวันหนึ่งเธอจะหายไปอีก”
บางสิ่งในใจเกาหมิงถูกกระทบ เขาอยากบอกความจริงกับหญิงชรา จึงค่อย ๆ คุกเข่าลงตรงหน้า จับมืออีกข้างของเธออย่างแผ่วเบา “คุณยายครับ ถ้าวันหนึ่งกงซีกลับมา แต่เขากลายเป็นผี คุณจะกลัวไหม?”
“กลัว…” หญิงชราพยักหน้าช้า ๆ “ใช่ฉันกลัว…. กลัวว่าจะจำเขาไม่ได้อีกต่อไป” คําพูดของเธอเต็มไปด้วยความโศกเศร้าสะท้อนความกลัวอย่างลึกซึ้งที่จะสูญเสียแก่นแท้ของความสัมพันธ์อันเป็นที่รักของพวกเขาท่ามกลางความสับสนรอบตัว