- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 44 บันทึก
บทที่ 44 บันทึก
บทที่ 44 บันทึก
“มุมปากเปื้อนเลือด เขากินสิ่งที่ไม่ควรกินเข้าไปแล้ว!”
คดีล้างครอบครัวเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนนั้นไป๋เซียวยังเป็นเด็ก เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็นฆาตกรตัวจริง ทว่า สภาพของไป๋เซียวในตอนนี้ กลับเหมือนกับภาพฆาตกรในคดีล้างครอบครัวที่เกาหมิงเคยนึกไว้ทุกประการ
จะหนีก็ไม่ทันแล้ว เกาหมิงกำโซ่เหล็กแน่น พร้อมให้จูเหมี่ยวเหมี่ยวแปะยันต์สังหารแผ่นหนึ่งลงบนขวานดับเพลิง
‘สองต่อหนึ่ง ยังพอมีโอกาสชนะ’
ตั้งแต่ความคิดผุดขึ้นจนตัดสินใจลงมือ ใช้เวลาไม่กี่วินาที ไป๋เซียวที่คลุ้มคลั่งก็พุ่งข้ามทางเดินเข้ามาแล้ว
มีดสับกระดูกในมือเขาฟาดผ่านความมืด ยกขึ้นฟันใส่เกาหมิงอย่างสุดแรง!
“ระวัง!”
จูเหมี่ยวเหมี่ยววิ่งเข้ามาจากด้านข้าง ขณะที่คมขวานเกือบจะฟันลงบนไหล่ของไป๋เซียว ชายที่สวมเสื้อกันฝนกลับหลบออกไปได้ด้วยมุมที่ไม่น่าเชื่อ
เสื้อกันฝนถูกกรีดขาด และในจังหวะนั้นเอง เกาหมิงก็ได้เห็นร่างกายของไป๋เซียว
บนผิวหนังของเขาเต็มไปด้วยอักขระประหลาด ตัวอักษรสีดำเหล่านั้นราวกับแมลง คลานอยู่ภายในเนื้อและเลือดของเขา
เสียงกระดูกดังลั่น ร่างของไป๋เซียวเหมือนถูกดึงออกเป็นท่อน ๆ ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคลุ้มคลั่ง ราวกับสมองถูกบางสิ่งควบคุม ปากที่เปื้อนเลือดฉีกออก เผยรอยยิ้มชวนขนลุก
ขาหลังถีบพื้น ไป๋เซียดึงศักยภาพของร่างกายออกมาอย่างเต็มที่ ความเร็วของเขาน่าตกใจอย่างยิ่ง
แม้เกาหมิงจะฝึกฝนร่างกายอยู่เสมอ แต่เมื่อเทียบกับไป๋เซียวแล้ว ก็ยังห่างชั้นกันมาก เขาไม่เคยเรียนรู้ทักษะการต่อสู้เป็นระบบ สิ่งที่พึ่งพาได้มีเพียงสัญชาตญาณ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด
ไร้ท่าทางและเทคนิค เกาหมิงจ้องไป๋เซียวไม่กะพริบ พยายามอย่างที่สุดที่จะรักษาความเยือกเย็น คาดเดาเส้นทางการโจมตีของอีกฝ่าย
เขามักจะคาดการณ์และตอบโต้ล่วงหน้าได้เสมอ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ทำได้เพียงหลบหลีกได้อย่างหวุดหวิดเท่านั้น
“ฟันเขา!”
ในสถานการณ์เช่นนี้ แค่หลบหลีกก็จะแทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เกาหมิงไม่มีทางสวนกลับได้ ทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับจูเหมี่ยวเหมี่ยว
จูเหมี่ยวเหมี่ยวที่ถือขวานดับเพลิงก็ทุ่มสุดกำลังเช่นกัน แต่ร่างกายของไป๋เซียวสามารถขยับกระดูกได้อย่างอิสระ แถมยังเร็วเกินไป
เพียงชั่วพริบตา เกาหมิงก็ถอยจากปากทางเดินเข้าไปถึงห้องหนึ่งของอาคารบี เขาไม่เคยเข้าใกล้ความตายขนาดนี้มาก่อน
มีดสับกระดูกอันหนักหน่วง กับรอยยิ้มบ้าคลั่งของไป๋เซียว เข้ายึดครองทั้งสายตาและความคิดของเกาหมิง พื้นและผนังเต็มไปด้วยคราบเลือด เปียกและลื่น เขาระวังตัวอย่างถึงที่สุด แต่ความแตกต่างด้านสมรรถภาพร่างกายอย่างมหาศาล ก็ยังคงบีบให้เขาจนมุม
เมื่อไม่มีเส้นทางให้หลบหนีอีกต่อไป เกาหมิงจึงเลือกวิ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องใกล้เคียง ทุกการกระทำของเกาหมิงสะท้อนถึงชะตากรรมของเจ้าหน้าที่โชคร้ายคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้
เขากระแทกปิดประตูอย่างแรง ทว่ากลอนประตูกลับถูกทำลายไปนานแล้ว ชั้นเก้าเหมือนสนามล่า ประตูทุกบานไม่อาจล็อกได้
เสียงหัวเราะแหลมเสียดดังขึ้นด้านนอก มีดสับกระดูกฟาดใส่บานประตู เสียงอื้ออึงนั้นทำให้หัวใจของเกาหมิงเต้นกระหน่ำ
เขาใช้ร่างกายดันประตูไว้ มืออีกข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบรูปถ่ายขาวดำของจ้าวซีออกมา
“พี่จ้าว! ถ้าพี่ยังไม่ช่วยผม ต่อไปพี่จะไม่ได้เห็นหน้าผมอีกแล้ว!”
เลือดจากปลายนิ้วหยดลงตามโซ่เหล็กลงบนรูปถ่ายขาวดำ เกาหมิงกับจ้าวซีเชื่อมโยงกันด้วยโซ่เส้นนั้น เงามืดค่อย ๆ รวมตัวเข้าหารูปถ่าย
อุณหภูมิในห้องลดฮวบ สีสันของเกาหมิงบนรูปถ่ายของจ้าวซีค่อย ๆ ซีดลง นิ้วมือห้านิ้วที่เต็มไปด้วยบาดแผลยื่นออกมาจากรูปถ่าย
แขนที่บิดงอผิดรูป เป็นไปตามรูปถ่ายขาวดำ แล้วคว้าจับมือของเกาหมิงไว้!
กลิ่นคาวเลือดแผ่กระจาย ชายที่ตกตึกถูกคว้ารั้งไว้ ร่างของจ้าวซีที่แขนขาบิดเบี้ยวคลานออกมาจากรูปถ่าย
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องเช่าก็ถูกพังเปิดออก ไป๋เซียวในเสื้อกันฝนพุ่งเข้ามา แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิด คือคนที่เผชิญหน้ากลับเป็นจ้าวซี!
ร่างกายที่แหลกสลายเกาะแนบอยู่บนตัวไป๋เซียว ไม่ว่าไป๋เซียวจะฟาดฟันอย่างไร จ้าวซีก็ไม่คิดจะปล่อยมือ ความสิ้นหวังและความอัดอั้นที่ติดตัวเขา ภาระชีวิตที่กดทับมาตลอด กลายเป็นพันธนาการที่แม้ตายแล้วก็ยังไม่อาจหลุดพ้น
เลือดไหลออกจากบาดแผลบนร่างของจ้าวซี ทว่าไม่หยดลงพื้น กลับเหนียวข้นเชื่อมร่างเขากับไป๋เซียวไว้ เขาต้องการถ่ายทอดความเจ็บปวดและความอัดอั้นทั้งหมดที่ตนเคยแบกรับให้กับไป๋เซียว
ด้วยสีหน้าดุร้าย มีดสับกระดูกในมือของไป๋เซียวไม่อาจสร้างความเสียหายให้แก่จ้าวซีได้ ปากที่เปรอะเลือดของเขาอ้ากว้างขึ้นฉับพลัน กัดลงไปที่ไหล่ของจ้าวซี!
ฉีกกระชากอย่างแรง ไป๋เซียวกัดเนื้อออกมาจากร่างของจ้าวซีได้จริง และที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือบาดแผลที่ถูกกัดนั้นไม่อาจสมานได้ อักขระประหลาดบนร่างเขา เหมือนจะอาศัยวิธีนี้ คลานเข้าไปในร่างของจ้าวซีด้วย
“เขาถึงกับกัดผีได้?” เกาหมิงกำโซ่เหล็กแน่น เขาวิ่งอ้อมด้านข้างของไป๋เซียว ใช้โซ่ดำที่อัดแน่นด้วยความยึดติดของจ้าวซีรัดร่างอีกฝ่ายไว้
“จูเหมี่ยวเหมี่ยว!”
จูเหมี่ยวเหมี่ยวพุ่งตัวเข้ามา ยันต์เลือดถูกแปะลงบนขวานดับเพลิง เธอเหวี่ยงขวานขึ้น แล้วฟันลงใส่แผ่นหลังของไป๋เซียวอย่างแรง
เสียงกรีดร้องโหยหวนดั่งลั่น อักขระสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งทะลักออกจากบาดแผลด้านหลังของไป๋เซียว!
“ขอโทษนะ! หัวหน้าไป๋!”
จูเหมี่ยวเหมี่ยวเหวี่ยงขวานดับเพลิงอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่เหลือความลังเลใด ๆ ในสายตาเธอ ไป๋เซียวไม่ใช่หัวหน้าคนเดิมอีกต่อไป แต่คือคนบ้าคลั่งที่เป็นอันตราย
ยันต์เลือดแตกสลายบนแผ่นหลังของไป๋เซียว คมขวานของจูเหมี่ยวเหมี่ยวทะลวงผ่านหน้าอกที่ฉีกขาดของเขา
“หัวใจของเขาถูกควักออกไปแล้ว!”
“อ๊ากกกกก!”
เส้นเลือดสีเขียวอมฟ้าปรากฏถี่แน่นบนใบหน้าไป๋เซียว ดวงตาเต็มไปด้วยความอาฆาต อักขระสีดำบนร่างละลายราวเกล็ดหิมะ
ร่างกายทรุดลงกับพื้น เนื้อและเลือดของไป๋เซียวเหมือนสูญเสียสิ่งค้ำจุนทั้งหมด กลายเป็นกองเนื้อเละ
เกาหมิงเช็ดคราบเลือดออกจากปากของไป๋เซียว แล้วดึงขวานดับเพลิงออกมา มองร่างที่นอนอยู่บนพื้น เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายในตอนนี้ ยังเป็นมนุษย์ หรือเป็นผีกันแน่
เมื่ออักขระสีดำทั้งหมดสลายไป ไป๋เซียวก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง พอเห็นเกาหมิง อารมณ์ของเขาก็ปั่นป่วนขึ้น มือสอดเข้าไปใต้เสื้อกันฝนเหมือนจะหยิบอะไรบางอย่าง ทว่าสุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ
เนื้อและเลือดของเขาสูญเสียความมีชีวิตชีวาไปทั้งหมด แผ่กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรง ราวกับตายมาหลายวันแล้ว
เกาหมิงเปิดเสื้อกันฝนออก ที่บาดแผลซึ่งถูกเย็บไว้บริเวณท้องของไป๋เซียว เขาพบวงแหวนสีดำของไป๋เซียว
เมื่อลองเปิดดู ภายในมีบันทึกเสียงสั้น ๆ หลายช่วง
บันทึกที่หนึ่ง: “สิบเจ็ดนาทีหลังจากเข้าสู่อพาร์ตเมนต์ เราสูญเสียเจ้าหน้าที่ไปสองคน พวกเขาหายตัวไปขณะผ่านทางเดิน”
บันทึกที่สอง: “สี่สิบนาทีหลังเข้าสู่อพาร์ตเมนต์ ผีทั้งหมดในเหตุผิดปกตินี้มีร่างกายเป็นมนุษย์ ส่วนใหญ่ร่างกายผิดรูป พวกมันดูเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองตายแล้ว และยังคงมีความทรงจำ หากไม่แสดงความผิดปกติ ก็จะไม่ถูกโจมตี แต่ไม่ว่าอย่างไร ห้ามเข้าไปในห้อง”
บันทึกที่สาม: “กินเนื้อเข้าไป จะอยู่ได้นานขึ้น”
บันทึกที่สี่: “ที่นี่แทบไม่เหมือนเหตุการณ์ผิดปกติ แต่เหมือนโลกอีกใบที่ผิดปกติ หรือว่ามีอีกโลกหนึ่งอยู่จริง?”
บันทึกที่ห้า: “ต้องรักษาหัวใจของตัวเองไว้”
บันทึกที่หก: “ห้องเก็บศพชั้นสี่ และบ้านที่แขวนโคมขาว ปลอดภัย”
บันทึกที่เจ็ด: “ห้ามกินเนื้อเด็ดขาด!!”
บันทึกเสียงทั้งเจ็ดนี้ คือคำพูดสุดท้ายที่ไป๋เซียวทิ้งไว้ให้โลกใบนี้ เขาเย็บวงแหวนสีดำไว้กับร่างกายตัวเอง ก็เพื่อไม่ให้ถูกพบ และหวังว่าจะยังมีโอกาสนำบันทึกเหล่านี้ออกไปได้
“ตอนฉันไปสอบสัมภาษณ์ที่สำนักงานสอบสวน หัวหน้าไป๋เป็นคนรับฉันเอง เขาเป็นคนซื่อตรงมาก” จูเหมี่ยวเหมี่ยวอยู่ในสภาพย่ำแย่ เธอไม่คิดเลยว่าผีตัวแรกที่เธอฆ่า จะเป็นคนที่เธอเคยเคารพมากที่สุด
“ทุกคนต้องตาย รวมถึงคุณและผม สิ่งเดียวที่เราทำได้ตอนนี้ คือทำให้การตายนั้นมีคุณค่ามากที่สุด” เกาหมิงตรวจดูมือของจูเหมี่ยวเหมี่ยว ฝ่ามือที่จับขวานเต็มไปด้วยบาดแผลที่ไม่อาจสมาน “เกิดอะไรขึ้น?”
“ตอนใช้ยันต์สังหาร มันดูดเลือดจากตัวฉันไป” จูเหมี่ยวเหมี่ยวหยิบยันต์สังหารอีกสองแผ่นออกมา “เมื่อกี้ฉันรู้สึกเหมือนถูกกระดาษพวกนี้กลืนกิน”
เกาหมิงตรวจสอบยันต์สังหารที่ยายหมอผีให้มาอย่างละเอียด ก็พบว่าสิ่งที่เรียกว่า “ยันต์สังหาร” ดูเหมือนจะทำจากหนังมนุษย์ และแต่ละแผ่นจะมีเงาผีติดอยู่ข้างใน
‘ทุกอย่างในเรื่องเล่าประหลาดนี้ แม้แต่ยันต์ ก็เกี่ยวข้องกับผีทั้งหมด โลกเงานี่เป็นโลกที่ประกอบขึ้นจากผีล้วน ๆ งั้นเหรอ?’
เกาหมิงพยุงจูเหมี่ยวเหมี่ยว แบกร่างของจ้าวซีไว้ หลังจากหยุดอยู่แถวทางเดินชั่วครู่ เขาก็มุ่งหน้าไปยังอาคารเอ
เงามืดผสมปนเปกับคราบเลือด ยิ่งเข้าใกล้อาคารเอ หัวใจของเกาหมิงก็ยิ่งเต้นแรง ราวกับมีบางสิ่งในส่วนลึกของอพาร์ตเมนต์กำลังเรียกหาเขา
‘คุณยายคนนั้นบอกว่าเราไม่ได้เข้าร่วมพิธีนี้เป็นครั้งแรก หรือว่าตอนอยู่ในอุโมงค์ เราจะเผลอไปบูชาอะไรเข้าโดยไม่รู้ตัว?’
คราบเลือดบนพื้นค่อย ๆ ลดน้อยลง เสียงเร่ขายดังแว่วเข้าหู เกาหมิงเงยหน้าขึ้นอย่างเลื่อนลอย เขาพบว่าตนเองได้ข้ามทางเดิน และเข้าสู่อาคารเอแล้ว
เขาเปิดผ้าที่ตากอยู่ตรงปากทางเดินออก เห็นเด็ก ๆ กำลังเล่นกัน ผู้ใหญ่ยืนคุยกัน อพาร์ตเมนต์แห่งนี้ราวกับไม่เคยได้รับผลกระทบจากเรื่องเล่าประหลาด ทุกคนใช้ชีวิตธรรมดาเรียบง่าย
ท่าทางของพวกเขาไม่ต่างจากเพื่อนบ้านในโลกจริง เพียงแต่ร่างกายของแต่ละคน ล้วนมีความบกพร่องขาดหายไปไม่มากก็น้อย
ความแตกต่างระหว่างชีวิตที่ดูเหมือนปกตินี้กับความเป็นจริงอันน่าสยดสยองที่พวกเขาพบเจอนั้นช่างลึกลับและซับซ้อน บ่งบอกถึงความลึกลับเกินหยั่งถึง