เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 เธอเคยมาที่นี่!

บทที่ 43 เธอเคยมาที่นี่!

บทที่ 43 เธอเคยมาที่นี่!


“พวกเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเหรอ? แต่พวกเรายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!” จูเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกไม่เข้าใจ พอนึกถึงสภาพของพี่เผิงกับผู้หญิงปากมาก เธอก็อดหวาดกลัวไม่ได้

“ในอาคารนี้มีผีและเทพเจ้าทั้งหมดสามร้อยหกสิบห้าตน แต่ต่อหน้าคนภายนอกกลับบูชาได้เพียงเซียนเนื้อโลหิตเท่านั้น คนที่อาศัยอยู่ในอาคารนี้ทุกคน เมื่อเวลาผ่านไปก็จะได้รับอิทธิพลจากมัน” ยายหมอผีหยิบกะละมังทองแดงใบหนึ่งออกมา “เซียนเนื้อโลหิตสามารถใช้เนื้อและเลือดเผยให้เห็นความคิดที่มืดมนและซ่อนเร้นที่สุดในหัวใจของมนุษย์ พวกเธอลองส่องดู น้ำในกะลังมังนี้จะทําหน้าที่เป็นกระจกเงา และแสดงให้พวกเธอเห็นถึงรูปลักษณ์ของตัวเองในอนาคต”

จูเหมี่ยวเหมี่ยวเดินเข้าไปที่ขอบกะละมังก่อน ก้มหน้ามองลงไปบนผิวน้ำ

กระดาษเงินกระดาษทองที่กำลังลุกไหม้ร่วงลงไปในกะละมัง ผิวน้ำสั่นไหวเป็นระลอก เงาสะท้อนของจูเหมี่ยวเหมี่ยวในน้ำค่อย ๆ พร่าเลือน จากนั้นร่างศพไหม้เกรียมสองร่างก็ปรากฏขึ้นบนไหล่ซ้ายและขวาของเธอ ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของเธอ

เมื่อเห็นภาพน่าสยดสยองนี้ จูเหมี่ยวเหมี่ยวไม่เพียงไม่หวาดกลัว ดวงตายังแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย

“พ่อ…. แม่….”

ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในวัยเด็กได้ทำลายทุกอย่างในชีวิตของจูเหมี่ยวเหมี่ยว ความคิดถึงและความเจ็บปวดที่มีต่อพ่อแม่คือความยึดติดลึกที่สุดในใจเธอ พลังของเซียนเนื้อโลหิตจะถ่ายทอดความยึดติดนั้นออกมาผ่านเนื้อและเลือด

“ไม่ต้องสงสัย สิ่งที่เธอคิดก็คือคำตอบ” ยายหมอผีรู้สึกสงสารจูเหมี่ยวเหมี่ยวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เธอจุดยันต์สีเหลืองอีกแผ่นโยนลงไปในกะละมังทองแดง แล้วพยักหน้าให้เกาหมิงเข้าไป

ความจริงแล้วเกาหมิงเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะกลายเป็นแบบไหน เขายืนเงียบ ๆ ข้างกะละมัง มองดูแผ่นยันต์ลุกไหม้ที่ปลิววนอยู่กลางอากาศ

เมื่อเถ้ากระดาษร่วงลงบนเงาสะท้อนของเกาหมิง ที่ก้นกะละมังก็มีคราบเลือดซึมออกมา จากนั้นก็แผ่ขยายไปทั่วกะละมัง ย้อมทุกอย่างให้เป็นสีแดงฉาน!

ปึง!

กะละมังทองแดงถูกพลังบางอย่างผลักกระเด็น เลือดกระเด็นไปทั่วรูปเคารพผีและเทพเจ้าในห้อง ดวงตาที่มีแต่ตาขาวของยายหมอผีก็ไหลออกมาด้วยหยดน้ำตาเลือด เธอยกมือขึ้นชี้ไปทางเกาหมิงทันที

“เธอเคยมาที่นี่!”

“ใช่เมื่อเช้าผมแวะมาที่นี่ตอนเช้าจริง ๆ ครับ” เกาหมิงทำสีหน้าไร้เดียงสา

“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” ยายหมอผีถอยห่างจากเกาหมิง ขณะที่ดึงตัวจูเหมี่ยวเหมี่ยวมาไว้ด้านหลังเพื่อปกป้องเธอ “นี่… ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเข้าร่วมพิธีบูชาเซียนเนื้อโลหิต!”

‘จะเป็นไปได้ยังไง? เรื่องเล่าประหลาดนี่ไม่เคยถูกกระตุ้นมาก่อน ถึงอยากจะเข้าร่วมก็ไม่มีที่ให้เข้าร่วมด้วยซ้ำ!’ เกาหมิงคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าทำไมยายหมอผีถึงพูดแบบนั้น

“คุณยาย พวกเราเพิ่งจะรู้เรื่องพวกนี้เป็นครั้งแรกจริง ๆ” จูเหมี่ยวเหมี่ยวก็รู้สึกงงไม่แพ้กัน

“ไม่มีทางผิดแน่” ลูกตาขาวซีดของยายหมอผีจ้องเขม็งไปที่เกาหมิง “เธอมีความสัมพันธ์อะไรกับซือถูอัน?”

“ซือถูอัน? รองประธานสมาคมการกุศลเมืองหานไห่? ถึงผมจะรู้จักเขา แต่เขาไม่มีทางรู็จักผมหรอกครับ” เกาหมิงเคยเห็นอีกฝ่ายแค่ในโทรทัศน์ ตัวตนและสถานะต่างกันราวฟ้ากับเหว

“อพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ยเริ่มแรกถูกสร้างขึ้นโดยสมาคมการกุศลเมืองหานไห่ พวกเขาต้องการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนชาชั้นฐานรากในเขตตะวันออก แต่สร้างได้แค่สี่อาคาร โครงการก็หยุดลง” จูเหมี่ยวเหมี่ยวเพื่อจะช่วยเกาหมิง จึงจำข้อมูลทั้งหมดไว้ “อพาร์ตเมนต์ซื่อสุ่ยวุ่นวายมากก็จริง แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีคดีฆาตกรรม ดูเหมือนว่าตั้งแต่ซือถูอันเข้าร่วมสมาคมการกุศล ที่นี่ทุกปีก็จะเกิดคดีประหลาดขึ้น”

‘หรือว่าซือถูอันจะอาศัยพลังของสมาคมการกุศล เลี้ยงผีไว้ในอพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ย?’ เกาหมิงรู้สึกหนาวสะท้าน สมาคมการกุศลเมืองหานไห่มอบความช่วยเหลือให้ครอบครัวยากจนทุกปี ชาวอพาร์ตเมนต์ซื่อสุ่ยบางคนก็อยู่ในขอบเขตการช่วยเหลือของพวกเขา เช่น โจวจี้ ผู้เฒ่าที่เพิ่งเห็นไปเมื่อครู่

“คุณยาย ในอาคารนี้คุณเคยเห็นซือถูอันไหมครับ?”

“เขาเหมือนเธอ สวมวงแหวนสีดำ และมีกลิ่นอายของเซียนเนื้อโลหิต….” ยายหมอผียิ้มขึ้นมาทันที “ผู้เข้าร่วมพิธีบูชาสองคน ในพวกเธอสองคน ต้องมีคนหนึ่งต้องตาย!”

‘ดูเหมือนเธอจะเป็นปฏิปักษ์กับเซียนเนื้อโลหิต เป็นเพราะบูชาคนละสิ่งหรือเปล่า?’ เกาหมิงเป็นจิตแพทย์ เขาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงของเธอ “ถ้าผมทำลายพิธีบูชาเซียนเนื้อโลหิต หรือแม้แต่ฆ่าเซียนเนื้อโลหิต คุณยายจะเชื่อใจผมไหม?”

“เซียนเนื้อโลหิตฆ่าไม่ตายหรอก เธอตั้งใจพูดแบบนี้กับฉันใช่ไหม!?” ยายหมอผียังยิ้มด้วยสีหน้าแข็งทื่อ “แต่เธอฆ่าซือถูอันได้ แต่ไม่ว่าเธอจะฆ่าเขาหรือไม่ เขาก็จะฆ่าเธออยู่ดี”

“แล้วตอนนี้ซือถูอันอยู่ที่ไหนครับ?” เกาหมิงรู้สึกมานานแล้วว่าภายในสำนักงานสอบสวนมีหนอนบ่อนไส้ พอได้ยินว่าซือถูอันก็สวมวงแหวนสีดำของสำนักงานสอบสวนด้วย ความสงสัยก็ยิ่งทวีขึ้น

“พวกเธอไปดูที่อาคารเอตลาดผีชั้นเก้าได้”

เกาหมิงถอยออกไปนอกห้อง จูเหมี่ยวเหมี่ยวก็คิดจะตามออกไป แต่กลับถูกยายหมอผีคว้าแขนไว้

“ถ้าตามเขาไปเธอจะตาย ต่อให้เป็นผีก็ยังไม่สามารถเป็นได้! ยันต์สังหารสามแผ่นนี้เก็บเอาไว้ให้ดี! ถ้าเขากินเนื้อ เลือดเและนื้อถูกเซียนเนื้อโลหิตยึดครอง เอายันต์สังหารแปะบนขวาน จากนั้นก็ฟันเขาให้ตายซะ!”

“คุณยาย เขาไม่ใช่คนเลวนะคะ” จูเหมี่ยวเหมี่ยวไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

“ยันต์สังหารฆ่าเซียนเนื้อโลหิตไม่ได้ แต่ฆ่าคนที่บูชาเซียนเนื้อโลหิตได้” ยายหมอผีกำมือของจูเหมี่ยวเหมี่ยวแน่น “ผีกินคน คนกินเนื้อ เนื้อกินผี สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในอาคารนี้คือเนื้อและเลือด จำไว้ให้ดี คนที่เคยกินเนื้อแล้ว จะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป”

ยันต์สังหารสามแผ่นเป็นสีแดงฉานทั้งแผ่น ชุ่มไปด้วยเลือด แฝงไว้ด้วยเจตนาสังหารอันน่ากลัว

“ต้องฆ่าเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นทั้งเธอและเขาจะต้องเสียใจ” ยายหมอผีปล่อยมือ มองตามแผ่นหลังของเกาหมิง “ผอมไม่เห็นกระดูก อ้วนไม่เห็นเนื้อ กระดูกเนื้อสมส่วน ช่างเป็นภาชนะชั้นดีจริง ๆ”

ประตูห้องปิดลง แสงไฟภายในอาคารก็ดับสนิทแล้ว

จูเหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้ปิดบังอะไรกับเกาหมิง เธอเล่าเรื่องยันต์สังหารสามแผ่นให้เขาฟังทั้งหมด

“เธอเก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน ถ้าซือถูอันเป็นหนอนบ่อนไส้จริง ๆ ก็ไฟันเขาให้ตาย” เกาหมิงเชื่อใจจูเหมี่ยวเหมี่ยวมาก ไม่ได้คิดจะแย่งยันต์สังหารจากเธอ

เรื่องเล่าประหลาดนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ มันกลายพันธุ์จนเกิดกฎเกณฑ์สารพัด ในเรื่องเล่านี้ ต่อให้เป็นผี ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด

ในใจเกาหมิงยังมีคำถามอีกมากอยากถามยายหมอผี แต่น่าเสียดาย หลังจากเธอพบว่าบนตัวเขามีกลิ่นอายของเซียนเนื้อโลหิต ท่าทีก็เย็นชาลงทันที

ไม่มีทางเลือก เขาจึงต้องพาจูเหมี่ยวเหมี่ยวมุ่งหน้าไปยังชั้นเก้าก่อน

ทั้งสองเดินขึ้นบันได พอเข้าสู่ชั้นเก้า ก็รู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป

กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นพุ่งกระแทกใบหน้า มุมผนังมีเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่สอบสวนที่ถูกฉีกขาดทิ้งอยู่ บนผนังมีหยดเลือดไหลย้อยลงมา

มีเจ้าหน้าที่สอบสวนจำนวนมากเข้ามาในอาคาร แต่เกาหมิงกลับไม่พบใครเลยสักคน ราวกับว่าพวกเขาทั้งหมดถูก “กิน” ไปแล้ว

จูเหมี่ยวเหมี่ยวที่ถือขวานดับเพลิงรู้สึกไม่คุ้นชิน เธอเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ไม่เคยเห็นภาพนองเลือดเช่นนี้มาก่อน

“ตามผมมา อย่าอยู่ห่างเกินไป”

ประตูของทุกห้องบนชั้นเก้าไม่ได้ล็อก ลูกบิดประตูยังมีคราบเลือดหลงเหลือ ที่นี่ราวกับเคยเกิดการไล่ล่าฆ่าฟันอันน่าสยดสยอง

เดินตามคราบเลือดไปอย่างช้า ๆ เกาหมิงมาถึงปลายทางเดินของอาคารบีเขายืนอยู่ตรงทางเชื่อมจากอาคารบีไปยังอาคารเอ หัวใจเต้นกระหน่ำ

ทางเชื่อมยาวไม่ถึงสิบเมตรแทบจะถูกย้อมเป็นสีเลือด เพียงแค่มองคราบเลือดเต็มพื้น ก็พอจะจินตนาการถึงภาพอันน่าสะพรึงนั้นได้

เจ้าหน้าที่สอบสวนถูกไล่ล่าจนหนีออกมาจากอาคารเอ พวกเขาหลบเข้าไปตามห้องของอาคารบี แต่สุดท้ายก็ถูกตามหาเจอทีละคน ถูกลากกลับไปยังอาคารเอ

รอยฝ่ามือเลือดคือร่องรอยของการดิ้นรน ลูกกรงที่บิดงอทุกซี่ล้วนแทนเจตจำนงในการเอาชีวิตรอดของเจ้าหน้าที่สอบสวน รวมถึงความหวาดกลัวต่อความตาย

‘ตลาดผีที่ยายหมอผีพูดถึง ก็คือสถานที่ที่พวกผีกินอาหารงั้นเหรอ?’

สนามเนื้อเลือดนี้ทำให้เกาหมิงหวาดกลัว เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่ผีในเรื่องเล่าประหลาดราวกับได้กลิ่นความหวาดกลัวที่แผ่ออกมาจากตัวเขาและจูเหมี่ยวเหมี่ยว ในทางเดินชั้นเก้าของอาคารเออันมืดมิด ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดค่อย ๆ ลืมขึ้น

เงามืดพลุ่งพล่าน รองเท้ายางคู่หนึ่งเหยียบย่ำลงบนคราบเลือด ปรากฏร่างหนึ่งในโถงทางเดินอาคารเอ ทั้งร่างซ่อนอยู่ใต้เสื้อกันฝนขาดวิ่น สีเดิมของเสื้อกันฝนนั้นไม่อาจแยกแยะได้อีกต่อไป ถูกเลือดสดย้อมจนหมดสิ้น

“เขาเป็นคนฆ่าเจ้าหน้าที่สอบสวนคนอื่น ๆ งั้นเหรอ?”

หมวกกันฝนเลื่อนหลุด ใบหน้าของไป๋เซียวเผยออกมา ริมฝีปากเปื้อนคราบเลือด ใบหน้าทั้งใบผิดรูปอย่างชัดเจน ดวงตาที่แดงก่ำกำลังเบิกกว้างจนสุด

มือที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อกันฝนค่อย ๆ ยกขึ้น ไป๋เซียวถือมีดสับกระดูกสองเล่ม สีหน้าของเขาในยามนี้ ทำให้เกาหมิงนึกถึงฆาตกรในคดีล้างครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน

จบบทที่ บทที่ 43 เธอเคยมาที่นี่!

คัดลอกลิงก์แล้ว