- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 42 จริงคือเท็จ เท็จคือจริง
บทที่ 42 จริงคือเท็จ เท็จคือจริง
บทที่ 42 จริงคือเท็จ เท็จคือจริง
ผู้หญิงปากมากยังไม่ปิดประตู เธอจ้องมองเกาหมิงไม่วางตา จนกระทั่งพวกเขาออกจากชั้นห้าของอาคารบีไป
“เหตุผิดปกติมันไม่ได้ปะทุขึ้นที่อาคารเอเหรอ แล้วทำไมผู้อยู่อาศัยในอาคารบีถึงกลายเป็นผีไปหมดแล้ว?” จูเหมี่ยวเหมี่ยวหน้าซีด ตอนที่เธอสบตากับหญิงปากมากเมื่อครู่ เกือบจะตกใจตายอยู่แล้ว
“ตอนกลางวันพี่เผิงยังปกติดีอยู่ บางทีหลังจากที่พวกเราไปไม่นาน เธอก็อาจถูกผีฆ่า” เกาหมิงส่ายหน้า “ไม่สิ จะเรียกว่าถูกฆ่าก็คงไม่ถูก ต้องบอกว่าเธอหลอมรวมเข้ากับโลกนี้มากกว่า”
เครื่องรางในฝ่ามือยังคงสมบูรณ์ หากอู๋ป๋อไม่ได้โกหก นั่นก็พิสูจน์ได้ว่าพี่เผิงกับหญิงปากมากยังไม่ถือว่าเป็นผีร้าย
ทั้งสองไม่กล้าเข้าไปในอาคารเอโดยตรง ที่นั่นคือศูนย์กลางของเหตุผิดปกติ พวกเขาตัดสินใจสำรวจพื้นที่รอบนอกก่อน
เดินลงบันไดมาได้ไม่กี่ขั้น เกาหมิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้า มีชายหนุ่มคนหนึ่งย้อมผมสีเหลือง เจาะหู เดินวนเวียนอยู่ในโถงบันได
เขาสวมเสื้อผ้าสีดำทั้งตัว ปลายนิ้วมีเลือดหยดลงมา ก้มหน้าต่ำ เหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง
เกาหมิงไม่อยากก่อเรื่องเพิ่ม แต่ขณะเดินผ่านข้างชายหนุ่ม ข้อมือกลับถูกอีกฝ่ายคว้าไว้แน่น
วินาทีนั้นเกาหมิงแทบจะสะบัดโซ่ออกมาแล้ว แต่ชายหนุ่มกลับไม่ทำอะไรต่อ เพียงแค่มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“เห็นคุณใส่กำไลสีดำ นึกว่าคุณเป็นเครื่องสังเวยมนุษย์ที่หนีออกมาจากตลาดผี” ชายหนุ่มหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะปล่อยมือ
“เครื่องสังเวยมนุษย์ที่ใส่กำไลสีดำ?” กำไลสีดำที่ชายหนุ่มพูดถึง น่าจะหมายถึงวงแหวนสีดำของสำนักงานสอบสวน ชัดเจนว่าเขาเคยเห็นเจ้าหน้าที่สอบสวนคนอื่นมาก่อน
“พวกเขาไม่เหมือนพวกเรา” ชายหนุ่มถูกลมพัดเปิดหน้าม้า เผยให้เห็นแผลเป็นน่ากลัวบนหน้าผากและคราบเลือดที่มุมปาก “พวกมันทำผิดข้อห้าม”
“งั้นพวกเราควรถอดกำไลสีดำออกไหม จะได้ไม่ถูกคนอื่นเข้าใจผิด?” เกาหมิงถามไปตามเรื่อง
“ไม่จำเป็น คนที่ทำผิดข้อห้าม กลิ่นอายจะไม่เหมือนพวกเรา” ชายหนุ่มเปิดแขนเสื้อขึ้น บนท่อนแขนของเขามีวงแหวนสีดำเปื้อนเลือดเรียงรายแน่นเต็มไปหมด “ผมแค่ชอบสะสมของพวกนี้เท่านั้นเอง”
ชายหนุ่มเดินขึ้นไปด้านบน ใต้แสงโคมแดงขนาดใหญ่ แต่เขากลับไม่มีเงาเลย
“หัวหน้า จำได้ไหม เมื่อยี่สิบปีก่อน ที่ชั้นห้าของอาคารเอ มีชายหนุ่มคนหนึ่งถูกฆ่า เขาเป็นสมาชิกแก๊งเล็ก ๆ เพราะแอบขโมยของ เลยถูกแทงที่โถงทางเดิน” จูเหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกขนลุก “ผู้ตายชื่อกุ่ยไจ่ เหมือนจะเป็นญาติกับผู้หญิงปากมากคนนั้น”
“ไปชั้นหนึ่งก่อน” เกาหมิงพูดตัดบท
เกาหมิงให้จูเหมี่ยวเหมี่ยวถอดวงแหวนสีดำออก เกม เซียนเนื้อโลหิต ไม่ใช่เกมที่เขาคิดขึ้นเองทั้งหมด ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงระมัดระวังกว่าปกติ
บนขั้นบันไดมีเงินกระดาษโปรยเกลื่อน มุมโถงทางเดินตั้งกระถางไฟไว้ กลิ่นธูปจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ภายในอพาร์ตเมนต์ดูเหมือนแทบทุกห้องจะไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้คุ้มครองบ้านเรือน
หน้าต่างทั้งหมดในโถงทางเดินชั้นหนึ่งของอาคารบีถูกไม้กระดานตอกปิด ติดกระดาษยันต์เอาไว้
คนถูกกั้นด้วยกระดาษ วิญญาณถูกกั้นด้วยภูเขา แต่ปัญหาคือ ทั้งในอาคารและนอกอาคารล้วนเต็มไปด้วยผี ของพวกนี้ก็ไม่รู้จะติดไว้กันใคร
ผู้แปล: วลีนี้จริง ๆ คือ คนมา กั้นแค่กระดาษแผ่นเดียว ผีมา ต้องกั้นด้วยภูเขาหลายชั้น พระเอกเปรียบว่าของพวกนี้มีอะไปก็ไร้ประโยชน์
แสงไฟไหววูบ สว่างดับไม่แน่นอน เกาหมิงมองไปยังส่วนลึกของโถงทางเดินชั้นหนึ่ง ตรงปากทางเดินมีใครบางคนกำลังเผากระดาษอยู่
เขาค่อย ๆ เข้าใกล้ พอเหลือระยะอีกสี่ห้เมตร ก็รีบหยุดฝีเท้า
คนที่เผากระดาษเป็นชายชรา ร่างผอมแห้ง แขนขาเหมือนไม้สี่ท่อน ผิวหนังเหี่ยวย่นแนบติดกระดูก
ชายชราดูราวกับแค่ลมพัดก็จะล้ม แต่บนแผ่นหลังกลับแบกทารกเพศชายตัวใหญ่เอาไว้
ทารกนั้นมีศีรษะของผู้ใหญ่ คอยกัดแทะไหล่ของชายชราอยู่ตลอด หากไม่พอใจก็จะชกต่อยเขาไม่ยั้ง
ทันทีที่ชายชราพยายามวางเขาลง เด็กคนนั้นจะรัดคอเขาแน่น ใช้นิ้วแทงเข้าไปในร่าง คว้าจับกระดูกของชายชราไว้ไม่ปล่อย
“อย่าเดินเข้าไปอีก”
ประตูข้างเกาหมิงไม่ได้ล็อก ระหว่างที่เขาเดินผ่าน ประตูก็เปิดออกเอง เสียงผู้ชายดังมาจากในห้อง
เกาหมิงหันไปมอง พบว่าภายในมืดสนิท
เขาหยิบไฟแช็กขึ้นมาส่องดู จึงเห็นชัดว่า ในห้องเช่าขนาดไม่ใหญ่นัก มีหลุมศพดินเหลืองอยู่หนึ่งหลุม บนเนินดินนั้นมีชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วมนั่งยอง ๆ อยู่ สวมชุดสีขาว
รองเท้าของชายคนนั้นถูกฝังอยู่ในดิน มือทั้งสองข้างซ่อนอยู่ด้านหลังแผ่นป้ายหลุมศพ
เมื่อเห็นว่าเกาหมิงหยุดฝีเท้า ชายวัยกลางคนก็พูดต่อไปว่า “ตาแก่นั่นชื่อโจวจี้ เป็นคนดวงซวย แก่ปูนนี้แล้วยังต้องเลี้ยงลูก ชายคนนั้นไม่ยอมทำงานก็แล้วไป เพื่อจะโกงเงินสถานสงเคราะห์ ยังบังคับให้ตาแก่แกล้งป่วยอีก”
“คนแบบนี้มันก็แค่ปรสิตดี ๆ นี่เอง” จูเหมี่ยวเหมี่ยวจ้องมองชายชราที่อยู่ไกลออกไป เธอไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมกลายเป็นผีแล้ว ยังต้องลำบากขนาดนี้
“ฉันก็ทนดูไม่ไหวมานานแล้ว พวกเรามาร่วมมือกันไหม ช่วยเอาเด็กทารกคนนั้นลงมา?” ชายวัยกลางคนเสนอขึ้น “พวกคุณสองคน แค่ล่อโจวจี้มาให้ฉันก็พอ”
“ก็ได้”
“งั้นคุณช่วยผมปิดประตูก่อน อย่าให้เขาสงสัย” ชายวัยกลางคนพูดเหมือนไม่ใส่ใจ
เกาหมิงดูเหมือนไม่ได้คิดอะไรมาก เดินไปที่ประตูทันที แต่ในจังหวะที่มือกำลังจะสัมผัสบานประตู เขากลับชักมือกลับอย่างรวดเร็ว
แทบจะในเวลาเดียวกันนั้น แขนหลายแขนก็ยื่นออกมาจากร่องประตู แต่กลับคว้าอากาศเปล่า
สีหน้าของชายวัยกลางคนร่างท้วมที่นั่งอยู่บนกองดินเหลืองเปลี่ยนไปในทันที ความเมตตาหายไปหมด ร่างของเขาจมลงไปในเนินดิน แขนแล้วแขนเล่าก็ผุดออกมาจากทุกมุมของห้อง
ปัง!
ประตูห้องถูกลมพัดปิดลงอย่างแรง แขนทั้งหมดถูกขังอยู่ภายใน
“พวกเธอสองคนมาดูห้องเหรอ?”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นอย่างกะทันหัน เกาหมิงกับจูเหมี่ยวเหมี่ยวหันกลับไป ถึงได้พบว่า มีหญิงชราหน้าเหี่ยวย่นคนหนึ่งไม่รู้ว่าเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไร ยืนอยู่ด้านหลังพวกเขาแล้ว
นิ้วทั้งห้าที่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกกำกระดาษยันต์สีเหลืองเอาไว้ หญิงชรานำยันต์ไปแปะตรงกลางประตู เสียงผิดปกติภายในห้องก็เงียบหายไปทันที
“ห้องดี ๆ ในตึกนี้ถูกล็อกไว้หมด ประตูที่เปิดให้พวกเธอแบบง่าย ๆ ไม่มีทางมีเจตนาดีแน่นอน”
หลังแปะยันต์เสร็จ หญิงชราก็ไออยู่สองสามครั้ง เธอเขย่าพวงกุญแจในมือ แล้วเงยหน้าขึ้น
“พวกเธอมีห้องที่ถูกใจหรือยัง?”
ในเบ้าตาของหญิงชรามีแต่ตาขาว รอยย่นบนใบหน้าเบียดซ้อนกันราวกับเกล็ดมังกร ตัวเธอไม่สูงนัก แต่กลับทำให้เกาหมิงรู้สึกกดดันอย่างรุนแรง ราวกับว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่หญิงชราร่างผอม หากแต่เป็นสัตว์ร้ายดุร้ายตัวหนึ่ง
“ขอถามได้ไหมครับ ว่าจะเรียกคุณยายว่าอะไรดี?”
“พวกเขาเรียกฉันว่ายายหมอผี” หญิงชราเขย่าพวงกุญแจ แล้วเดินไปอีกฝั่งของทางเดิน ขณะเดินผ่านกระถางไฟตรงประตู เธอเหลือบมองทารกบนหลังโจวจี้ เด็กคนนั้นก็รีบคลายมือจากคอชายชรา ถูกทำให้ตกใจจนร้องไห้จ้า
“ถ้าร้องอีก จะส่งแกไปไว้ที่ศาลบรรพชน”
ยายหมอผีเอ่ยเพียงประโยคเดียว เด็กทารกก็หุบปากทันที ขดตัวแน่นอยู่บนหลังโจวจี้
เมื่อเดินผ่านทางเดินยาว ยายหมอผีก็หยิบกุญแจออกมา เปิดห้องเช่าที่อยู่ลึกสุดของชั้นหนึ่ง
ห้องนี้อยู่ติดกับห้องน้ำสาธารณะ เป็นหนึ่งในห้องที่มีไอหยินมากที่สุดในอาคาร
“คุณยาย ห้องของคุณ เราเข้าไปได้ไหม?” เกาหมิงรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย เขาสังเกตว่าที่พักของยายหมอผีพิเศษมาก ภายในห้องตั้งรูปปั้นดินเผาของผีเทพนานาชนิด ผนังแปะเต็มไปด้วยยันต์และลายอักขระประหลาด
“ถ้าพวกเธอมาดูบ้าน ก็ยืนรอฉันข้างนอก แต่ถ้าพวกเธออยากหาทางกลับ ก็เข้ามา บางเรื่องไม่สะดวกพูดข้างนอก” ยายหมอผีค้นหาอะไรบางอย่างท่ามกลางกองยันต์ เกาหมิงกับจูเหมี่ยวเหมี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้อง
เหตุผิดปกติบนถนนซื่อสุ่ยได้หลุดจากการควบคุมไปแล้ว โลกเรื่องเล่าประหลาดราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง เต็มไปด้วยความพิกลพิการและความไม่สมเหตุสมผล ความไม่สบายใจแฝงอยู่ทุกที่
“คุณยาย ทำไมคนในตึกนี้ถึงแปลกกันไปหมด?” เกาหมิงเคยเห็นจ้าวซีที่กลายเป็นผี จ้าวซียังคงสภาพหลังตายในเรื่องเล่าประหลาดนั้น
“สิ่งที่ดูเหมือนลวงตา อาจมีความจริงซ่อนอยู่ และสิ่งที่ดูเหมือนจริง ก็อาจมีความลวงซ่อนอยู่มากเช่นกัน” ยายหมอผีคำนับเทพองค์หนึ่งสามครั้ง
“สิ่งที่ดูปกติ ไม่จำเป็นต้องเป็นของจริง สิ่งที่บิดเบี้ยว ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นของปลอม บางทีสิ่งที่พวกเธอเห็นตอนนี้ อาจเป็นรูปลักษณ์ดั้งเดิมของพวกเขาก็ได้”
จุดเทียนขาว ตั้งธูปสามดอก หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ ยายหมอผีก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดียวในห้อง
“พวกเธอสองคน อีกไม่นานก็จะเปลี่ยนไป เหมือนคนอื่น ๆ ที่เข้ามาที่นี่ พวกเธอจะกลายเป็นตัวตนที่แท้จริงที่สุดของตัวเอง และเมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้พวกเธออยากไป ก็ไปไม่ได้แล้ว”