เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 โลกที่ไม่เหมือนเดิม (สวัสดีปีใหม่นะคะ)

บทที่ 41 โลกที่ไม่เหมือนเดิม (สวัสดีปีใหม่นะคะ)

บทที่ 41 โลกที่ไม่เหมือนเดิม (สวัสดีปีใหม่นะคะ)


เวลา 22.00 น. ถนนซื่อสุ่ย เมืองหานไห่ เจ้าหน้าที่สอบสวนในชุดดำจำนวนมากยืนเรียงรายอยู่นอกอพาร์ทเมนท์ซือสุ่ยอย่างเป็นระเบียบ

ทั้งถนนถูกปิดล้อม บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก

ไม่มีการปลุกใจก่อนปฏิบัติการ ไม่มีคำขวัญใด ๆ เจ้าหน้าที่สอบสวนที่ถูกคัดเลือกก้าวเดินไปข้างหน้าที่ละก้าวอย่างเงียบงัน

ความมุ่งมั่นของพวกเขาชัดเจนยิ่ง แต่ละก้าวนั้นแบกรับน้ำหนักของความหวังเอาไว้

กลยุทธ์ใช้จำนวนคนไม่ช่วยอะไรในการแก้ไขเหตุการณ์ผิดปกติ ผีในโลกเงาสามารถปลอมตัวเป็นเพื่อนร่วมทีมได้อย่างง่ายดาย เจ้าหน้าที่มือใหม่มักจะกลายเป็นอุสรรคมากกว่าความช่วยเหลือในสถานการณ์เช่นนี้ ดังนั้นครั้งนี้ทางสำนักงานจึงส่งเจ้าหน้าที่ฝีมือดีทั้งหมดออกมา

ยึดเจ้าหน้าที่สอบสวนที่เคยผ่านเหตุผิดปกติระดับสี่เป็นแกนกลาง จัดตั้งเป็นกลุ่มสอบสวนทีละกลุ่ม ก่อนเข้าไปทุกอย่างถูกวางแผนไว้หมด แม้กระทั่งแต่ละคนก็เตรียมใจต่อการเสียสละ โดยมองว่าตัวเองเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ครั้งใหญ่เพื่อปกป้องผู้คน

แม้จะมีอดีตที่แตกต่างกัน แต่อย่างน้อยในวินาทีนี้ พวกเขาต่างยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวกัน พิสูจน์ถึงความกล้าหาญของมวลมนุษย์

เงาร่างที่ไหววูบหายเข้าไปในอาคารอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปไม่กี่วินาที เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้น เงามืดไร้ขอบเขตเริ่มแผ่ขยายภายในอาคาร!

เหตุการณ์ผิดปกติถูกกระตุ้นแล้ว!

เมื่อเทียบกับเมื่อคืน ขอบเขตอิทธิพลของเหตุการณ์ผิดปกติครั้งนี้ขยายกว้างออกไปถึงสามเท่า เจ้าหน้าที่สอบสวนที่ปิดล้อมอยู่วงนอกก็ถูกดึงเข้าไปด้วย!

เกาหมิงซึ่งซ่อนตัวอยู่ในอาคารซี ตาขวาของเขากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ขณะที่กำลังมองเงากลืนกินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขนาดของความผิดปกตินี้ใหญ่เกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้

พวกเขาถึงดึงเข้าสู่เหตุการณ์โดยตรง ไม่มีแม้แต่เวลาให้ตอบสนอง

ไฟสีแดงบนวงแหวนสีดำกะพริบ การสื่อสารถูกตัดขาดทั้งหมด แสงไฟในโถงทางเดินเริ่มบิดเบี้ยว ทุกที่ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบ เมื่อมองไปที่กลอนประตูสีแดงสดและประตูบ้าน เกาหมิงเหมือนจะเห็นปากที่ถูกฉีกอ้าออก

“มีปัญหา” เซวียนเหวินพ่นลมหายใจเย็นออกมา มือแตะผนังทางเดิน สีหน้าของเธอดูแย่มาก “ฉันคิดว่าตัวเองจะถูกโลกเงาปฏิเสธ เหมือนครั้งก่อนที่เข้าไปกับคุณไม่ได้ แต่ความจริงคือฉันก็กลายเป็นเป้าหมายของเกมนี้เช่นกัน พอเงามืดมาถึง ก็ถูกกลืนเข้ามาทันที!”

ในตอนแรกเซวียนเหวินวางแผนที่จะเป็นผู้ล่า แต่กลับถูกมองเป็นเหยื่อเสียเอง

“ความรู้สึกมันแปลกมาก เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเรียกผมอยู่” หยานฮัวถอดเสื้อคลุมออก เหยียดแขนที่เต็มไปด้วยพลังบิดเกร็งเข้าหากัน เขาปล่อยให้เงามืดลูบไหลผ่านไปทั่วร่าง “มัน.... รู้สึกดีมาก ผมไม่เคยรู้สึกเป็นอิสระขนาดนี้มาก่อน ราวกับผมได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่”

เมื่อเทียบกับเซวียนเหวินและหยานฮัวที่ดูไม่ค่อยปกติทั้งสองคนแล้ว หว่านชิวกลับดูเก็บตัวมากกว่า เขายืนอยู่ข้างเกาหมิง มือกำเครื่องรางที่อู๋ป๋อให้ไว้แน่น เหงื่อเย็นชุ่มต้นคอ

“เงียบก่อน” เกาหมิงส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ เขาเงี่ยหูฟัง ‘ผนัง…เหมือนจะมีเสียงหัวใจเต้น?’

เขาลองเปิดประตูห้องข้าง ๆ ภายในดูปกติทุกอย่าง แต่พอเข้าไปยืนข้างในกลับได้ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างไร้สาเหตุ

เหมือนจะได้รับอิทธิพลจากเสียงนั้น หัวใจของเกาหมิงก็เริ่มเต้นเร็วขึ้น ราวกับจะประสานเป็นจังหวะเดัยวกับเสียงหัวใจนั้น

“ไปกันเถอะ เราไปดูตึดบีกันก่อน นี่เป็นเรื่องเล่าประหลาดที่เริ่มขยายตัวแล้ว ประสบการณ์ที่ผ่านมาอาจใช้ไม่ได้ผล” เซวียนเหวินเดินนำหน้า รูปลักษณ์ดูอ่อนโยนบอบบาง แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยเส้นเลือด ด้านหลังดูอ่อนหวานงดงาม แต่เมื่อหันหน้ามา กลับชวนขนลุก

เมื่อมาถึงทางเดินชั้นห้า หยานฮัวยกแผงกั้นออก เขากับเซวียนเหวินเดินเปิดทางอยู่ด้านหน้า

ทางเดินที่เชื่อมระหว่างอาคารซึ่งห่างกันเพียงไม่กี่เมตร ราวกับแม่น้ำที่ก่อขึ้นจากเงามืด พวกเขาเหมือนเรือลำน้อยที่ลอยอยู่บนสายน้ำ

เซวียนเหวินและหยานฮัวเป็นคนแรกที่ข้ามทางเดินเข้าไปในอาคารบี แต่สิ่งที่ทำให้เกาหมิงรู้สึกไมสบายใจคือ ทั้งสองไม่ได้หยุดเดิน ระยะห่างระหว่างพวกเขากับเกาหมิงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งสองเหมือนไม่รู้ตัวว่าเกาหมิงกับจูเหมี่ยวเหมี่ยวยังอยู่ข้างหลัง พวกเขาไม่หันกลับมาต่างพูดคุยกับอากาศข้างตัวไปพลาง แล้วก็เดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ!

“เซวียนเหวิน!”

เกาหมิงตะโกนเรียก เซวียนเหวินเหมือนจะได้ยินอะไรบางอย่าง เธอหันกลับมาอย่างงุนงง ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดกวาดมองด้านหลัง แต่เหมือนว่าเธอจะมองไม่เห็นเกาหมิง

เงาร่างของทั้งสองถูกเงามืดกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว เกาหมิงคว้าแขนจูเหมี่ยวเหมี่ยวไว้ ยืนอยู่กลางทางเดิน ทั้งคู่หันไปมองด้านหลัง หว่านชิวก็ไม่รู้ว่าหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไร

ตรงจุดที่หว่านชิวยืนอยู่ก่อนหน้า เหลือเพียงเครื่องรางที่ขาดวิ่นชิ้นหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ อู๋ป๋อให้เครื่องรางแก่เกาหมิงสามชิ้น เกาหมิง จูเหมี่ยวเหมี่ยว และหว่านชิว ต่างคนต่างถือไว้คนละชิ้น

เพื่อนร่วมทีมทั้งสามที่เคยเดินออกมาจากโลกเงาสูญหายไป พวกเขากับเกาหมิงเหมือนถูกพาไปคนละทิศทาง

“ผีบังทาง?” จูเหมี่ยวเหมี่ยวกำขวานดับเพลิงของเธอไว้แน่น เธอไม่เคยเห็นสถานการณ์แบบนี้มาก่อน เพิ่งเข้าสู่เหตุการณ์ผิดปกติไม่ถึงสามนาที เพื่อนร่วมทีมก็หายไปเกือบหมดแล้ว

“เราไม่มีทางถอยแล้ว” เกาหมิงพูดปลอบเสียงเบา “อย่ากลัว เดินไปข้างหน้าต่อ”

เมื่อข้ามทางเดินมาแล้ว ในโถงทางเดินชั้นห้าของอาคารบี แขวนโคมแดงขนาดใหญ่สองลูก บนโคมแต่ละโคมถูกเขียนด้วยตัวอักษร ‘囍’ ตัวหนึ่ง

ผู้แปล: ซวงสี่ หรือ ซังฮี้ แปลว่า “ความสุขสองเท่า” หรือ “มงคลคู่” เป็นสัญลักษณ์มงคลของจีน

แสงสีแดงจาง ๆ ขับไล่ความมืดออกไป แต่บรรยากาศน่าสะพรึงกลัวกลับไม่ได้ลดลงเลย แต่กลับยิ่งทวีความน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิม

“นี่มัน… ดูใหม่เกินไปไหม” เกาหมิงเคยมาที่อพาร์ตเมนต์แห่งนี้ในตอนกลางวัน ตอนนั้นทางเดินดูรกรุงรังเต็มไปด้วยสิ่งของต่าง ๆ ผนังเหลืองซีดและแตกร้าว แต่ตอนนี้ผนังทางเดินกลับดูสะอาดใหม่ เรียบร้อย จนน่าขนลุก

ไฟตามอาคารยังคงติดตั้งไฟจับการเคลื่อนไหว ที่ได้รับความนิยมเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว ส่วนประตูห้องเหล่านั้น... ก็ปราศจากสนิมและการสึกหรอตามปกติ

“ดูนั่นสิ เป็นไฟเซนเซอร์เสียงแบบเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ประตูอพาร์ตเมนต์พวกนี้ก็ไม่มีรอยสนิมผุกร่อนแล้วด้วย”  จูเหมี่ยวเหมี่ยวชี้ไปที่ไฟและประตูห้อง

ลิฟต์เก่าซึ่งในความเป็นจริงควรจะเสียไปนานแล้ว แต่กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้นตรงกลางโถงทางเดิน พร้อมกับรั้วเหล็กที่ถูกผลักเปิดออก ผู้หญิงร่างอ้วนคนหนึ่งที่มีท้องป่องใหญ่ก้าวออกมา

มือซ้ายของเธอหิ้วถุงใหญ่ที่เต็มไปด้วยเศษผักเน่าเปื่อย มือขวากอดผ้าขาดรุ่งริ่งกองโตไว้

“พี่เผิง?” เกาหมิงจำผู้หญิงคนนั้นได้ในทันที ตอนเช้าเขาเพิ่งเจอเธอที่ร้านก๋วยเตี๋ยว และยังเคยไปที่ห้องของเธอมาแล้ว

พี่เผิงในตอนนี้เมื่อเทียบกับตอนกลางวัน ท้องของเธอกลับใหญ่ขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ทำให้เธอดูผิดปกติอย่างเห้นได้ชัด

เธอหอบของม่อย่างทุลักทุเล แต่เมื่อเห็นเกาหมิงกับจูเหมี่ยวเหมี่ยว จึงยิ้มตาหยีทักทายทั้งสองคน

“พวกเธอสองคนก็เตรียมจะย้ายมาอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ซื่อสุ่ยเหมือนกันเหรอ?”

ขณะที่พี่เผิงขยับตัว ของเหลวสีดําส่งกลิ่นเหม็นก็เริ่มไหลออกมาจากท้องที่บวมของเธอ

“ระวังตัวด้วย” จูเหมี่ยวเหมี่ยวกระซิบไม่กล้ามองพี่เผิงตรง ๆ ทำได้เพียงกำขวานดับเพลิงในมือให้แน่นขึ้น

“อย่าแสดงท่าทีผิดปกติ ให้คิดว่าเธอเป็นคนธรรมดา” เกาหมิงกระซิบเตือน จากนั้นก็เดินเข้าไปด้วยท่าทีเป็นมิตรอย่างมาก

ในมือกำเครื่องรางไว้แน่น เกาหมิงเดินไปจนถึงตรงหน้าพี่เผิง แต่เครื่องรางกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ

“เดี๋ยวผมช่วยถือให้นะ เด็ก ๆ ยังอยู่ที่ห้องไหมครับ?”

เธอถอนหายใจแรง

“เห้อ.. ถ้าฉันรู้ว่าการเลี้ยงดูเด็กมันลำบากขนาดนี้ ฉันคงไม่มีวันมีลูกแน่ ๆ” ไขมันที่คอของพี่เผิงซ้อนทับกันเป็นชั้น ทุกย่างก้าวที่เธอเดิน ของเหลวเน่าเสียในท้องจะซึมออกมามากมาย “เข้าไปนั่งที่ห้องของฉันก่อนไหม?”

“ดีเลย พวกเราเองก็อยากไปดูบ้านพอดี”

“ฟังฉันไว้เถอะ เช่าห้องที่เคยมีคนตาย มันคุ้มกว่าจริง ๆ” พี่เผิงยื่นถุงผักเน่าใบนั้นให้เกาหมิง ทั้งสามคนเดินไปถึงทางเข้าโถงทางเดินที่เชื่อมอาคารบีกับอาคารเอ บ้านของพี่เผิงอยู่ตรงนั้นพอดี

เมื่อเปิดประตูเหล็กกันขโมยสีแดงสด พี่เผิงกำลังจะเบียดตัวเข้าไปด้านใน ทันใดนั้นเอง ประตูห้องข้าง ๆ ก็เปิดออก

จูเหมี่ยวเหมี่ยวเผลอหันไปมองโดยสัญชาตญาณ จนเกือบจะร้องออกมา

หญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปีโผล่หน้าออกมา เธอสวมชุดกระโปรงลายดอก รูปร่างยังดูดีอยู่ แต่บนใบหน้านั้นกลับไม่มีทั้งดวงตาและจมูก มีเพียงปากทั้งสี่เท่านั้น

“วัน ๆ เอาแต่ชวนคนอื่นมาเช่าห้องที่มีผีสิง ไม่กลัวเวรกรรมบ้างหรือไง ระวังฟ้าผ่าจะลงหัวเอา”

ปากทั้งสี่ขยับเปิดปิด หญิงคนนั้นเหมือนไม่รู้เลยว่าตัวเองดูผิดปกติแค่ไหน เธอพิงกรอบประตู พูดไม่หยุด

“เข้าไปเถอะ เข้าไปในห้องเธอแล้ว คงไม่ได้กลับออกมาหรอก ยายแก่นี่ท้องเต็มไปด้วยของไม่ดี พวกเธอสองคนเข้าไปก็ระวังตัวไว้ล่ะ!”

“อีปากมาก! แกกล้าใส่ร้ายฉันอีก เดี๋ยวฉันฉีกปากแกทิ้ง!” พี่เผิงโกรธขึ้นมาทันที

“ฉันไม่ได้พูดมั่วซั่วสักหน่อย” ผู้หญิงปากมากทำท่าราวกับไม่เคยนินทาใคร “เธอยัง แอบ ๆ ซ่อน ๆ เก็บเสื้อผ้าเก่าที่คนอื่นใส่แล้วทุกวัน หรือว่าลูกชายคนโตของเธอจะเปลี่ยนผิวใหม่อีกแล้ว?”

พี่เผิงกอดกองเสื้อผ้าเก่าแน่น ในขณะที่ผู้หญิงปากมากพูดถึงการเปลี่ยนผิวของลูกชายคนโต และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง แขนแห้งเหี่ยวสีเหลืองซีดข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากช่องประตู

“ดูเหมือนลูกชายคนโตของเธอจะรอไม่ไหวแล้วนะ” ปากทั้งสี่ผู้หญิงปากมากยิ้มพร้อมกัน พี่เผิไม่เถียงต่อ เธอกอดเสื้อผ้าแล้วเข้าไปในบ้าน ก่อนจะปิดประตูกันขโมยลง

ไม่นานนัก เสียงเด็กร้องไห้และเสียงผ้าถูกฉีกขาดก็ดังออกมาจากในบ้านพร้อมกัน

“พวกเธอสองคนถือว่าโชคดีที่เจอฉัน” ผู้หญิงปากมากกอดอก

“ถ้าอยากอยู่ที่นี่ ก็เลือกห้องสักห้องแล้วเข้าไปอยู่ได้ตามใจ แต่ถ้ายังอยากออกไปจากที่นี่ล่ะก็ อย่าเข้าไปในห้องไหนเด็ดขาด”

“เข้าไปในห้องไม่ได้เหรอ?”

“ชั้นหนึ่งมียายแก่คนหนึ่ง อาจจะช่วยพวกเธอได้ แต่ต้องระวังผู้ดูแลอาคารให้ดี” ผู้หญิงปากมากยกมุมปากขึ้น

“อีกเรื่อง อย่าบอกใครเรื่องที่ฉันพูดล่ะ ใคร ๆ ก็รู้ว่าฉันเป็นคนปากแข็งแค่ไหน”

จบบทที่ บทที่ 41 โลกที่ไม่เหมือนเดิม (สวัสดีปีใหม่นะคะ)

คัดลอกลิงก์แล้ว