- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 41 โลกที่ไม่เหมือนเดิม (สวัสดีปีใหม่นะคะ)
บทที่ 41 โลกที่ไม่เหมือนเดิม (สวัสดีปีใหม่นะคะ)
บทที่ 41 โลกที่ไม่เหมือนเดิม (สวัสดีปีใหม่นะคะ)
เวลา 22.00 น. ถนนซื่อสุ่ย เมืองหานไห่ เจ้าหน้าที่สอบสวนในชุดดำจำนวนมากยืนเรียงรายอยู่นอกอพาร์ทเมนท์ซือสุ่ยอย่างเป็นระเบียบ
ทั้งถนนถูกปิดล้อม บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ไม่มีการปลุกใจก่อนปฏิบัติการ ไม่มีคำขวัญใด ๆ เจ้าหน้าที่สอบสวนที่ถูกคัดเลือกก้าวเดินไปข้างหน้าที่ละก้าวอย่างเงียบงัน
ความมุ่งมั่นของพวกเขาชัดเจนยิ่ง แต่ละก้าวนั้นแบกรับน้ำหนักของความหวังเอาไว้
กลยุทธ์ใช้จำนวนคนไม่ช่วยอะไรในการแก้ไขเหตุการณ์ผิดปกติ ผีในโลกเงาสามารถปลอมตัวเป็นเพื่อนร่วมทีมได้อย่างง่ายดาย เจ้าหน้าที่มือใหม่มักจะกลายเป็นอุสรรคมากกว่าความช่วยเหลือในสถานการณ์เช่นนี้ ดังนั้นครั้งนี้ทางสำนักงานจึงส่งเจ้าหน้าที่ฝีมือดีทั้งหมดออกมา
ยึดเจ้าหน้าที่สอบสวนที่เคยผ่านเหตุผิดปกติระดับสี่เป็นแกนกลาง จัดตั้งเป็นกลุ่มสอบสวนทีละกลุ่ม ก่อนเข้าไปทุกอย่างถูกวางแผนไว้หมด แม้กระทั่งแต่ละคนก็เตรียมใจต่อการเสียสละ โดยมองว่าตัวเองเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ครั้งใหญ่เพื่อปกป้องผู้คน
แม้จะมีอดีตที่แตกต่างกัน แต่อย่างน้อยในวินาทีนี้ พวกเขาต่างยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวกัน พิสูจน์ถึงความกล้าหาญของมวลมนุษย์
เงาร่างที่ไหววูบหายเข้าไปในอาคารอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปไม่กี่วินาที เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้น เงามืดไร้ขอบเขตเริ่มแผ่ขยายภายในอาคาร!
เหตุการณ์ผิดปกติถูกกระตุ้นแล้ว!
เมื่อเทียบกับเมื่อคืน ขอบเขตอิทธิพลของเหตุการณ์ผิดปกติครั้งนี้ขยายกว้างออกไปถึงสามเท่า เจ้าหน้าที่สอบสวนที่ปิดล้อมอยู่วงนอกก็ถูกดึงเข้าไปด้วย!
เกาหมิงซึ่งซ่อนตัวอยู่ในอาคารซี ตาขวาของเขากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ขณะที่กำลังมองเงากลืนกินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขนาดของความผิดปกตินี้ใหญ่เกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้
พวกเขาถึงดึงเข้าสู่เหตุการณ์โดยตรง ไม่มีแม้แต่เวลาให้ตอบสนอง
ไฟสีแดงบนวงแหวนสีดำกะพริบ การสื่อสารถูกตัดขาดทั้งหมด แสงไฟในโถงทางเดินเริ่มบิดเบี้ยว ทุกที่ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบ เมื่อมองไปที่กลอนประตูสีแดงสดและประตูบ้าน เกาหมิงเหมือนจะเห็นปากที่ถูกฉีกอ้าออก
“มีปัญหา” เซวียนเหวินพ่นลมหายใจเย็นออกมา มือแตะผนังทางเดิน สีหน้าของเธอดูแย่มาก “ฉันคิดว่าตัวเองจะถูกโลกเงาปฏิเสธ เหมือนครั้งก่อนที่เข้าไปกับคุณไม่ได้ แต่ความจริงคือฉันก็กลายเป็นเป้าหมายของเกมนี้เช่นกัน พอเงามืดมาถึง ก็ถูกกลืนเข้ามาทันที!”
ในตอนแรกเซวียนเหวินวางแผนที่จะเป็นผู้ล่า แต่กลับถูกมองเป็นเหยื่อเสียเอง
“ความรู้สึกมันแปลกมาก เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเรียกผมอยู่” หยานฮัวถอดเสื้อคลุมออก เหยียดแขนที่เต็มไปด้วยพลังบิดเกร็งเข้าหากัน เขาปล่อยให้เงามืดลูบไหลผ่านไปทั่วร่าง “มัน.... รู้สึกดีมาก ผมไม่เคยรู้สึกเป็นอิสระขนาดนี้มาก่อน ราวกับผมได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่”
เมื่อเทียบกับเซวียนเหวินและหยานฮัวที่ดูไม่ค่อยปกติทั้งสองคนแล้ว หว่านชิวกลับดูเก็บตัวมากกว่า เขายืนอยู่ข้างเกาหมิง มือกำเครื่องรางที่อู๋ป๋อให้ไว้แน่น เหงื่อเย็นชุ่มต้นคอ
“เงียบก่อน” เกาหมิงส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ เขาเงี่ยหูฟัง ‘ผนัง…เหมือนจะมีเสียงหัวใจเต้น?’
เขาลองเปิดประตูห้องข้าง ๆ ภายในดูปกติทุกอย่าง แต่พอเข้าไปยืนข้างในกลับได้ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างไร้สาเหตุ
เหมือนจะได้รับอิทธิพลจากเสียงนั้น หัวใจของเกาหมิงก็เริ่มเต้นเร็วขึ้น ราวกับจะประสานเป็นจังหวะเดัยวกับเสียงหัวใจนั้น
“ไปกันเถอะ เราไปดูตึดบีกันก่อน นี่เป็นเรื่องเล่าประหลาดที่เริ่มขยายตัวแล้ว ประสบการณ์ที่ผ่านมาอาจใช้ไม่ได้ผล” เซวียนเหวินเดินนำหน้า รูปลักษณ์ดูอ่อนโยนบอบบาง แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยเส้นเลือด ด้านหลังดูอ่อนหวานงดงาม แต่เมื่อหันหน้ามา กลับชวนขนลุก
เมื่อมาถึงทางเดินชั้นห้า หยานฮัวยกแผงกั้นออก เขากับเซวียนเหวินเดินเปิดทางอยู่ด้านหน้า
ทางเดินที่เชื่อมระหว่างอาคารซึ่งห่างกันเพียงไม่กี่เมตร ราวกับแม่น้ำที่ก่อขึ้นจากเงามืด พวกเขาเหมือนเรือลำน้อยที่ลอยอยู่บนสายน้ำ
เซวียนเหวินและหยานฮัวเป็นคนแรกที่ข้ามทางเดินเข้าไปในอาคารบี แต่สิ่งที่ทำให้เกาหมิงรู้สึกไมสบายใจคือ ทั้งสองไม่ได้หยุดเดิน ระยะห่างระหว่างพวกเขากับเกาหมิงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งสองเหมือนไม่รู้ตัวว่าเกาหมิงกับจูเหมี่ยวเหมี่ยวยังอยู่ข้างหลัง พวกเขาไม่หันกลับมาต่างพูดคุยกับอากาศข้างตัวไปพลาง แล้วก็เดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ!
“เซวียนเหวิน!”
เกาหมิงตะโกนเรียก เซวียนเหวินเหมือนจะได้ยินอะไรบางอย่าง เธอหันกลับมาอย่างงุนงง ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดกวาดมองด้านหลัง แต่เหมือนว่าเธอจะมองไม่เห็นเกาหมิง
เงาร่างของทั้งสองถูกเงามืดกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว เกาหมิงคว้าแขนจูเหมี่ยวเหมี่ยวไว้ ยืนอยู่กลางทางเดิน ทั้งคู่หันไปมองด้านหลัง หว่านชิวก็ไม่รู้ว่าหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไร
ตรงจุดที่หว่านชิวยืนอยู่ก่อนหน้า เหลือเพียงเครื่องรางที่ขาดวิ่นชิ้นหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ อู๋ป๋อให้เครื่องรางแก่เกาหมิงสามชิ้น เกาหมิง จูเหมี่ยวเหมี่ยว และหว่านชิว ต่างคนต่างถือไว้คนละชิ้น
เพื่อนร่วมทีมทั้งสามที่เคยเดินออกมาจากโลกเงาสูญหายไป พวกเขากับเกาหมิงเหมือนถูกพาไปคนละทิศทาง
“ผีบังทาง?” จูเหมี่ยวเหมี่ยวกำขวานดับเพลิงของเธอไว้แน่น เธอไม่เคยเห็นสถานการณ์แบบนี้มาก่อน เพิ่งเข้าสู่เหตุการณ์ผิดปกติไม่ถึงสามนาที เพื่อนร่วมทีมก็หายไปเกือบหมดแล้ว
“เราไม่มีทางถอยแล้ว” เกาหมิงพูดปลอบเสียงเบา “อย่ากลัว เดินไปข้างหน้าต่อ”
เมื่อข้ามทางเดินมาแล้ว ในโถงทางเดินชั้นห้าของอาคารบี แขวนโคมแดงขนาดใหญ่สองลูก บนโคมแต่ละโคมถูกเขียนด้วยตัวอักษร ‘囍’ ตัวหนึ่ง
ผู้แปล: 囍 ซวงสี่ หรือ ซังฮี้ แปลว่า “ความสุขสองเท่า” หรือ “มงคลคู่” เป็นสัญลักษณ์มงคลของจีน
แสงสีแดงจาง ๆ ขับไล่ความมืดออกไป แต่บรรยากาศน่าสะพรึงกลัวกลับไม่ได้ลดลงเลย แต่กลับยิ่งทวีความน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิม
“นี่มัน… ดูใหม่เกินไปไหม” เกาหมิงเคยมาที่อพาร์ตเมนต์แห่งนี้ในตอนกลางวัน ตอนนั้นทางเดินดูรกรุงรังเต็มไปด้วยสิ่งของต่าง ๆ ผนังเหลืองซีดและแตกร้าว แต่ตอนนี้ผนังทางเดินกลับดูสะอาดใหม่ เรียบร้อย จนน่าขนลุก
ไฟตามอาคารยังคงติดตั้งไฟจับการเคลื่อนไหว ที่ได้รับความนิยมเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว ส่วนประตูห้องเหล่านั้น... ก็ปราศจากสนิมและการสึกหรอตามปกติ
“ดูนั่นสิ เป็นไฟเซนเซอร์เสียงแบบเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ประตูอพาร์ตเมนต์พวกนี้ก็ไม่มีรอยสนิมผุกร่อนแล้วด้วย” จูเหมี่ยวเหมี่ยวชี้ไปที่ไฟและประตูห้อง
ลิฟต์เก่าซึ่งในความเป็นจริงควรจะเสียไปนานแล้ว แต่กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้นตรงกลางโถงทางเดิน พร้อมกับรั้วเหล็กที่ถูกผลักเปิดออก ผู้หญิงร่างอ้วนคนหนึ่งที่มีท้องป่องใหญ่ก้าวออกมา
มือซ้ายของเธอหิ้วถุงใหญ่ที่เต็มไปด้วยเศษผักเน่าเปื่อย มือขวากอดผ้าขาดรุ่งริ่งกองโตไว้
“พี่เผิง?” เกาหมิงจำผู้หญิงคนนั้นได้ในทันที ตอนเช้าเขาเพิ่งเจอเธอที่ร้านก๋วยเตี๋ยว และยังเคยไปที่ห้องของเธอมาแล้ว
พี่เผิงในตอนนี้เมื่อเทียบกับตอนกลางวัน ท้องของเธอกลับใหญ่ขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ทำให้เธอดูผิดปกติอย่างเห้นได้ชัด
เธอหอบของม่อย่างทุลักทุเล แต่เมื่อเห็นเกาหมิงกับจูเหมี่ยวเหมี่ยว จึงยิ้มตาหยีทักทายทั้งสองคน
“พวกเธอสองคนก็เตรียมจะย้ายมาอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ซื่อสุ่ยเหมือนกันเหรอ?”
ขณะที่พี่เผิงขยับตัว ของเหลวสีดําส่งกลิ่นเหม็นก็เริ่มไหลออกมาจากท้องที่บวมของเธอ
“ระวังตัวด้วย” จูเหมี่ยวเหมี่ยวกระซิบไม่กล้ามองพี่เผิงตรง ๆ ทำได้เพียงกำขวานดับเพลิงในมือให้แน่นขึ้น
“อย่าแสดงท่าทีผิดปกติ ให้คิดว่าเธอเป็นคนธรรมดา” เกาหมิงกระซิบเตือน จากนั้นก็เดินเข้าไปด้วยท่าทีเป็นมิตรอย่างมาก
ในมือกำเครื่องรางไว้แน่น เกาหมิงเดินไปจนถึงตรงหน้าพี่เผิง แต่เครื่องรางกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
“เดี๋ยวผมช่วยถือให้นะ เด็ก ๆ ยังอยู่ที่ห้องไหมครับ?”
เธอถอนหายใจแรง
“เห้อ.. ถ้าฉันรู้ว่าการเลี้ยงดูเด็กมันลำบากขนาดนี้ ฉันคงไม่มีวันมีลูกแน่ ๆ” ไขมันที่คอของพี่เผิงซ้อนทับกันเป็นชั้น ทุกย่างก้าวที่เธอเดิน ของเหลวเน่าเสียในท้องจะซึมออกมามากมาย “เข้าไปนั่งที่ห้องของฉันก่อนไหม?”
“ดีเลย พวกเราเองก็อยากไปดูบ้านพอดี”
“ฟังฉันไว้เถอะ เช่าห้องที่เคยมีคนตาย มันคุ้มกว่าจริง ๆ” พี่เผิงยื่นถุงผักเน่าใบนั้นให้เกาหมิง ทั้งสามคนเดินไปถึงทางเข้าโถงทางเดินที่เชื่อมอาคารบีกับอาคารเอ บ้านของพี่เผิงอยู่ตรงนั้นพอดี
เมื่อเปิดประตูเหล็กกันขโมยสีแดงสด พี่เผิงกำลังจะเบียดตัวเข้าไปด้านใน ทันใดนั้นเอง ประตูห้องข้าง ๆ ก็เปิดออก
จูเหมี่ยวเหมี่ยวเผลอหันไปมองโดยสัญชาตญาณ จนเกือบจะร้องออกมา
หญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปีโผล่หน้าออกมา เธอสวมชุดกระโปรงลายดอก รูปร่างยังดูดีอยู่ แต่บนใบหน้านั้นกลับไม่มีทั้งดวงตาและจมูก มีเพียงปากทั้งสี่เท่านั้น
“วัน ๆ เอาแต่ชวนคนอื่นมาเช่าห้องที่มีผีสิง ไม่กลัวเวรกรรมบ้างหรือไง ระวังฟ้าผ่าจะลงหัวเอา”
ปากทั้งสี่ขยับเปิดปิด หญิงคนนั้นเหมือนไม่รู้เลยว่าตัวเองดูผิดปกติแค่ไหน เธอพิงกรอบประตู พูดไม่หยุด
“เข้าไปเถอะ เข้าไปในห้องเธอแล้ว คงไม่ได้กลับออกมาหรอก ยายแก่นี่ท้องเต็มไปด้วยของไม่ดี พวกเธอสองคนเข้าไปก็ระวังตัวไว้ล่ะ!”
“อีปากมาก! แกกล้าใส่ร้ายฉันอีก เดี๋ยวฉันฉีกปากแกทิ้ง!” พี่เผิงโกรธขึ้นมาทันที
“ฉันไม่ได้พูดมั่วซั่วสักหน่อย” ผู้หญิงปากมากทำท่าราวกับไม่เคยนินทาใคร “เธอยัง แอบ ๆ ซ่อน ๆ เก็บเสื้อผ้าเก่าที่คนอื่นใส่แล้วทุกวัน หรือว่าลูกชายคนโตของเธอจะเปลี่ยนผิวใหม่อีกแล้ว?”
พี่เผิงกอดกองเสื้อผ้าเก่าแน่น ในขณะที่ผู้หญิงปากมากพูดถึงการเปลี่ยนผิวของลูกชายคนโต และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง แขนแห้งเหี่ยวสีเหลืองซีดข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากช่องประตู
“ดูเหมือนลูกชายคนโตของเธอจะรอไม่ไหวแล้วนะ” ปากทั้งสี่ผู้หญิงปากมากยิ้มพร้อมกัน พี่เผิไม่เถียงต่อ เธอกอดเสื้อผ้าแล้วเข้าไปในบ้าน ก่อนจะปิดประตูกันขโมยลง
ไม่นานนัก เสียงเด็กร้องไห้และเสียงผ้าถูกฉีกขาดก็ดังออกมาจากในบ้านพร้อมกัน
“พวกเธอสองคนถือว่าโชคดีที่เจอฉัน” ผู้หญิงปากมากกอดอก
“ถ้าอยากอยู่ที่นี่ ก็เลือกห้องสักห้องแล้วเข้าไปอยู่ได้ตามใจ แต่ถ้ายังอยากออกไปจากที่นี่ล่ะก็ อย่าเข้าไปในห้องไหนเด็ดขาด”
“เข้าไปในห้องไม่ได้เหรอ?”
“ชั้นหนึ่งมียายแก่คนหนึ่ง อาจจะช่วยพวกเธอได้ แต่ต้องระวังผู้ดูแลอาคารให้ดี” ผู้หญิงปากมากยกมุมปากขึ้น
“อีกเรื่อง อย่าบอกใครเรื่องที่ฉันพูดล่ะ ใคร ๆ ก็รู้ว่าฉันเป็นคนปากแข็งแค่ไหน”