- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 39 สิ่งที่เห็นล้วนเป็นลางร้าย
บทที่ 39 สิ่งที่เห็นล้วนเป็นลางร้าย
บทที่ 39 สิ่งที่เห็นล้วนเป็นลางร้าย
“ขอให้พวกเธอเจอสิ่งที่กำลังมองหาอยู่นะ”
ผู้หญิงวัยกลางคนหันหลังปิดประตู ขณะที่ประตูเหล็กกันขโมยสีแดงค่อย ๆ ปิดลง ตุ๊กตาผ้าตัวนั้นก็คลานไปข้างเก้าอี้ ก่อนจะก้มลงกินบะหมี่ที่เย็นชืดอย่างตะกละตะกลาม
ภายในตุ๊กตาผ้าตัวนั้น…เหมือนจะมีคนซ่อนอยู่?
“เกาหมิง คุณอย่าหันกลับไป” เซวียนเหวินเตือนเสียงเบา เธอเดินออกไปไกลกว่าสิบเมตรแล้วจึงหยุดลง
“มีใครกำลังจ้องเราอยู่หรือเปล่า?” เกาหมิงรู้สึกโล่งใจที่เรียกเซวียนเหวินมาด้วย บรรยากาศในอพาร์ตเมนต์นี้ประหลาดเกินไป
“มีความเป็นไปได้สูงว่าเหตุผิดปกติได้แพร่กระจายแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว” รอยยิ้มบนใบหน้าเซวียนเหวินหายไป “ผู้หญิงคนนั้นใช้ชีวิตอยู่กับผี! พวกมันเหมือนกับฉัน หลุดพ้นจากข้อจำกัดของโลกเงา ออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในเวลากลางวัน”
“ผีซ่อนอยู่ในตุ๊กตาผ้า?” ยิ่งคิด เกาหมิงก็ยิ่งขนลุก “สวมหนังของตุ๊กตา เพื่อหลบแสง”
“เรื่องนั้นฉันยังยืนยันไม่ได้ ฉันแค่รับรู้ถึงกลิ่นอายบางอย่าง” เซวียนเหวินมองไปที่หว่านชิว “ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ”
“หว่านชิว เธอเห็นอะไรบ้าง?”
“ในตุ๊กตาผ้ามีดวงตาคู่หนึ่ง…. บนเตียงมีเด็กสามคน มีคนหนึ่งถูกมัดไว้…. บนพื้นมีขี้เถ้าธูปกับเมล็ดข้าว ด้านหลังประตูติดยันต์…. เส้นผมที่อุดท่อระบายน้ำเป็นสีเหลือง เด็กกับแม่มีผมสีดำ…” หว่านชิวนับนิ้ว พูดอย่างยากลำบาก “ในตู้มีถุงพลาสติกใส่บัตรประจำตัวของคนแปลกหน้า…. ขอบหม้อหุงข้าวมีคราบเลือด อยู่ข้างใน… ข้างในไม่ได้หุงข้าว”
หว่านชิวยืนอยู่ด้านหลังเกาหมิง เขายกมือขึ้นอีกครั้ง ชี้ไปยังทางเดินที่มุ่งไปยังอาคารเอ “ทางนั้น…ทางนั้นอันตรายมาก!”
เขาพูดติดขัดเป็นช่วง ๆ หว่านชิวพูดทุกสิ่งที่ทำให้เขาหวาดกลัวออกมาจนหมด
“แม้จะอยู่ในช่วงเวลากลางวัน แต่ที่นี่ก็ยังน่ากลัวได้ขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าที่นี่เริ่มหลอมรวมเข้ากับโลกความเป็นจริงไปพอสมควรแล้ว” เซวียนเหวินเสนอความเห็น “ไม่สู้เราถอยออกไปก่อนดีไหม หาเรื่องเล่าที่ยังไม่สมบูรณ์แทน”
“มีคนกำลังเร่งกระบวนการอยู่ ถ้าเราไม่รีบหยุด เราจะเสียความได้เปรียบทั้งหมดไป” เกาหมิงเป็นคนออกแบบเกมนี้และรู้ดีว่าเรื่องเล่านี้น่ากลัวแค่ไหน หากปล่อยให้มันเติบโตต่อไปทุกอย่างจะไม่สามารถควบคุมได้ หายนะจะมาเยือน
“การกระตุ้นเรื่องเล่าผีล่วงหน้าก็ยากพออยู่แล้ว ยังต้องจ่ายต้นทุนมหาศาลเพื่อเลี้ยงมัน คนแบบนี้สมองมีปัญหาจริง ๆ” เซวียนเหวินเดินเข้าไปตรงหน้าเกาหมิง “ถ้าเราเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ ศัตรูที่เราต้องเจอในคืนนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องเล่านี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนที่เลี้ยงมันด้วย การที่เขาสามารถระดมทรัพยากร และใช้ชีวิตคนจำนวนมากเพื่อหล่อเลี้ยงเรื่องเล่านี้ได้ แสดงว่าต้องเป็นใครสักคนที่มีอํานาจมากในเขตตะวันออก แม้กระทั่งอาจจะเป็นคนในหน่วยงานของคุณด้วยซ้ำ!”
“เรื่องนี้ผมก็คิดไว้แล้ว”
“เหตุการณ์ผิดปกติปรากฏขึ้นครั้งแรกที่เมืองซินลู่ สํานักงานสืบสวนมีข้อมูลมากมาย พวกเขาต้องรู้ว่าหลังจากที่ความผิดปกติเริ่มแพร่กระจาย เรื่องเล่าจะเริ่มมีอิทธิพลไม่เพียงแค่ตอนกลางคืน แต่เป็นตอนกลางวันด้วย แต่คุณลองดูสถานการณ์ตอนนี้สิ หลังจากที่ความผิดปกติเกิดขึ้นในอาคารเอ คนจำนวนมากยังคงได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยอยู่ในอาคารบี” เซวียนเหวินคิดอย่างเป็นระบบ “คุณคิดว่านี่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ผู้คนไหม หรือเป็นอุบายที่ใช้ดึงดูดผู้คนให้เข้ามา?”
ตามปกติ เมื่อเรื่องเล่าผีพัฒนาไปถึงขั้นนี้ ถนนซื่อสุ่ยทั้งเส้นควรถูกอพยพออกหมดแล้ว แต่ตอนนี้กลับมีเพียงอาคารเอเท่านั้นที่ถูกปิดตาย สำนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบพื้นที่นี้ก็ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวน ทั้งหมดชวนให้รู้สึกผิดปกติอย่างยิ่ง
“งั้นคุณคิดว่าตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดคืออะไร?” เกาหมิงอยากฟังความเห็นของเซวียนเหวิน
“ถ้าฉันเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน ฉันจะหาตัวคนที่เลี้ยงเรื่องเล่าผีให้เจอก่อน ฆ่าเขา จากนั้นค่อยระดมเจ้าหน้าที่สอบสวนระดับหัวกะทิเข้าไปในเหตุผิดปกติ เมื่อยืนยันรายละเอียดของเหตุการณ์แล้ว ก็รวมกำลังทั้งหมดเข้าควบคุมมัน” เซวียนเหวินเปลี่ยนน้ำเสียง “แต่ถ้าฉันยืนอยู่ในจุดยืนของคุณ วิธีที่ดีที่สุดคือปล่อยข่าวผ่านหลายช่องทาง บอกความจริงว่าเกมได้กลายเป็นความจริง และเกมนี้ที่อพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ย อาคารเอ มีบอสลับที่ให้รางวัลมหาศาลอยู่”
“ใช้คนจำนวนมากเพื่อเคลียร์เกม ถือเป็นวิธีที่ดี เพียงแต่เรื่องเล่าผีที่หลุดการควบคุมเร็วเกินไป ต่อให้เป็น ‘ยมทูต’ ที่สตูดิโอเกมเย่เติง ก็คงไม่กล้าเสี่ยงมาที่นี่” ข้อเสนอของเซวียนเหวินเปิดมุมมองใหม่ให้เกาหมิง แต่ทำได้ยากเกินไป
“วิธีสุดท้ายก็คือพวกเราลงมือเอง” น้ำเสียงของเซวียนเหวินต่ำลง “ใครจะรู้ว่าเรื่องเล่านี้กลืนกินชีวิตไปมากแค่ไหนแล้ว มันต้องมีสิ่งที่มีค่ามหาศาลอยู่ข้างในนั้นแน่นอน พวกเราจะกลืนกินมันทั้งหมด!!”
“โอกาสชนะเท่าไร?”
“สามส่วน” เซวียนเหวินยกสามนิ้วขึ้น “แทบไม่มีโอกาสชนะ โอกาสรอดออกก็มีแค่สามส่วนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยิ่งเรามีชีวิตรอดได้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสมากขึ้นเท่านั้น”
“คุณรอบคอบดีจริง ๆ” แขนเสื้อปล่อยลง เกาหมิงกำมือซ้ายแน่น แล้วก้าวไปยังทางเดินระหว่างอาคารเอกับอาคารบี
ทางเดินของชั้นอื่น ๆ ถูกปูนปิดตายหมด เหลือเพียงชั้นห้าและชั้นเก้าที่ใช้รั้วกั้นไว้ ด้านบนติดประกาศ และยันต์แปลก ๆ หลายแผ่น
มองผ่านช่องว่างของรั้วเข้าไป ฝั่งอาคารเอดูมืดกว่าชัดเจน
“อย่าเข้าใกล้รั้ว” เซวียนเหวินยืนอยู่ข้างเกาหมิง ส่วนหว่านชิวยิ่งไม่กล้าเข้าใกล้บริเวณนี้
“ตั้งแต่เทศกาลสารถจีนจนถึงตอนนี้ ผ่านมาได้ไม่กี่วัน ก็เริ่มมีสัญญาณว่าเรื่องเล่าผีกำลังจะหลุดการควบคุมแล้ว เราประเมินความโลภและความบ้าคลั่งของมนุษย์ต่ำเกินไป” ความเร็วในการแพร่กระจายของเรื่องเล่าผีเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เกาหมิงยื่นมือคว้ารั้ว เงามืดตรงมุมทางเดินเหมือนถูกดึงดูด เสียงฝีเท้าแผ่ว ๆ ปรากฏขึ้นข้างหูของเขา
“มีคนกำลังวิ่งมา?”
เสียงนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ระยะห่างจากมุมทางเดินก็ใกล้เข้ามาทุกที ทั้งสามคนหันมองไปยังส่วนลึกของทางเดินพร้อมกัน
ข้าวของกระจัดกระจายล้มระเนระนาด เจ้าหน้าที่สอบสวนคนหนึ่งที่เปื้อนเลือดทั้งตัวกำลังหนีตายอย่างบ้าคลั่ง!
บนร่างกายที่ได้สัดส่วนของเขาถูกสลักด้วยอักขระประหลาด แม้ผิวหนังฉีกขาด กระดูกจะหัก แต่การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้รับผลกระทบจากอาการบาดเจ็บพวกนั้นเลย
“ไป๋เซียว!”
รูม่านตาของเกาหมิงหดตัว เขาเตะรั้วอย่างแรง “เตรียมเข้าไป!”
ไป๋เซียวที่กำลังหนีตายในทางเดินเหมือนจะเสียสติ เขามองไม่เห็นเกาหมิงเลย เพียงแต่เมื่อได้ยินชื่อของเขา ความเร็วก็ชะลอลงเล็กน้อย
เกาหมิงถอดรั้วออก เขากับเซวียนเหวินไล่ตามเสียงฝีเท้าไป แต่พอวิ่งเข้าไปในอาคารเอ เสียงฝีเท้ากลับหายไปอย่างสิ้นเชิง
“เมื่อกี้คุณเห็นเจ้าหน้าที่สอบสวนคนนั้นไหม?” เกาหมิงถามเสียงเบา
“เห็น เขาน่าจะติดอยู่ในเหตุผิดปกติ” เซวียนเหวินพยักหน้า “คนนี้อึดมาก สามารถยืนหยัดอยู่ในเหตุผิดปกติได้นานขนาดนี้ ถ้าเป็นเหตุผิดปกติธรรมดา เขาคงรอจนฟ้าสางแล้วหนีออกมาได้ แต่น่าเสียดายที่เขาเจอเรื่องเล่าผีที่ใกล้จะหลุดการควบคุม”
“ทา….ทางนี้!” หว่านชิวตะโกนจากด้านหลัง มือทั้งสองโบกไปมา
เขายังพูดไม่ทันจบ ประตูห้องข้าง ๆ ก็ถูกเปิดออกกะทันหัน แขนที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเส้นหนึ่งคว้าตัวเขา ลากเข้าไปในห้องทันที
เสียงกรีดร้องอัดอั้นดังขึ้นจากหลังประตู
ด้วยสัญชาตญาณเกาหมิงและเซวียนเหวินรีบวิ่งตามเข้าไปทันที
เลือดซึมออกมาตามรอยแง้มของประตู ทั้งสองทุบกุญแจจนพัง แล้วผลักประตูเข้าไปดูด้านใน
หว่านชิวนั่งอยู่ตามลำพังข้างโต๊ะกลมขนาดใหญ่ บนโต๊ะถูกจัดวางด้วยชามทั้งหมดแปดชุด แปดชามเต็มไปด้วยข้าวเย็น และมีตะเกียบไม้ปักอยู่ในแนวตั้งตรงกลางข้าว
“หว่านชิว! ออกมาเร็ว!” เซวียนเหวินส่งสัญญาณให้หว่านชิวออกมา แต่หว่านชิวกลับไม่ขยับเขยื้อน
ผ่านไปไม่กี่วินาที หว่านชิวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยใสกลับขุ่นมัวเล็กน้อย ริมฝีปากที่เม้มแน่นค่อย ๆ ยกขึ้น
เขายิ้มให้เกาหมิงกับเซวียนเหวิน ก่อนจะคว้าชามกับตะเกียบบนโต๊ะขึ้นมา ยัดข้าวเข้าปากตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
ตอนแรกเมล็ดข้าวยังเป็นสีขาว กินไปกินมา ข้าวก็กลายเป็นสีแดง ปากของหว่านชิวเหมือนกำลังมีเลือดไหลออกมา
ภาพที่เห็นนั้นทั้งน่าสะพรึงกลัวและเหนือจริง บ่งบอกถึงฝันร้ายที่ลึกล้ำที่พวกเขาสะดุดเข้าไป