- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 38 กรง
บทที่ 38 กรง
บทที่ 38 กรง
“บนโลกนี้มีอะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีอีกตั้งเยอะ!”
เกาหมิงหยิบธนบัตรออกมาหลายใบ “อีกเดี๋ยวคุณพาเราไปดูห้องของคุณได้ไหม?”
“ก็พอได้อยู่ แต่ห้องฉันค่อนข้างแคบหน่อย” ผู้หญิงวัยกลางคนมองเงิน แล้วก็เหลือบมองหยานฮัว สีหน้าดูลังเลเล็กน้อย
“พวกคุณสองคนอยู่ที่ร้านต่อเถอะ” เกาหมิงให้หยานฮัวกับจูเหมี่ยวเหมี่ยวอยู่ชั้นล่าง เขาเห็นผู้หญิงวัยกลางคนสั่งบะหมี่เกี๊ยว แต่กลับไม่กิน จึงหันไปบอกพนักงานเสิร์ฟอีกครั้ง “โต๊ะนี้ขอเพิ่มบะหมี่อีกสองชาม”
“ไม่ต้อง ๆ” ผู้หญิงวัยกลางคนโบกมือรัว “บ้านฉันไม่กินบะหมี่เกี๊ยว บะหมี่นี่ซื้อกลับไปให้คนอื่น”
เห็นเธอยืนยันหนักแน่น เกาหมิงก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก รอจนเซวียนเหวินมาถึง จากนั้นทั้งสองก็พาหว่านชิว เดินตามผู้หญิงวัยกลางคนออกไป
“เรียกฉันว่าพี่เผิงก็ได้ อพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ยมีทั้งหมดสี่อาคาร เอ บี ซี และ ดี ห้องของฉันอยู่อาคารบี” ผู้หญิงวัยกลางคนอุ้มลูก ในขณะที่บ่นไปด้วย “ระหว่างอาคารจะมีทางเดินเชื่อมถึงกัน เมื่อก่อนแทบไม่ต้องอ้อม จากอาคารเอก็เข้าได้เลย แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว”
“ทำไมล่ะ?”
“ทั้งอาคารเอถูกปิดตายหมดแล้ว ได้ยินว่าผู้อยู่อาศัยไม่กี่ครอบครัวที่เหลือก็ถูกย้ายออกไปหมด ตอนนี้กลายเป็นอาคารร้าง” เธอโยกตัวกล่อมลูกในอ้อมแขน “ถ้าถามฉันนะ คนพวกนั้นบ้ากันไปหมดแล้ว! ผีเผอมีที่ไหนกัน สร้างเรื่องทั้งนั้น! เสียดายห้องดี ๆ ถูก ๆ ทั้งนั้นแทนที่จะเปิดช่วยเหลือคนจน ถึงจะเป็นห้องผีสิง แต่ก็ยังดีกว่านอนอยู่ข้างถนน!”
‘อาคารเอถูกปิดตายแล้ว?’ เกาหมิงนึกถึงข้อมูลที่ได้มา ระบุว่าเหตุผิดปกติเริ่มต้นจากห้องหนึ่งในอาคารเอ
“อาคารเอเดิมทีก็มีคนน้อยอยู่แล้ว เมื่อวานก่อนยังมีคนแปลก ๆ มาที่อาคารบีของพวกเรา บอกให้พวกเรารีบย้ายออก” ผู้หญิงวัยกลางคนอุ้มลูก มืออีกข้างถือถุงบะหมี่ “เฮ้อ ชีวิตนี่มันยากขึ้นทุกวัน ที่สำคัญคือไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันยากเพราะอะไร”
พวกเขาเดินไปตามถนนซื่อสุ่ยที่ทรุดโทรมมานาน เหยียบพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ เลี่ยงอาคารเอที่ถูกปิดตาย แล้วอ้อมเข้าอีกทางหนึ่ง
แค่ยืนอยู่ด้านนอก ยังไม่ทันเข้าไป เกาหมิงก็รู้สึกไม่สบายตัว ร่างกายเหมือนถูกเงาเหนียวหนืดชั้นหนึ่งคลุมทับ อุณหภูมิลดต่ำลงเรื่อย ๆ
หว่านชิวที่เดินตามหลังมา ยกมือขึ้นคว้าชายเสื้อของเกาหมิงกับเซวียนเหวินไว้ หยุดยืนอยู่กับที่ ไม่อยากเดินต่อ
อพาร์ตเมนต์สูงเก้าชั้น ทาสีเหลืองอ่อน ครั้งหนึ่งอาจเคยมีเสียงหัวเราะ แต่ตอนนี้สีอาคารถูกคราบสกปรกหนาทึบปกคลุม ทุกห้องติดตั้งเหล็กดัดกันขโมย ดูราวกับกรงเหล็กที่ขึ้นสนิมทีละกรง
เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไป ทั้งอาคารให้ความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แค่ยืนอยู่ข้างล่างก็รู้สึกหายใจไม่ออกแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการใช้ชีวิตอยู่ข้างใน
“ทำไมพวกเธอไม่เดินต่อ?” ผู้หญิงวัยกลางคนอุ้มลูก เธอดูเหมือนจะคุ้นชินกับที่นี่แล้ว “ในทางเดินมีของวางเกะกะเยอะ ตอนเดินเข้ามาก็ระวังหน่อย”
อพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ยมีขนาดใหญ่มาก เป็นอาคารที่เขตตะวันออกสร้างขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน เพื่อรองรับแรงงานจากต่างถิ่นจำนวนมาก แต่ละชั้นมีทางเดินยาวเหยียด ทั้งสองฝั่งของทางเดินเป็นห้องพักอาศัย
แต่ที่นี่ไม่ได้เป็นแบบหนึ่งห้องต่อหนึ่งครอบครัว เมื่อเข้าไปในห้องหนึ่ง ภายในยังถูกกั้นด้วยแผ่นไม้ เหล็กตาข่าย แบ่งออกเป็นหลายส่วน ห้องเดียวอาจมีผู้อยู่อาศัยถึงสามครอบครัว
แรงงานจากสารทิศมารวมตัวกันในพื้นที่คับแคบอึดอัด วิธีทำงาน วิธีใช้ชีวิต แม้แต่สำเนียงพูดก็แตกต่างกันสิ้นเชิง ด้วยความหลากหลายนี้เอง ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดข้อพิพาทและการปะทะกัน
‘การที่ต้องอยู่ในที่แบบนี้นาน ๆต่อให้สุขภาพจิตดีแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ต้องแย่ลง’ เกาหมิงเดินไปจนสุดทางเดิน เปิดหน้าต่างออก จากตรงนี้สามารถมองเห็นอพาร์ตเมนต์อีกฝั่งหนึ่งได้
เงียบงันไร้ชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง
สายตาเลื่อนผ่านไป ขณะที่เกาหมิงกำลังจะหันกลับ จากหางตาเขาก็เห็นอะไรบางอย่างเข้า
เขาหันศีรษะไปมองทันที ในอพาร์ตเมนต์ฝั่งตรงข้าม เหมือนจะมีครอบครัวสี่คน ยืนเรียงกันอยู่ข้างหน้าต่าง มองเขาด้วยสีหน้าเดียวกัน
เสื้อผ้าที่ทั้งสี่สวมใส่ แตกต่างจากสไตล์ปัจจุบันอย่างมาก และในนั้นมีผู้สูงอายุคนหนึ่ง ริมฝีปากดูเหมือนจะมีเลือดไหลซึมออกมา
“ฝั่งนั้นคืออาคารเอ” ผู้หญิงวัยกลางคนเลี่ยงผ้าที่ตากอยู่เหนือศีรษะ เดินเข้ามา “เมื่อก่อนอาคารเอกับอาคารบีเชื่อมถึงกัน เดินผ่านทางเดินไปได้เลย แต่ตอนนี้…. เห้อ”
เธอชี้ไปยังผนังคอนกรีตมุมหนึ่ง “ตั้งแต่หลายปีก่อน ตรงนั้นเคยเป็นทางเชื่อม แต่ถูกปิดไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้เปิดแค่ชั้นห้ากับเก้าเท่านั้น แต่ตอนนี้ก็มาถูกตำรวจปิดไปอีก เหมือนจะตั้งแนวกั้นไว้ด้วย”
“ชั้นห้า…ชั้นเก้า…” เกาหมิงหันไปมองอาคารเออีกครั้ง ครอบครัวสี่คนนั้นก็หายไปแล้ว
“เธอยืนห่างกำแพงหน่อยก็ดีนะ ฉันได้ยินคนเก่าแก่ในอาคารเล่าว่า เมื่อก่อนมีฆาตกรฆ่าคนแล้วเอาศพไปซ่อนไว้ในกำแพง บางทีตรงที่เธอสัมผัสอยู่ตอนนี้ อาจจะมีใบหน้าของศพถูกโบกฝังไว้” ผู้หญิงวัยกลางคนส่งสัญญาณให้เกาหมิงเดินตามมา “ในอาคารมีบันไดสองฝั่งซ้ายขวา ลิฟต์เลิกใช้มาหลายปีแล้ว ส่วนตอนกลางคืนพวกเธอไม่ควรใช่บันได้ฝั่งซ้าย ผู้เช่าหลายคนขี้เกียจเดินไปที่ห้องน้ำสาธารณะ เลยใช้ทางขึ้นลงฝั่งนั้นเป็นห้องน้ำในตอนกลางคืน”
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นห้า ผู้หญิงวัยกลางคนจงใจเดินให้เกิดเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ราวกับกำลังบอก “ใครบางคน” ว่าเธอกลับมาแล้ว
เธอวางเด็กลง ค้นหากุญแจอยู่นาน ก่อนจะค่อย ๆ เปิดประตูเหล็กกันขโมยที่ทาด้วยสีแดงสด
“เชิญ ๆ”
มองเข้าไปในห้อง เกาหมิงก็เข้าใจทันทีว่าทำไมผู้หญิงวัยกลางคนถึงไม่ให้หยานฮัวขึ้นมาด้วย ห้องขนาดกว่าสามสิบตารางเมตรถูกยัดแน่นไปด้วยข้าวของสารพัด
รองเท้าของผู้ใหญ่และเด็กกองซ้อนกันสูง ตู้ที่วางชิดผนังถูกถอดบานออก ภายในอัดแน่นด้วยของต่าง ๆ ทั้งหม้อหุงข้าว สมุดแบบฝึกหัด กระเป๋านักเรียน และของจิปาถะจำนวนมากที่ห่อด้วยถุงพลาสติกจากซูเปอร์มาร์เก็ต
ตรงข้ามตู้เป็นเตียงเหล็กสองชั้น เสื้อผ้าถูกยัดไว้ที่ปลายเตียง เครื่องนอนกองซ้อนกัน มีคราบสีเหลืองน้ำตาลกระจายอยู่ด้านบน
ระยะห่างระหว่างเตียงกับตู้ แคบจนผู้ใหญ่ต้องเบี่ยงตัวถึงจะเดินผ่านได้ ตรงปลายเตียงกับมุมตู้ยังถูกยัดด้วยตุ๊กตาผ้าตัวใหญ่ยักษ์อีกหนึ่งตัว
พอเห็นแม่กลับมา เตียงเหล็กก็สั่นไหว เด็กเล็กสองคนอายุราวสี่ห้าขวบโผล่ศีรษะออกมาจากชั้นสองของเตียง พวกเขาดูขี้อาย ไม่กล้าลงมา
“อย่าเพิ่งเล่น บ้านเรามีแขก” ผู้หญิงวัยกลางคนเทบะหมี่เกี๊ยวใส่ชาม แต่แปลกตรงที่เธอไม่กินเอง และก็ไม่ให้เด็ก ๆ กิน เพียงวางชามไว้บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วลากเก้าอี้มาวางกลางห้อง
เด็ก ๆ มองบะหมี่เกี๊ยวด้วยความหิว แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร
“นั่งตามสบาย” ผู้หญิงวัยกลางคนพูดจบ ก็เดินเข้าไปอีกห้องหนึ่ง
ห้องด้านนอกใช้กินข้าวและนอน ส่วนห้องเล็กด้านในสภาพแย่ยิ่งกว่า ข้างโถส้วมคือเตาและอ่างล้างมือ ครัวกับห้องน้ำถูกใช้ร่วมกัน
น้ำมันพืช ขวดเครื่องปรุงสกปรก ๆ หลายชนิด วางปะปนกับแชมพูขวดใหญ่และผงซักฟอกราคาถูกบนชั้นเดียวกัน ตรงท่อระบายน้ำของกระเบื้องพื้นอัดแน่นไปด้วยเศษผมสีเหลือง ใบผักเน่า และคราบน้ำมัน
“ไที่นี่ไม่มีที่ให้นั่งใช่ไหม?” เกาหมิงขยับเท้าเข้าไป ผู้หญิงวัยกลางคนเตะของเล่นเด็กบนพื้นออก เปิดทางให้พวกเขาเข้าไปได้อย่างฝืน ๆ
“มองทั้งเขตตะวันออก นอกจากอพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ย แล้ว คงไม่มีห้องเช่าที่ไหนคุ้มค่าเท่าที่นี่อีกแล้ว”
“ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องความคุ้มค่า” เกาหมิงสังเกตเห็นว่าหว่านชิวมีอาการผิดปกติ นักเรียนมัธยมคนนั้นตัวสั่นเล็กน้อย “คุณบอกว่าห้องนี้เป็นห้องผีสิง ก่อนหน้านี้เคยเกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
ผู้หญิงวัยกลางคนไม่กลัวว่าจะทำให้ลูกตกใจ พูดออกมาตรง ๆ “มีผู้ชายคนหนึ่งผูกคอตาย ก่อนตายยังพาลูกสองคนของตัวเองไปด้วย”
ได้ยินแบบนั้น เกาหมิงยังรู้สึกอึดอัดใจ แต่ผู้หญิงวัยกลางคนกับเด็กสองคนบนเตียงเหล็กกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
“อพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ยมีห้องผีสิงเยอะ แต่ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ดี เพราะราคาถูก” ผู้หญิงวัยกลางคนมีเหตุผลของตัวเอง “จริง ๆ แล้วอยู่ข้างห้องผีสิงต่างหากที่ทรมานกว่า ทั้งแพง แถมถ้ามีผีจริง ๆ ก็คงโดนหลอกไปด้วยอยู่ดี”
ขณะพูดประโยคนี้ ดวงตาของเธอเหลือบไปทางซ้าย ริมฝีปากเบ้เล็กน้อย เธอเผลอมองไปที่ตุ๊กตาผ้าที่มุมห้องโดยไม่รู้ตัว
จากสีหน้า เกาหมิงมองออกว่าเธอกำลังปกปิดบางอย่าง
ไม่ใช่ว่าเธอไม่กลัวความตาย แต่เธอรู้ว่าผีจะไม่ทําร้ายเธอ
“ไป…ไปเถอะ…” หว่านชิวที่ไม่ค่อยพูด ดึงชายเสื้อของเกาหมิง ใช้แรงทั้งหมดพยายามลากเขาออกไป
ปฏิกิริยาของเซวียนเหวินก็แปลกไปเล็กน้อย เธอตบไหล่เกาหมิงเบา ๆ แล้วเดินออกไปเงียบ ๆ ใบหน้าไร้รอยยิ้มโดยสิ้นเชิง
“จะไปแล้วเหรอ? พวกเธอจ่ายเงินแล้วนะ ไม่อยู่ต่ออีกหน่อยล่ะ?” ผู้หญิงวัยกลางคนถาม น้ําเสียงของเธอแต่งแต้มด้วยความประหลาดใจ เธอยืนอยู่ที่ทางเข้าประตู ใช้ร่างกายของเธอบังส่วนที่ยังเปิดอยู่ไว้
“พวกเราจะไปดูที่อื่นก่อน” เกาหมิงกล่าวลา ขณะที่สายตาเลื่อนออกไป ในชั่วพริบตานั้น เขาเห็นด้านหลังผู้หญิงวัยกลางคน มีตุ๊กตาผ้าขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง กำลังคลานอยู่บนพื้นสกปรก