เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 ผีร้ายจะน่ากลัวเท่าความจนได้อย่างไร

บทที่ 37 ผีร้ายจะน่ากลัวเท่าความจนได้อย่างไร

บทที่ 37 ผีร้ายจะน่ากลัวเท่าความจนได้อย่างไร


‘เมื่อเหตุการณ์ผิดปกติเข้าสู่ระดับสี่ ความเสี่ยงในการหลุดการควบคุมจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ต้องหยุดมันให้ได้ก่อนที่มันจะเติบโต’

เวลาเร่งด่วน เกาหมิงเตรียมใช้ช่วงกลางวันไปสำรวจถนนซื่อสุ่ย เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ให้ชัดเจน

“สิบเจ็ด หว่านชิว ตามผมมา” เกาหมิงหยิบกระเป๋าที่บรรจุรูปถ่ายขาวดำขึ้นมา “เหมี่ยวเหมี่ยว คุณอยู่ที่สำนักงานก่อน ถ้ามีอะไร โทรหาผม”

“ฉันไปกับพวกคุณด้วย” จูเหมี่ยวเหมี่ยวลุกขึ้นยืน “ฉันจะไม่ถ่วงพวกคุณแน่นอน”

“มันไม่ใช่เรื่องถ่วงหรือไม่ถ่วง” เกาหมิงเดินเข้าไปหาเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงครึ่งก้าว “แต่มันเป็นเรื่องของความไว้ใจ ผมสามารถเชื่อใจคุณได้อย่างเต็มที่ไหม? ถ้าคำสั่งของผมขัดแย้งกับคำสั่งของสำนักงาน คุณจะฟังใคร?”

จูเหมี่ยวเหมี่ยวไม่คิดว่าเกาหมิงจะถามแบบนี้ ในฐานะเจ้าหน้าที่ดับเพลิง การเชื่อฟังคือหน้าที่ คือกฎระเบียบและมาตรฐาน

“ก่อนที่คุณจะตัดสินใจ…”

“คุณช่วยชีวิตฉัน ฉันจะฟังคุณ” จูเหมี่ยวเหมี่ยวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เสียงของเธอเต็มไปด้วยความเชื่อมัน

เกาหมิงยิ้มเล็กน้อย “งั้นไปหยิบขวานมา”

สมาชิกทั้งหมดของหน่วยที่หนึ่งรวมตัวกันที่ประตูหลังของสำนักงานสอบสวน ไม่มีใครสนใจหรือถามอะไรพวกเขา ทุกคนในสำนักงานต่างรู้สถานการณ์ของหน่วยที่หนึ่งดี บางคนรู้สึกสะใจ บางคนเห็นใจ บางคนโยงเข้ากับตัวเองแล้วก็ถอนหายใจ ตั้งแต่เหตุผิดปกติเกิดขึ้นในเมืองหานไห่ สำนักงานสอบสวนก็ตกอยู่ในสภาพตั้งรับมาตลอด ทุกคนโหยหาความหวัง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ระหว่างที่รถมุ่งหน้าไปเขตตะวันออก หยานฮัวและหว่านชิวนั่งอ่านข้อมูลในวงแหวนสีดำที่เบาะหลัง

หยานฮัวภายนอกแม้จะดูดุร้ายน่ากลัว แต่กับหว่านชิวที่มีวัยเด็กอันโหดร้ายเช่นเดียวกัน เขากลับมีความอดทนมาก ความแข็งแกร่งของเขาไม่เคยสะท้อนผ่านผู้ที่อ่อนแอกว่า

เกาหมิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โดยไม่ต้องเปิดรายชื่อ ก็พิมพ์หมายเลขหนึ่งลงไปทันที

สัญญาณรอสายดังเพียงสองครั้งก็มีคนรับ เสียงผู้หญิงที่อ่อนโยนดังมาจากปลายสาย “ต้องการให้ฉันไปไหม?”

เกาหมิงยังไม่ทันได้พูด เซวียนเหวินก็เหมือนจะเดาออกแล้วว่าเขาจะพูดอะไร

“ถนนซื่อสุ่ย เขตตะวันออก คืนนี้เราจะมีงานใหญ่ คุณช่วยแวะมาสำรวจพื้นที่ล่วงหน้ากับผมได้ไหม?”

“ไม่ใช่ว่าคุณเข้าร่วมสำนักงานสอบสวนแล้วเหรอ ทำไมถึงพูดจาเหมือนแก๊งโจร?” เซวียนเหวินน่าจะยังทำงานอยู่ เสียงแป้นพิมพ์ดังรัวไม่หยุดจากโทรศัพท์

“มีคนกำลังป้อนอาหาร ตอนนี้มันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่หยุด อาจหลุดการควบคุมได้” เกาหมิงอยู่บนรถของสำนักงานสอบสวน ไม่สะดวกพูดออกมาตรง ๆ “เจอกันในอีกสองชั่วโมง คืนคุณจะได้ทานอาหารมื้อใหญ่”

“ตกลง แต่ฉันมีคำถามจะถามคุณอีกเรื่อง” เสียงแป้นพิมพ์ฝั่งเซวียนเหวินหยุดลงกะทันหัน น้ำเสียงของเธอฟังดูนุ่มนวลยิ่งขึ้น

“คำถามอะไร?”

“ทำไมคุณถึงวิดีโอคอลหาเว่ยต้าโย่ว แต่กับฉันคุณถึงแค่โทรมาแต่เสียง? ฉันดูไม่ดีเท่าเขาเหรอ หรือคุณไม่อยากเห็นหน้าฉัน? หรือคุณคิดว่าเราเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน?”

“……” เกาหมิงเอามือปิดโทรศัพท์ กวาดตามองไปรอบ ๆ จูเหมี่ยวเหมี่ยวกำลังขับรถอย่างตั้งใจ หยานฮัวกับหว่านชิวกำลังอ่านข้อมูลในวงแหวนสีดำ ทุกคนดูเหมือนทำอย่างอื่นอยู่ แต่ลำตัวกลับเอียงมาทางเขาเล็กน้อย “เรายังต้องค่อย ๆ ทำความรู้จักกันไป”

“ฉันถูกมัดมือมัดเท้าอยู่ คุณนั่งอยู่ข้าง ๆ ดื่มชานมไปสองแก้ว นี่คือท่าทีของคนที่อยากทำความรู้จักเหรอ?”

“แล้วค่อยคุยกัน” เกาหมิงวางสาย แล้วหันมองออกไปนอกหน้าต่างรถ

ในเวลาเดียวกัน ภายในสำนักงานสตูดิโอเกมเย่เติง เซวียนเหวินมองหน้าจอโทรศัพท์ ถอดหูฟังออกอย่างแผ่วเบา มุมปากมีรอยยิ้มบาง ๆ ที่แทบมองไม่เห็น

เธออยากสลัดพันธนาการทั้งหมด กลายเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจริง ๆ แล้วไปสัมผัสทุกอย่างในฐานะมนุษย์ ทั้งอิสรภาพ ศักดิ์ศรี และความรัก

….

เวลาเก้าโมงเช้า ร้านบะหมี่เกี๊ยวหยุนถุนเหมยหลิง ถนนซื่อสุ่ย

เกาหมิงและพวกใช้เวลาพอสมควรกว่าจะหาที่จอดรถได้ ตั้งใจจะแวะกินข้าวที่นี่ก่อน แต่ทันทีที่ลงจากรถ ก็ถูกชายชราสกปรกมอมแมมคนหนึ่งเข้ามาขวางทาง

“ฉันเห็นแล้ว! พวกแกจะตาย พวกแกทุกคนจะตาย! คืนนี้! คืนนี้แหละ!”

ชายชราตะโกนเสียงดังท่าทางเกินจริง เขาสวมเสื้อกันหนาวเก่า ๆ ตัวหนึ่ง ที่เท้าสวมรองเท้าคนละคู่ ฟันหน้าหายไปหนึ่งซี่ ทำให้เวลาพูดจะมีลมรั่วออกมา

“ลุงเห็นอะไร?” เกาหมิงหยุดฝีเท้า คืนนี้พวกเขาก็ต้องไปทำเรื่องที่อันตรายจริง ๆ

“แก! แก! แล้วก็แก!” ชายชราชี้ไปทีละคน “คืนนี้พวกแกจะเจอเคราะห์ใหญ่! ถ้าอยากรอด ต้องเอากระดาษยันต์พวกนี้ไปแปะไว้ที่หัวเตียง!”

เขาเปิดเสื้อกันหนาวออก หยิบกระดาษยันต์เก่า ๆ ปึกหนึ่งออกมา ยันต์พวกนั้นดูผ่านกาลเวลามานานแล้ว

“ขอตรวจของก่อนได้ไหม?” เกาหมิงพาชายชราไปที่ข้างรถ เขานำยันต์ทั้งหมดให้หว่านชิวดู หว่านชิวไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ

“เป็นไงล่ะ? จะซื้อสักหน่อยไหม!” น้ำเสียงของชายชราฟังแปลก ๆ ดูคล้ายคนเสียสติ

“ไม่ครับ” เกาหมิงคว้าขวานดับเพลิงขึ้นมา “ผมเชื่อสิ่งนี้มากกว่า”

ชายชราสะดุ้งตกใจ หันหลังแล้ววิ่งหนีไปทันที

“คุณเอาขวานของฉันไปขู่คนอีกแล้วนะ” จูเหมี่ยวเหมี่ยวเอาขวานดับเพลิงยัดไว้ใต้เบาะ “คุณไม่มีอาวุธเป็นของตัวเองหรือไง?”

ทั้งสี่คนเข้าไปในร้านบะหมี่เกี๊ยวหยุนถุนเหมยหลิง ยังไม่ทันสั่งอาหาร พนักงานเสิร์ฟก็เอาเกลือมาสาดใส่รองเท้าของพวกเขา

หลังจากสาดเสร็จ เธอก็รีบโค้งขอโทษทันที ท่าทางสุภาพเกินเหตุจนเกาหมิงงงไปหมด “คุณเอาเกลือมาสาดใส่พวกเราทำไม?”

“พวกเธอเพิ่งเจอตาแก่บ้ามาเมื่อกี้ใช่ไหม เขาสกปรก!” พนักงานเสิร์ฟหญิงอายุราวสี่สิบกว่า หน้าตาดูใจดี

“สกปรกก็ต้องพ่นแอลกอฮอล์ไม่ใช่เหรอ เกลือจะช่วยอะไร?”

“ไม่ใช่ไม่แบบนั้น!” พนักงานเสิร์ฟเชิญพวกเขานั่งก่อนค่อยพูดต่อ “ตาแก่นั่นแซ่อู๋ ชื่อจริงไม่มีใครรู้ ทุกคนเรียกเขาว่าอู๋ป๋อ เขาอยู่ชั้นที่ผีดุที่สุดของอพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ย”

ป้าพูดด้วยเสียงเบาลงอย่างลึกลับ “พวกเธอสังเกตไหมว่าเขาใส่เสื้อกันหนาวตลอด แถมยังซ่อนยันต์ไว้เต็มตัว?”

“อากาศแบบนี้ยังใส่เสื้อหนาขนาดนั้น ดูก็รู้แล้วว่าแปลกจิรง ๆ” เกาหมิงเปิดเมนู

“ในอพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ยมีห้องผีสิงเยอะมาก ผู้อยู่อาศัยใหม่เพื่อความสบายใจ จะเอายันต์มาติดไว้ตามทางเดินและหน้าห้อง ยันต์ที่อู๋ป๋อซ่อนไว้พวกนั้น เขามีกจะฉีกมาจากหน้าประตูห้องพวกนั้น เขาชอบเข้าออกที่นั่น เลยรู้สึกหนาวตลอด ไม่งั้นจะใส่เสื้อหนาขนาดนั้นทำไม? พวกเรายังสงสัยกันว่าเขาอาจจะมีผีคอยตามมา!” ป้าเล่าอย่างออกรส

“ไปฉีกยันต์หน้าห้องของคนอื่น ชายแก่คนนั้นก็ช่างขาดจริยธรรมจริง ๆ” เกาหมิงรินน้ำชา เริ่มสั่งอาหาร

“อพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ยเป็นอาคารผีชื่อดังของเขตตะวันออก ทุกปีจะมีคดีสยองเกิดขึ้น จำนวนห้องผีสิงก็เพิ่มขึ้นไม่หยุด แต่ที่นี่เหมือนจะมีพลังบางอย่าง ดึงดูดให้คนเข้ามาอยู่ตลอด” จูเหมี่ยวเหมี่ยวกลัวว่าหว่านชิวจะไปโดนยันต์เมื่อกี้ จึงหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดมือให้

“พลังวิเศษที่ว่าก็คือค่าเช่าที่ถูกที่สุดในเขตตะวันออกนั่นแหละ ผีร้ายจะน่ากลัวเท่าความจนได้ยังไง!” ผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ และพาเด็กมาด้วย พูดแทรกขึ้นมา “ฉันก็อยู่ที่อพาร์ตเมนต์ถนนซื่อสุ่ยนี่แหละ อยู่จนชินแล้ว เรื่องผีสางก็แค่ข่าวลือในอินเทอร์เน็ตทั้งนั้น”

“คุณอยู่ที่อพาร์ตเมนต์นั่นจริง ๆ เหรอ?”

“ใช่สิ ห้องที่ฉันอยู่ก็เป็นห้องผีสิงด้วย แล้วมันจะยังไงล่ะ? ลูกฉันตั้งหลายคน ยังวิ่งเล่นอยู่ในบ้านสบายดี ไม่เห็นจะป่วยหรือมีเคราะห์อะไร” ผู้หญิงคนนั้นเอาตะเกียบจุ่มน้ำ เขียนคำนวณบนโต๊ะให้เกาหมิงดู “ห้องผีสิงมีเฟอร์นิเจอร์ครบ เจ้าของเดิมไม่เอา ก็ประหยัดเงินไปก้อนแรกแล้ว เทียบกับห้องอื่นในชั้นเดียวกัน ห้องที่มีผีสิงยังถูกกว่าหลายหมื่น แถมอยู่ห้องแบบนี้ ก็ไม่ต้องไปกังวลเกี่ยวกับเพื่อนบ้านแย่ ๆ พวกนั้นอีก”

“คุณไม่กลัวเลยเหรอ?” จูเหมี่ยวเหมี่ยวถามด้วยความอยากรู้ล้วน ๆ ไม่ได้ดูหมิ่น

“กลัว?” ผู้หญิงวัยกลางคนทำหน้าดูแคลน “ตายฉันยังไม่กลัว แล้วจะมีอะไรให้กลัวอีก?”

จบบทที่ บทที่ 37 ผีร้ายจะน่ากลัวเท่าความจนได้อย่างไร

คัดลอกลิงก์แล้ว