- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 34 เขียนชะตาใหม่
บทที่ 34 เขียนชะตาใหม่
บทที่ 34 เขียนชะตาใหม่
ทุกคนที่เคยได้ติดต่อกับหว่านชิว ครั้งแรกมักจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนหน้าตาดีแต่ดูซื่อบื้อ
แต่ความจริงแล้ว หว่านชิวไม่ได้โง่เลย ตรงกันข้าม เขาฉลาดกว่าคนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ
เพียงแค่เพราะประสบการณ์อันโหดร้ายในวัยเด็ก ทำให้เขาปิดกั้นตัวเองอย่างสิ้นเชิง
ในเกม หว่านชิวถูกฆาตกรวิปริตรับไปเลี้ยง อีกฝ่ายใช้วิธีการอันโหดเหี้ยมหลากหลายรูปแบบ ปลดปล่อยสัตว์ประหลาดที่บิดเบี้ยวและน่าสะพรึงกลัวออกมา
แต่ตอนนี้ เกาหมิงตัดสินใจจะเปลี่ยนตอนจบนี้ เขาจะเป็นคนเขียนชีวิตของหว่านชิวขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง
‘โลกเงามืดเขียนชีวิตของหว่านชิวเอาไว้ตามบทที่เรากำหนด หากอยากจะแก้ไขชะตากรรมของเด็กคนนี้ เกรงว่าจะต้องเดินบนเส้นทางเดียวกับเซวียนเหวิน นั่นคือการเผชิญหน้ากับโลกแห่งเงา’
เกาหมิงหันไปมองหว่านชิว เด็กมัธยมปลายร่างผอมบางคนนี้ใช้สองมือเกาะกระจกหน้าต่างรถ จ้องมองแสงนีออนนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย ราวกับกำลังมองหาบ้านที่เขาไม่เคยมี ในเมืองที่พลุกพล่านและไม่คุ้นเคยแห่งนี้
จูเหมี่ยวเหมี่ยวที่เป็นคนขับก็เห็นภาพนั้นผ่านกระจกมองหลังเช่นกัน ด้วยความเห็นอกเห็นใจ เธอพร้อมที่จะพาหว่านชิวกลับบ้านของเธอเองหากศูนย์ไม่อนุญาตให้เขาอยู่ ส่วนตัวเธอจะไปพักที่ห้องเวรของสำนักงานสอบสวนแทน
แสงอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ ลับขอบฟ้า เกาหมิงแวะไปยังสถานที่อื่ออีกหลายแห่งตามข้อมูลที่ได้มา แต่กลับไม่พบอาชญากรคนอื่นอีกเลย
เพราะยังต้องพาเจ้าหน้าที่ใหม่ออกงาน เกาหมิงจึงไม่ได้อยู่ในตัวเมืองนานนัก เขากับจูเหมี่ยวเหมี่ยวกลับมาถึงสำนักงานสอบสวนลี่ซานก่อนฟ้ามืด
“ผมไม่มีประสบการณ์ในการพาเจ้าหน้าที่ใหม่เลย เดี๋ยวผมขอฟากคุณเรื่องนี้ด้วย” เกาหมิงโยนภาระนี้ให้จูเหมี่ยวเหมี่ยว
“อย่าเลย ฉันเองก็ยังเป็นมือใหม่อยู่เหมือนกัน!” จูเหมี่ยวเหมี่ยวยังไม่มีวงแหวนสีดำด้วยซ้ำ เธอจึงดูร้อนใจอยู่เล็กน้อย “หรือรอให้หัวหน้ากลุ่มไป๋กลับมาก่อนดีไหม”
“ก็ดีเหมือนกัน”
แต่พอทั้งสองเข้าไปในสำนักงานของหน่วยที่หนึ่ง ก็พบว่าความกังวลของพวกเขานั้นเกินความจำเป็นไปมาก
เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ใหม่เข้ามาแม้แต่คนเดียว มีเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนของสำนักงานสอบสวน ที่ยืนรอพวกเขาอยู่ด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“เจ้าหน้าที่ใหม่ล่ะ?” เกาหมิงให้หว่านชิวไปหาที่ว่างนั่งเอง จากนั้นก็เดินไปหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน
“ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวออกไป บอกว่าหน่วยสอบสวนที่หนึ่งของคุณมีอัตราการเสียชีวิตจากการออกปฏิบัติหน้าที่ถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนอัตราการตายของเจ้าหน้าที่ใหม่สูงถึงร้อยเปอร์เซ็นต์” เจ้าหน้าที่พูดพลางยื่นเอกสารในมือออกไปอย่างเก้อเขิน
“พูดจาเหลวไหล” เกาหมิงชี้ไปที่จูเหมี่ยวเหมี่ยว “แล้วที่ยืนอยู่ตรงนี้ล่ะ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ก็แค่หายตัวไป ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นหรือตาย”
“ที่ผมจะสื่อ…. คือไม่มีเจ้าหน้าที่ใหม่คนไหนเต็มใจทีจะเข้าร่วมหน่วยที่หนึ่งแล้ว” เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนยิ้มขื่น ๆ พร้อมยกเอกสารในมือขึ้น “สมาชิกสองคนที่เดิมทีวางแผนจะเข้าร่วมหน่วยที่หนึ่ง ก็เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย ยื่นเรื่องขอย้ายไปยังหน่วยที่สองและสาม เนื่องจากลักษณะพิเศษของงาน ทางสำนักงานสอบสวนเองก็ไม่สะดวกที่จะบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนการตัดสินใจเช่นกัน”
“รอหัวหน้าไป๋กลับมาแล้วค่อยรายงานเขาเถอะ” เกาหมิงไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ สำหรับเขา เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาอะไร ก็นับว่าสะดวกดีสำหรับเขาเช่นกัน
“งั้นพวกคุณช่วยเซ็นยืนยันก่อนได้ไหมครับ?” เกาหมิงทำทีเหมือนไม่ได้ยิน เขานั่งลงข้างหว่านชิว ส่วนจูเหมี่ยวเหมี่ยวก็ก้มหน้าเช็ดขวานดับเพลิงอย่างตั้งใจ ราวกับนักฆ่าเลือดเย็นที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนถอนหายใจเบา ๆ อย่างจนปัญญา สุดท้ายก็ทำได้เพียงไปขอคำสั่งจากผู้อำนวยการเฉินอวิ๋นเทียน
จากบทสนทนาเรียบง่าย เกาหมิงก็พอจะเข้าใจสภาพของหว่านชิวได้คร่าว ๆ เด็กคนนี้ปิดกั้นตัวเองอย่างสมบูรณ์ หากอยากปลดปล่อยศักยภาพอันน่าทึ่งและความสามารถพิเศษของเขาออกมา ก็จำเป็นต้องทำลายกลไกป้องกันตัวเองในจิตใจของเขา
ในเกมกำเนิดคนวิปริต ใช้การทรมานและการกดดัน แต่เกาหมิงเตรียมจะลองใช้วิธีอื่นดู
‘แต่ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ก็ใช้ชีวิตธรรมดา เป็นคนธรรมดาไปแบบนี้ ก็ดีเหมือนกัน’ ในฐานะผู้ออกแบบเกม ไม่มีใครจะเข้าใจความน่าสงสารของหว่านชิวได้ดีไปกว่าเกาหมิงอีกแล้ว
ค่ำคืนมาเยือน เกาหมิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาวิดีโอคอลหาเว่ยต้าโย่ว ภายในสตูดิโอเกมเย่เติงยังคงสว่างไสว ทุกคนกำลังทำงานล่วงเวลากันอย่างคึกคัก
“ต้าโย่ว ในสตูดิโอไม่มีอะไรผิดปกติใช่ไหม?” เกาหมิงตรวจดูภายในสตูดิโอผ่านวิดีโอคอลจากโทรศัพท์อย่างละเอียด พวกเขาไม่รู้เลยว่า ข้างกายของพวกเขามี “ยมทูต” ซ่อนตัวอยู่
“ความคืบหน้าเกมของพวกเราเร็วมาก! วันนี้นักลงทุนอย่างประธานจ้าวก็มา ‘ตรวจงาน’ ด้วย ถึงในอินเทอร์เน็ตจะมีคนจำนวนมากบอกว่าเขาโง่ แต่มีแค่พวกเราคนในเท่านั้นที่รู้ดีว่า ประธานจ้าวมี ‘สายตาเฉียบคม’ แค่ไหน!” เว่ยต้าโย่วอารมณ์ดีมาก เขากลับมาพบความสนุกในการทำเกมอีกครั้ง พูดคุยกับเกาหมิงอย่างออกรสออกชาติ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า เซวียนเหวินยืนอยู่ด้านหลังของเขาอย่างเงียบเชียบ
สีหน้าของเกาหมิงก็ดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย “สวัสดีตอนเย็น เซวียนเหวิน งานเป็นยังไงบ้าง?”
เซวียนเหวินก้มตัวลง มองหน้าจอโทรศัพท์ คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย “โอ้โห พวกคุณวิดีโอคอลหากันด้วยเหรอ?”
“ต้าโย่ว เอาโทรศัพท์ให้เซวียนเหวินหน่อย ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอ” เกาหมิงกระแอมเบา ๆ
“เข้าใจแล้ว ๆ” เว่ยต้าโย่วยิ้มอย่างมีเลศนัยไปทางเกาหมิง ก่อนส่งมือถือให้เซวียนเหวิน แล้วเดินออกไปเล่นกับแมวทันที
“ร่างกายดีขึ้นบ้างไหม?” เกาหมิงมองเซวียนเหวินที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ในบรรดาอาชญากรในเกมทั้งหมด สถานการณ์ของเซวียนเหวินถือว่าพิเศษที่สุด เพราะในคืนนั้นเธอก็เข้าไปในอุโมงค์ด้วยเช่นกัน
“ตอนนี้ฉันเริ่มชินกับเสียงในหัวแล้ว และยังสามารถลิ้มรสชาติของอารมณ์ได้อีกด้วย” ภายในแววตาลึก ๆ ของเซวียนเหวิน ภาพใบหน้าที่แตกสลายมากมายปรากฏวูบไหว “ฉันมีลางสังหรณ์ว่า เมื่อฉันได้สะสมอารมณ์ที่แตกต่างกันครบหนึ่งแสนรูปแบบ ทุกอย่างจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ”
“งั้นก็คงอีกไม่นานแล้ว”
“หนึ่งแสนเป็นแค่จุดเริ่มต้น ไม่ว่าจะยังไง ฉันก็จะทำเกมของพวกเราต่อไป ไม่ว่าจะต้องจ่ายราคาแพงแค่ไหน ฉันก็จะทำให้ผู้คนรู้จักมันมากขึ้น!” เสียงของเซวียนเหวินอ่อนโยน แต่แววตากลับน่ากลัว “ถ้าคนทั้งเมืองรู้จักเรื่องราวของพวกเรา แบบนั้นพวกเราจะสามารถหลุดพ้นจากความตายในเชิงกายภาพ และมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของพวกเขาตลอดไปได้หรือเปล่า?”
“คุณลองดูก็ได้ แต่ต้องระวังผู้เล่นเกมคนอื่น ๆ ด้วย เมื่อเหตุผิดปกติเพิ่มมากขึ้น ต้องมีคนอื่นได้รูปถ่ายขาวดำแน่นอน ถ้าพวกเขาเล่นเกมนั้น ก็น่าจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของคุณ ตอนนั้นคุณอยู่ในที่สว่าง พวกเขาอยู่ในที่มืด อาจจะเล็งเป้ามาที่คุณได้” เกาหมิงกับเซวียนเหวินตอนนี้เป็นพันธมิตรกัน เขาเองก็ไม่อยากให้เธอตกอยู่ในอันตราย
“ไม่ต้องห่วง” เซวียนเหวินยิ้มบาง ๆ ก่อนจะลดเสียงต่ำลง “จากการอยู่ด้วยกันสองวันนี้ ฉันพบว่าที่นี่น่าสนใจมาก ถ้าผู้เล่นพวกนั้นกล้าเข้ามา มีความเป็นไปได้สูงว่าพวกเขาจะไม่มีวันได้กลับออกไปอีก”
ภายในสตูดิโอเกมเย่เติง นอกจากเซวียนเหวินกับ “ยมทูต” ที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตาแล้ว ดูเหมือนจะยังมีบางอย่างซ่อนอยู่อีก
แต่เซวียนเหวินไม่ได้พูดออกมา ดูเหมือนจะไม่สะดวกนัก
ในจังหวะนั้นเอง เว่ยต้าโย่วที่จับฟาฉายได้ก็กลับเข้ามา แมวอ้วนตัวนั้นพอเห็นเกาหมิงบนหน้าจอ ก็สะบัดตัวหลุดจากมือเว่ยต้าโย่ว กระโจนเข้าใส่หน้าจอทันที อุ้งเท้าเล็ก ๆ เกาะหน้าจอไว้ เหมือนพยายามจะมุดเข้าไปหาเกาหมิง
“ดูสิ ฟาฉายชอบนายขนาดไหน” เว่ยต้าโย่วจับขาหลังของฟาฉาย ลากมันออกไปด้านข้าง
ฟาฉายร้องแหลมใส่เกาหมิง ราวกับกำลังตะโกนว่า เกาหมิง พาฉันไปด้วยนะ!
จากปฏิกิริยาที่ผิดปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ ของฟาฉาย เกาหมิงก็ยิ่งรู้สึกว่า เซวียนเหวินน่าจะค้นพบบางอย่างจริง ๆ
ท่ามกลางเสียงเหมียว ๆ ของฟาฉาย เกาหมิงตัดสายไป เขาไม่ได้กลายเป็นอัศวินผู้ช่วยชีวิตแมว เพียงแต่กำลังคิดถึงคำถามหนึ่ง
‘แผนการออกแบบเกมก่อนหน้านี้ของเราทั้งหมดเก็บไว้ที่สตูดิโอเกมเย่เติง หรือว่าเกมบางส่วน…เริ่มพัฒนาไปในรูปแบบที่คาดไม่ถึงแล้ว?’
ในขณะที่เขากำลังหลงทางอยู่ในความคิดก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งสวมวงแหวนสีดำ เดินเข้ามาภายในห้อง
“มีแค่พวกคุณสองคนเหรอ?” ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เขามีใบหน้ายาวเป็นเอกลักษณ์ อารมณ์ไม่ดีเอาเสียเลย “ฉัน ม่าเหลียน หัวหน้าหน่วยสอบสวนที่สอง นี่คือหัวหน้าหน่วยสอบสวนที่สาม เฉินปิง ผู้อำนวยการพิจารณาแล้วว่า กำลังหลักของหน่วยที่หนึ่งถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ภายนอก เจ้าหน้าที่ใหม่ก็หายไปหมด ดังนั้นงานตรวจการณ์ยามค่ำคืนนี้ จะให้เราสองคนรับผิดชอบแทน ส่วนพวกคุณแค่ตามมาช่วยสนับสนุนก็พอ”
จูเหมี่ยวเหมี่ยวลุกขึ้นยืนตอบรับอย่างรู้หน้าที่ แต่เกาหมิงกลับส่ายหน้า “คืนนี้ผมต้องอยู่เฝ้าที่อาคารหมายเลขสี่ ถนนหมินหลง เหตุผิดปกติยังไม่ถูกจัดการอย่างสมบูรณ์”
ม่าเหลียนไม่คิดว่าเกาหมิงจะปฏิเสธ เขาทำหน้าเคร่ง พูดกับเกาหมิงช้า ๆ ชัดเจนทุกคำ “ผมไม่อนุญาต!”
เกาหมิงลุกขึ้นยืน จ้องม่าเหลียนตรง ๆ “แล้วผมไปขออนุญาตจากคุณตอนไหน?”