- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 33 เด็กที่น่าสงสาร
บทที่ 33 เด็กที่น่าสงสาร
บทที่ 33 เด็กที่น่าสงสาร
“หว่านชิว?”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ เกาหมิงก็รีบให้จูเหมี่ยวเหมี่ยวปล่อยมือของเขาทันที จากนั้นเดินไปตามที่มาของเสียง จนมาพบกับฉากที่น่าหนักใจ
หน้าห้องน้ำหญิงมีนักเรียนชายสี่คนยืนอยู่ บางคนคาบบุหรี่ บางคนผูกชุดนักเรียนไว้ที่เอว อีกคนหนึ่งกำลังเล่นไฟแช็กโลหะอย่างคล่องแคล่ว และสวมเสื้อผ้าทันสมัย
เกาหมิงเดินเข้าหาพวกเขาช้า ๆ โดยไม่ส่งเสียง
นักเรียนที่คาบบุหรี่ชูโทรศัพท์ขึ้นสูง กำลังถ่ายคลิปอยู่ ภายในห้องน้ำหญิงยังมีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ตัวเปียกโชกไปทั้งร่าง
เด็กคนนั้นดูซื่อ ๆ เขาพยายามจะวิ่งออกมา แต่กลับถูกนักเรียนคนอื่น ๆ หัวเราะแล้วผลักกลับเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า
“แกล้งไอ้โง่ที่ย้ายมาใหม่นี่ก็สนุกดีแฮะ” เด็กหนุ่มแต่งตัวทันสมัยที่ถือไฟแช็กถ่มน้ำลายลงพื้น แล้วหันไปมองนักเรียนชายเพียงคนเดียวในกลุ่มที่แต่งตัวเรียบร้อยกว่าใคร “อาจุน คืนนี้เราพาหมอนี่ไปเปิดหูเปิดตาที่ด้านหลังซอยสิบเก้ากันดีไหม?”
นักเรียนที่ถูกเรียกว่าอาจุนหัวเราะขึ้นมา
“แกอยากพามันไปเที่ยวเล่นหรืออยากเห็นมันตายกันแน่?”
ทันใดนั้นเมื่อเห็นโอกาส หว่านชิวพุ่งออกมาอีกครั้ง เขาใช้แรงทั้งหมดที่มี ชนเด็กที่ยืนถ่ายคลิปอยู่จนกระเด็นออกไป แต่พอคิดจะหนีไปตามทางเดิน ก็ถูกนักเรียนคนอื่นจับตัวไว้ได้ทัน
“แม่งเอ๊ย! นั่นมันโทรศัพท์เครื่องใหม่ของฉันนะเว้ย! ตกแตกหมด!” เด็กคนนั้นเก็บโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดหว่านชิวลงกับพื้นอย่างแรง “ไอ้ปัญญาอ่อน!”
เขาปิดปากหว่านชิวไว้ นักเรียนอีกสามคนก็รุมเข้ามา ยกเท้าเตรียมจะเตะใส่ร่างของหว่านชิว
ปัง!
โทรศัพท์ลอยออกไป นักเรียนชายเจ้าของโทรศัพท์กระเด็นลงไปกองกับพื้น เขาตระหนักได้ว่าเพิ่งจะถูกถีบออกมา ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแล่นผ่านขึ้นมาจากส่วนหลังของบั้นเอว เขาพยายามที่จะลุกขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้
“โรงเรียนเป็นสถานที่เรียนหนังสือ ไม่ใช่ที่สำหรับการกลั่นแกล้ง!” เกาหมิงเก็บขาขวากลับมา ยืนอยู่ต่อหน้านักเรียนกลุ่มนั้น
นักเรียนอีกสามคนที่กำลังรังแกคนอื่นต่างก็ตกตะลึง พวกเขาเห็นกับตาว่าเกาหมิงเตะคนปลิวไปจริง ๆ ไม่มีท่าทีจะยั้งมือเลย
“พี่ชาย นี่มันในโรงเรียนนะ!” จูเหมี่ยวเหมี่ยวเองก็ตกใจไม่น้อย เธอรู้ว่าเกาหมิงน่าเกรงขามเมื่อต้องรับมือกับสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่การตอบสนองที่รุนแรงต่อนักเรียนกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่เธอคาดไม่ถึงจริง ๆ
หรือคนที่ทำงานอยู่ในเรือนจำเป็นต้องโหดขนาดนี้กันหมด?
“พวกเขากำลังรังแกเด็กคนนี้” เกาหมิงคว้าโทรศัพท์มือถือของนักเรียนชายขึ้นมา อีกฝ่ายเผลอคว้ามันกลับโดยไม่รู้ตัว แต่กลับถูกเกาหมิงเตะเข้าที่หน้าอกแทน “ตอนนี้ผมได้หลักฐานมาพอแล้ว”
“เอาล่ะ ใจเย็น ๆ กันก่อนนะ” จูเหมี่ยวเหมี่ยวกลัวเรื่องจะบานปลาย
“คุณกล้าทำร้ายคนในโรงเรียนเหรอ!?” อาจุนลุกขึ้นยืน มองเกาหมิงอย่างท้าทาย เขาดูเป็นคนมีวุฒิภาวะ ควบคุมอารมณ์ได้ดี บางทีอาจจะมาจากครอบครัวที่มีอิทธิพลอยู่บ้าง
“หืม ฉันทำร้ายใคร? ไม่ใช่ว่าพวกเธอสะดุดล้มกันไปเอง?” เกาหมิงเดินเข้าไปหาอาจุน “ยิ่งไปกว่านั้น ตรงนี้ก็ไม่มีกล้องวงจรปิดเสียด้วย”
หลังจากถูกกักตัวอยู่บ้านกับพ่อแม่ติดต่อกันสามวัน บรรยากาศรอบตัวเกาหมิงก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“คุณเป็นญาติของหว่านชิวเหรอ? แต่ผมจำได้ ครูบอกว่าเขาเป็นแค่เด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่ ถูกส่งมาที่นี่ชั่วคราว” อาจุนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “แม่ผมเป็นเจ้าหน้าที่ของสมาคมการกุศลเมืองหานไห่ พ่อผมก็…”
ยังไม่ทันที่อาจุนจะพูดจบ ท้องของเขาก็ถูกเกาหมิงเตะเข้าอย่างแรง ร่างทั้งร่างทรุดลงไปกองกับพื้น
“หายนะครั้งใหญ่กำลังจะมาอยู่แล้ว ยังจะพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้อีก?” เกาหมิงเดินไปหานักเรียนชายคนสุดท้าย อีกฝ่ายพยายามจะหนี แต่ก็ถูกเกาหมิงไล่ทัน แล้วซัดเข้าให้อย่างหนัก
“เกาหมิง ใจเย็นก่อน เกาหมิง!” จูเหมี่ยวเหมี่ยวออกแรงอย่างมากกว่าจะดึงเกาหมิงออกมาได้ เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเกาหมิงที่ปกติดูมีเหตุผล กลับเดือดดาลขึ้นมาขนาดนี้ “ถ้าคุณทำแบบนี้ พวกเรากลับไปต้องโดนลงโทษแน่!”
“ลงโทษ?” เกาหมิงปล่อยมือ โยนเด็กนักเรียนคนสุดท้ายไปอีกด้าน แล้วหันมาจ้องตาจูเหมี่ยวเหมี่ยว “เจ้าหน้าที่สอบสวนเอาชีวิตของตัวเองเข้าแลก เพื่อปกป้องเมือง หรือว่าพวกเรายอมเสี่ยงตายก็เพื่อปกป้องเศษขยะพวกนี้?”
จูเหมี่ยวเหมี่ยวอ้าปาก แต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมา
“เมื่อคืนพวกเราเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ผิดปกติระดับสอง ป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติลุกลาม ช่วยชีวิตคนไปจำนวนมาก ใช่ไหม?”
“ใช่”
“คนแปดคนหายไปในเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่ว่ามันเป็นการจ่ายที่ราคาแพงเกินไปหน่อยหรอ? เราจําเป็นต้องชดเชยบาดแผล และระบายความเจ็บปวดที่อยู่ภายในออกมาบ้าง…. ใช่ไหม?”
“ใช่”
“ดังนั้น.. ถ้าผมบังเอิญใช้กําลังมากเกินไปหน่อย นั่นก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ” จูเหมี่ยวเหมี่ยวพลันรู้สึกว่าสิ่งที่เกาหมิงพูดนั้นมีเหตุผล เกาหมิงเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง แรงกดดันและความเจ็บปวดที่เขาแบกรับไว้อาจมีอยู่ไม่น้อย หากสำนักงานสอบสวนยังไม่อาจคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของตัวเองได้แม้แต่เรื่องระดับนี้ คงจะดูเป็นองค์กรที่ไร้ประโยชน์อยู่ไม่น้อย
เกาหมิงตบไหล่จูเหมี่ยวเหมี่ยวเบา ๆ แล้วเดินผ่านเธอไป หยุดอยู่ข้างเด็กนักเรียนคนนั้น
เขาไม่ได้พูดปลอบโยนใด ๆ ไม่ได้สนใจอาการบาดเจ็บของเด็ก เพียงยื่นมือออกไปตรงหน้า
“ฉัน เกาหมิง เป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน หากเธอไม่พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ฉันสามารถมอบงานที่มีศักดิ์ศรีและอิสระให้เธอได้”
ทุกการกระทำ รวมถึงทุกคำที่พูดออกมา ไปจนถึงการเสนองานที่คาดไม่ถึงนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกาหมิงไตร่ตรองมาแล้วเป็ยอย่างดี ทั้งเมืองนี้มีเพียงเขาและเว่ยต้าโย่วผู้ที่ออกแบบเกมนี้เท่านั้น ที่เข้าใจถึงความอันตรายที่แท้จริงของเด็กคนนี้
หว่านชิวมองดูภาพเหตุการณ์นั้นด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า แต่สายตาของเขากลับดูเป็นประกายสวยงาม เป็นดวงตาคู่นั้นเองที่เกาหมิงต้องการ
“ฉันจะสอนให้เธอปกป้องตัวเองได้ จะไม่มีใครมารังแกเธอได้อีกต่อไป หรือถ้าเธออยากรังแกคนอื่น ฉันก็จะหลับตาลงข้างหนึ่ง ฉันจะไม่ตัดสินค่าของความถูกผิด และจะเข้าข้างคนของตัวเองเสมอ”
ปลายนิ้วของเขาขยับเพียงเล็กน้อย ในสายตาของหว่านชิว มือที่เกาหมิงยื่นมา คล้ายเชือกที่ทอดลงมาจากสวรรค์ หรือไม่ก็เป็นบันไดที่นำไปสู่ขุมนรก
เขาจ้องมองอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะค่อย ๆ ยกแขนขึ้น จับมือของเกาหมิงไว้
หลังจากที่เกาหมิงดึงหว่านชิวขึ้นจากพื้น เขาก็เดินลงไปชั้นล่างโดยทันที
“เกาหมิง เราไม่ต้องไปบอกครูของเขาสักหน่อยเหรอ”
“งั้นคุณก็ไปอธิบายสั้น ๆ บอกพวกเขาว่า สำนักงานสอบสวนลี่ซานจะพาหว่านชิวกลับไปสอบถามเรื่องบางอย่าง” เกาหมิงลูบวงแหวนสีดำ ตระหนักได้ว่าอำนาจและอิทธิพลนั้นค่อนข้างมีประโยชน์
หลังออกจากสถาบัน เกาหมิงใช้เวลาในการซื้ออาหารมากมายให้หว่านชิว เนื่องจากพิจารณาได้ว่าเขาอาจจะขาดสารอาหารที่เหมาะสม
เมื่อสังเกตเห็นหว่านชิวกินอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างหาได้ยาก
“ค่อย ๆ กิน ต่อไปนี้เธอจะไม่ต้องกังวลเรื่องความหิวอีกต่อไป”
เกาหมิงไม่ได้พูดเกินจริง เขาให้ความสำคัญกับหว่านชิวอย่างมาก และอยากชดเชยโศกนาฏกรรมที่ตนเองออกแบบขึ้นด้วยมือของตัวเอง
ในช่วงที่เพิ่งร่วมงานกับสตูดิโอเกมเย่เติง เกาหมิงเคยออกแบบเกมอาชญากรรมเกมหนึ่งชื่อว่า…
กำเนิดคนวิปริต
ตัวเอกเป็นเด็กทารกที่ถูกทอดทิ้งและป่วยเป็นโรคทางสมอง แต่ภายใต้การชี้นำของผู้เล่น สุดท้ายตัวเอกจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการไขคดี ได้รับการขนานนามว่าเป็นโล่คุ้มครองของเมือง
ทว่าในช่วงเวลานั้นเอง ตัวเอกกลับพบว่า รอบตัวและในบ้านมีศพกับคราบเลือดเพิ่มขึ้นมากมาย สิ่งเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นภาพหลอน แต่กลับสมจริงอย่างยิ่ง
เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาตัวเอง แต่ยิ่งเขารักษามากเท่าไหร่ ภาพอันน่าสยดสยองก็มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นมากเท่านั้น ท้ายที่สุดจิตใจของเขาก็แตกสลายลง
เมื่อถึงจุดนั้นเขาก็ “ลืมตา” ขึ้นและได้พบกับความจริง
ว่าตัวเองคืออาชญากรที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองหานไห่
วัยเด็กของเขาแทบจะเผชิญกับโศกนาฏกรรมทุกรูปแบบ ต่อมาเขาถูกฆาตกรโรคจิตคนหนึ่งรับไปเลี้ยง สมองของเขาถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีพลังจิตเหนือคนทั่วไป ภายใต้การสั่งสอนของฆาตกรคนนั้น หว่านชิวกลายเป็นบุคคลที่อันตรายที่สุดของเมืองหานไห่ในยุคนั้น
เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ในที่สุดหว่านชิวก็ถูกจับกุม ย่างไรก็ตามความสนใจในความสามารถทางจิตที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาไม่เคยลดลง ซึ่งนําไปสู่การวิจัยและการทดลองอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
และสิ่งที่ผู้เล่นกำลังเล่นอยู่ทั้งหมด แท้จริงแล้วเป็นเพียงการทดลองสมองเสมือนจริงที่มุ่งเป้าไปที่หว่านชิว ผู้คนต่างอยากรู้ว่า หากหว่านชิวไม่เคยพบฆาตกร เขาจะสามารถใช้พลังของตัวเองก้าวข้ามเงามืดในวัยเด็ก และเขียนชีวิตใหม่ได้หรือไม่
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า หว่านชิวสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้สำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่มีวันออกจากห้องทดลองได้อีกต่อไป เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ของเขา มีเพียงสมองที่แช่อยู่ในภาชนะพิเศษเท่านั้น
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะไม่มีใครรังแกเธอได้อีกแล้ว”