เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 การล่อลวง

บทที่ 29 การล่อลวง

บทที่ 29 การล่อลวง


ความกลัวแบ่งออกเป็นสี่ระยะ แต่ละระยะจะได้รับประสบการณ์และมุมมองที่แตกต่างกัน

ระยะแรกที่เกาหมิงอยู่ก่อนหน้านี้ ภาพที่เห็นแทบไม่ต่างจากความเป็นจริงเท่าไหร่นัก แต่ยิ่งจมดิ่งลงสู่ความกลัวมากเท่าไหร่ ภาพที่เห็นก็ยิ่งพิสดารและน่าสะพรึงมากขึ้นเท่านั้น

เพื่อช่วยเหลือคนอื่น ๆ ในหน่วยที่หนึ่ง เกาหมิงเลือกจะเผชิญกับความกลัวด้วยตัวเอง ในที่สุดก็เดินทางมาถึงส่วนลึกของเงามืด และได้เห็นภาพเดียวกับที่เพื่อนร่วมทีมเห็น

พ่อแม่ที่บิดเบี้ยวหลอมรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นสัตว์ประหลาดอันน่าสยดสยอง เกาหมิงไม่แน่ใจว่านี่คือภาพที่เด็กจินตนาการขึ้นมา หรือเป็นสิ่งที่ใครบางคนสร้างขึ้นภายใต้แรงชี้นำทางจิตใจบางอย่าง

ในฐานะนักออกแบบเกม เขามั่นใจว่าในเกมระดับลางร้ายไม่มีผีที่เป็นรูปธรรม สัตว์ประหลาดตรงหน้านี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นศูนย์รวมของความกลัวที่จับต้องได้

ในเกม จะมีการตั้งค่าอยู่อย่างหนึ่ง ยามที่คนกลุ่มหนึ่งจมดิ่งสู่ความกลัว สิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวร่วมกันจะมีโอกาสจะกลายเป็นความจริง

การเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดจากความกลัวร่วมกัน ต้องอาศัยสติ เหตุผล และความกล้าหาญอย่างถึงที่สุด ใครก็ตามที่แสดงความหวาดกลัวออกมาแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะถูกสัตว์ประหลาดจับจุดอ่อน ร่องรอยความกลัวใด ๆ ที่มันสัมผัสได้ จะยิ่งทำให้มันมีพลังมากขึ้นตามแต่จินตนาการนั้น

เมื่อเผชิญหน้ากับความกลัว ศัตรูของผู้เล่นแท้จริงแล้วมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือตัวเอง

และเพราะเหตุนี้เอง เกาหมิงจึงเลือกที่ผลักดันตัวเองให้เผชิญหน้ากับมันแบบตัวต่อตัว

“อย่ากลัว!”

เกาหมิงต้องการตัดวงจรความกลัวของเจ้าหน้าที่สอบสวนคนอื่น ๆ ไม่ให้พวกเขาใช้ความกลัวหล่อเลี้ยงสัตว์ประหลาดตัวนี้ต่อ การพูดด้วยปากเปล่ายากจะโน้มน้าวใครได้ เขาจึงเลือกที่จะลงมือทำ

พ่อแม่ในสายตาเด็ก ทั้งขี้หงุดหงิด อันตราย และเต็มไปด้วยความก้าวร้าว ถูกเกาหมิงรัดคอไว้แน่น

เขาเมินเฉยต่ออาวุธมีคมในมือของแม่ และการทุบตีอย่างบ้าคลั่งของผู้เป็นพ่อ ราวกับโขดหินกลางมหาสมุทร ไม่มีสิ่งใดทำให้เขาหวั่นไหวได้

‘สําหรับจิตแพทย์ ความกลัวเป็นอารมณ์ที่พบบ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นอารมณ์ที่เราต้องรับมือมากที่สุด’ เกาหมิงย้ำตัวเอง ‘มีเพียงการคว้าจับความกลัวไว้เท่านั้น ถึงจะก้าวเข้าสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจมนุษย์ได้!’

โซ่ที่แปรเปลี่ยนมาจากความทรงจำและความยึดติดของจ้าวซีรัดเข้าไปในเนื้อ ลำคอของชายคนนั้นบิดเบี้ยวจนเสียรูป แต่เกาหมิงก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ร่างของเขาราวกับฝังติดอยู่กับสัตว์ประหลาด ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายที่สัตว์ประหลาดพยายามดิ้นรนเพื่อสลัดเขาออก

“เห็นแก่ตัว ใช้ความรุนแรง โทษแต่สังคม แล้วยังจะระบายความโกรธใส่ลูกของตัวเองอีก พวกคุณไม่สมควรจะเป็นพ่อแม่ใคร!” เกาหมิงดึงแขนไปด้านหลัง เส้นเลือดปูดขึ้น “หลังจากเห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกคุณแล้ว จะไม่มีใครกลัวพวกคุณอีกต่อไป คนแบบพวกคุณมันน่าสมเพช!”

คำพูดเหล่านี้ของเกาหมิง ดูเหมือนจะพูดกับสัตว์ประหลาด และก็เหมือนจะพูดกับจูเหมี่ยวเหมี่ยวไปพร้อมกัน

บรรยากาศแห่งความกลัวภายในอาคารถูกสลายลงในทันที หลังจากเจ้าหน้าที่สอบสวนมือใหม่เหล่านั้นจากไป ร่างของสัตว์ประหลาดก็เล็กลงอย่างเห็นได้ชัด จูเหมี่ยวเหมี่ยวเองก็รู้สึกว่าร่างกายค่อย ๆ ฟื้นกลับมา

เธอกำขวานดับเพลิงแน่น ผู้ที่เคยบุกเข้าไปช่วยชีวิตผู้คนในกองเพลิงมาหลายครั้ง ค่อย ๆ เอาชนะความหวาดกลัวได้สำเร็จ

และในจังหวะที่แววตาของเธอกลับมาชัดเจนอีกครั้ง เธอก็เห็นว่าจากใต้ร่างอันใหญ่โตอุ้ยอ้ายของมัน มีเส้นเลือดเส้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยหนามยื่นออกมา ปลายของมันปักเข้าไปที่ศีรษะของเธอ

จูเหมี่ยวเหมี่ยวเหวี่ยงขวานดับเพลิง หวังจะฟันเส้นเลือดนั้นให้ขาด แต่การโจมตีทางกายภาพกลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง

เธอจึงปล่อยวาง ไม่สนใจมันอีก ยกขวานพุ่งเข้าหาสัตว์ประหลาดโดยตรง

เมื่อเธอเอาชนะความกลัวได้อย่างแท้จริง เส้นเลือดนั้นก็เหี่ยวแห้งและหลุดร่วงลงสู่พื้นเอง

เมื่อสูญเสีย “ผู้หล่อเลี้ยง” ความกลัวคนสุดท้าย สัตว์ประหลาดชายหญิงพิการก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา มันถูกโซ่ในมือของเกาหมิงรัดจนขาดเป็นสองท่อน ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นหยดเลือดสีแดงนับไม่ถ้วน ถูกโซ่ดูดกลืนไป

“ขอบคุณที่มาช่วยฉันนะ” รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด จูเหมี่ยวเหมี่ยวกล่าวขอบคุณเกาหมิงด้วยความจริงใจ ภาพชายหนุ่มที่ปรากฏตัวในตอนนั้น อาจจะตราตรึงอยู่ในใจเธอไปตลอดชีวิต

“คนอื่นล่ะ?” เกาหมิงดึงแขนเสื้อลง เขามองไปรอบ ๆ ตอนนี้เขาได้หลุดพ้นจากความเป็นจริงโดยสมบูรณ์ เข้าสู่เงามืดแห่งความกลัวในระดับลึกที่สุดแล้ว แต่กลับไม่เห็นเพื่อนร่วมทีมคนอื่น นอกจากจูเหมี่ยวเหมี่ยวเพียงคนเดียว

“พวกเขาน่าจะหนีออกไปจากอาคาไปรแล้ว”

“ออกจากตึกนี้ไปแล้ว?” เกาหมิงรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เขาหันตัวแล้ววิ่งลงบันไดทันที “ตามผมมา!”

“หัวหน้าทีมไป๋เฉียวอยู่กับพวกเขา น่าจะไม่เกิดปัญหาใช่ไหม?” จูเหมี่ยวเหมี่ยวหยิบขวานดับเพลิงขึ้นมา เธอเชื่อใจเกาหมิงอย่างมาก ไม่ลังเลแม้แต่น้อย ก่อนจะวิ่งตามเขาลงไปชั้นล่าง

หลังจากสังหารพ่อแม่พิการที่เป็นร่างจำแลงของความกลัว เงามืดที่ปกคลุมอาคารหมายเลขสี่ก็เริ่มจางลง เกมนี้แตกต่างจากเกมอื่น มันเหมือนกำลังต่อต้านเกาหมิงอย่างเห็นได้ชัด พยายามจะส่งทั้งเกาหมิงและจูเหมี่ยวเหมี่ยวออกไป

ความผิดปกตินี้ยิ่งทำให้เกาหมิงจับตามอง เขาไม่หยุดพัก วิ่งลงบันไดไปตลอดทาง

เมื่อมาถึงชั้นหนึ่ง เกาหมิงเตะเปิดประตูโถงบันได ถนนด้านนอกถูกเงามืดและหมอกดำปกคลุม สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเขาคือโลกที่บิดเบี้ยวโดยสิ้นเชิง

เนื่องจากเจ้าหน้าที่สอบสวนที่ติดเชื้อ กระจัดกระจายหนีไป ความกลัว ราวกับแผ่ขยายออกไป ขอบเขตที่เงามืดปกคลุมก็กว้างขึ้นเรื่อย ๆ

“คุณรออยู่ตรงนี้” เกาหมิงลองก้าวเข้าไปในถนน เดินฝ่าผ่านเงามืด ‘ปลายถนนหมินหลงคือถนนลี่จิ่ง อพาร์ตเมนต์ลี่จิ่ง บ้านของเราอยู่ตรงนั้น โลกเงานี่สอดคล้องกับโลกจริงทุกอย่างงั้นเหรอ? โลกเงาก็คือความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง? ความเป็นจริงที่บิดเบี้ยวและวิปลาสไปแล้ว?’

เกาหมิงเคยอ่านบทความเกี่ยวกับโลกคู่ขนานมาบ้าง แต่สถานการณ์ตรงหน้านี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำว่าโลกคู่ขนานเพียงคำเดียว ปริศนาโผล่ขึ้นมาไม่หยุด เขาไม่เพียงต้องรับมือกับภัยพิบัติ แต่ยังต้องวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง เพื่อตามหาความจริง

เดินไปตามถนนอย่างระมัดระวัง เกาหมิงเห็นเครื่องแบบของสำนักงานสอบสวนที่ขาดวิ่นชิ้นหนึ่งอยู่บนพื้น

เมื่อเก็บเครื่องแบบขึ้นมา เขาก็สังเกตเห็นว่าไม่ไกลจากหัวมุมถนน มีเด็กคนหนึ่งที่ผิวซีดขาวทั้งตัว โผล่หน้าออกมาเพียงครึ่งเดียว

เด็กคนนั้นโบกมือให้เกาหมิงอย่างหวาดกลัว เป็นสัญญาณห้ามไม่ให้เขาเข้าใกล้

‘เด็กคนนี้คือจุดกำเนิดของความกลัวงั้นเหรอ?’

ต้นตอที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ทำให้เกาหมิงปวดหัว เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถจับเด็กคนนั้นได้ในโลกแห่งนี้

“ฉันเข้าใจเธอนะ เธอต้องทนอยู่ในบ้านที่กดขี่เธอมาโดยตลอด ต้องคอยหวาดระแวง ระมัดระวังทุกย่างก้าว”  เกาหมิงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและสบายใจที่สุด เขายื่นตุ๊กตาขาดรุ่งริ่งไปทางเด็กโดยให้คํามั่นสัญญาว่า “ถ้าเธอต้องการครอบครัวใหม่ ครอบครัวที่พร้อมจะรักและดูแลเธอ เธอสามารถมากับฉันได้นะ”

เกาหมิงยิ้มอย่างจริงใจ “ฉันมีพ่อแม่หลายคน พวกเขาทุกคนล้วนเป็นคนน่ารักและใจดี พวกเขาต้องชอบเธอมากแน่”

“ฉันอาศัยอยู่ที่อพาร์ทเมนต์หลี่จิง อาคารสี่ชั้นสี่ เธอสามารถมาหาได้ตลอดเวลา จําไว้ว่าทุกคนยินดีต้อนรับเธอเสมอ” เกาหมิงจับแขนข้างหนึ่งของตุ๊กตาไว้ ยิ้มอ่อน ๆ พร้อมกับขยับแขนของมันเบาๆ “ที่นั่นทุกคนใจดีมาก มีคุณลุงผู้กล้าหาญที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีพี่หนุ่มเสื้อกันฝนที่ชอบแต่งคอสเพลย์ มีคุณลุงที่รักกีฬาผาดโผน แล้วยังมีเค้กกินไม่หมดอีกด้วย และ….”

ยังไม่ทันที่เกาหมิงจะพูดจบ เด็กชายก็หายไป เงามืดรอบ ๆ ตัวถอยร่นลงอย่างรวดเร็ว

แทนที่จะพูดว่าเกาหมิงเคลียร์เกมได้ ดูเหมือนจะเป็นเกมที่ขับไล่เกาหมิงออกมาเอง

“เกมระดับลางร้ายนี้ ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพราะเด็กคนนั้น” สีหน้าของเกาหมิงไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่อีกต่อไป “หรือว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ผี เขาก็เป็นผู้เล่นเหมือนกัน หลังจากเป็นคนแรกที่ผ่านเกม เขาเลือกจะอยู่ในเกมต่อไป ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเงา”

แสงสว่างจางๆ ปรากฏขึ้นที่ปลายถนน จูเหมี่ยวเหมี่ยวฝ่าสายฝนเดินเข้ามาข้างเกาหมิง “พวกเราน่าจะรอดจากเหตุผิดปกติมาได้แล้ว! แต่ฉันไม่เห็นคนอื่นเลย!”

“ในคู่มือการจัดการเหตุผิดปกติของพวกคุณไม่ได้เขียนไว้เหรอ ว่าถ้าออกจากพื้นที่เกิดเหตุโดยพลการ มีโอกาสสูงที่จะหลงทาง” เกาหมิงปล่อยให้สายฝนตกกระทบตัว เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนคนอื่น ๆ ถูกขังอยู่ในโลกเงา พวกเขาน่าจะยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในโลกเงาต่อไป

‘ลี่ซานเป็นย่านที่มีประชากรมากที่สุดในเขตเมืองเก่า นอกจากนี้ยังเป็นที่ที่ความผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยที่สุด ถ้าเราสามารถเปลี่ยนย่านนี้ให้เป็นฐานมนุษย์ในโลกเงาได้ ก็สามารถช่วยคนจํานวนมากได้ในอนาคต’

เกาหมิงยืนอยู่ตรงรอยต่อของสองโลก มองดูกลุ่มอาคารเก่าทรุดโทรมขนาดใหญ่ที่ชวนขนลุก

‘การจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงมาก แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็ควรยืนหยัดทำต่อไป เฮ้อ… ฉินเทียนมองคนได้แม่นจริง ๆ เราเป็นคนใจอ่อนเกินไปจริง ๆ’

จบบทที่ บทที่ 29 การล่อลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว