- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 27ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า ดีไหม?
บทที่ 27ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า ดีไหม?
บทที่ 27ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า ดีไหม?
หากจะพูดถึงการเคลียร์เกมนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
กุญแจสำคัญสำคือ ‘ความหวาดกลัว’ ตราบใดที่คุณไม่กลัวคุณก็จะปลอดภัย แต่สำหรับคนธรรมดาส่วนใหญ่ การเอาชนะความกลัวนั้นเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง
ตอนจบของเกมนี้ก็ช่างประชดประชันเหลือเกิน เพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของความกลัว ผู้บริหารเมืองจึงได้ตัดสินใจออกคำสั่งสังหารทุกคนในพื้นที่
มาตรการที่รุนแรงนี้ทําให้ผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ของเมืองเพื่อความอยู่รอด
‘เป็นปัญหาแล้วสิ ถ้าเกมนี้หลุดออกไป ผลที่ตามมาจะเป็นหายนะ!’
หากอัตราการแพร่กระจายของความกลัวเป็นไปตามที่ตั้งค่าไว้ในเกม มันจะเร็วยิ่งกว่าเรื่องเล่าไหน ๆ ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องหยุดเกมนี้ไว้ให้ได้
“ต้องรีบหาเด็กคนนั้นให้เจอ”
เกาหมิงเริ่มร้อนใจ แต่ทันทีที่อารมณ์วิตกกังวลเกิดขึ้น ร่างกายของเขาก็เริ่มแสดงปฏิกิริยาอื่นตามมา เหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผาก แน่นหน้าอก หายใจไม่ทั่วท้อง ใจสั่น และเกิดความรู้สึกอยากปัสสาวะ ในฐานะแพทย์ด้านจิตวิทยา เกาหมิงรู้ดีว่านี่คืออาการกลัวแบบเฉียบพลัน
เขารีบลุกขึ้น แล้วตะโกนออกไปนอกห้อง “ทุกคนฟังให้ดี! อย่าเชื่อสิ่งที่ตัวเองเห็น ได้ยิน หรือสัมผัส! อย่าให้ตัวเองเกิดความกลัวเด็ดขาด!”
เขาตะโกนสุดเสียง แต่กลับไม่มีการตอบรับใด ๆ
เกาหมิงก้าวลงจากเตียง มองไปยังห้องนั่งเล่น ภายในห้องสี่ศูนย์ห้า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เหลือเขาอยู่เพียงคนเดียว
“ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!”
เกาหมิงเริ่มกังวล ไป๋เฉียวถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นการฝึกอบรม ระดับความอันตรายค่อนข้างต่ำ จึงตั้งใจใช้เหตุการณ์ผิดปกตินี้ฝึกมือใหม่ เธอจึงพาเจ้าหน้าที่สำรองของหน่วยที่หนึ่งออกมาทั้งหมด
เจ้าหน้าที่สอบสวนสิบคนเข้าสู่เหตุการณ์ผิดปกติ แต่เหตุการณ์ผิดปกตินี้กลับไม่สนใจจำนวนคน ขอเพียงเกิดอารมณ์หวาดกลัว ก็จะถูกเล่นงานทันที
ในเกม แม้จะไม่มีผี แต่เพื่อหลีกหนีความกลัว คนจำนวนมากกลับเลือกจบชีวิตตัวเอง
“ห้ามตกอยู่ในความกลัว ต้องรีบออกไปช่วบคนอื่น!” เกาหมิงพยายามสงบสติอารมณ์ บังคับให้ตนเองจดจ่อ ไม่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่าน
ความกลัวเป็นอารมณ์ที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจ มันช่วยให้มนุษย์หลีกเลี่ยงอันตรายล่วงหน้าได้
แต่ความกลัวที่มากเกินไป ก็กลายเป็นพิษร้ายได้เช่นกัน
หากไม่รีบหาต้นตอของความกลัว และตัดผลกระทบด้านลบที่มันก่อขึ้น อารมณ์นี้จะเติบโตต่อไปไม่หยุด ลากผู้คนเข้าสู่วงจรแห่งความหวาดกลัวไม่รู้จบ
เกาหมิงปล่อยวางจิตใจ
แต่ทันใดนั้น!
“อ๊าก! ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
จู่ ๆ ก็มีเสียงขอความช่วยเหลือดังขึ้นจากทางเดิน ดูเหมือนว่าใครบางคนกำลังถูกบางสิ่งไล่ล่า และในความโกลาหลนั้นเขาก็ล้มลงกับพื้น
“ปล่อยฉัน! ปล่อยฉัน!”
ร่างของเขาเหมือนถูกจับไว้ เสียงร้องค่อย ๆ ห่างออกไป คนคนนั้นดูเหมือนจะถูกลากไปยังชั้นอื่น
เกาหมิงจับลูกบิดประตู เขย่าอย่างสุดแรง แต่ไม่อาจเปิดได้ จึงยกเท้าเตะใส่กลอนประตูอย่างแรง
โครม!
ประตูไม้เก่าของอพาร์ตเมนต์ถูกเตะเปิดออก เกาหมิงมองออกไปด้านนอก เงามืดปกคลุมโถงทางเดิน รอบข้างไร้ผู้คน
เสียงกรีดร้องและเสียงร่ำไห้ดังขึ้นไม่ขาดสาย จากห้องอื่น ๆ บนชั้นสี่ การตอบสนองของเกาหมิงตรงไปตรงมา เขาเตะเปิดประตูเหล่านั้นทีละบาน
ตลอดกระบวนการนี้ เกาหมิงไม่ได้เกิดอารมณ์หวาดกลัวแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่า วิธีรับมือกับความกลัวที่ดีที่สุด คือเผชิญหน้ากับมัน
ความกังวล ความกระวนกระวาย อารมณ์ด้านลบทั้งหมดถูกสลัดทิ้ง มีเพียงการก้าวไปข้างหน้า ไล่ตามความกลัวเท่านั้น จึงจะทำให้ความกลัวไม่กล้าเข้าใกล้!
เกาหมิงไม่ผูกมัดตัวเองอีกต่อไป พุ่งชนไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง ราวกับอันธพาล ที่ต้องการปะทะกับทุกอย่าง
‘เราสร้างเกมนี้ เรารู้ทุกอย่าง แล้วทำไมเราต้องกลัวด้วย!?’
เสียงกรีดร้องและการขอความช่วยเหลือไม่อาจสั่นคลอนเกาหมิงได้แม้แต่น้อย เขาใช้การชี้นำทางจิตวิทยาเชิงบวกกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นนำเทคนิคสะกดจิตมาใช้ ในสภาพเช่นนี้ ต่อให้มีผีตัวจริงโผล่มา เขาก็ยังกล้าจับมันเหวี่ยงลงพื้นได้อย่างไม่ลังเล
เสียงร้องไห้ เสียงกรีดร้อง คราบเลือด และเงาประหลาด เกาหมิงถูก “ทรมาน” อยู่นานกว่าสิบนาที จนกระทั่งเงามืดในสายตาของเขาเริ่มจางลง
เกมระดับลางร้ายนี้สามารถส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนได้อย่างรุนแรง วงกว้าง และอันตรายอย่างยิ่ง
แต่สำหรับปัจเจกที่พิเศษอย่างเกาหมิง มันกลับไม่ใช่เรื่องยากนัก
“เราถูกส่งตัวออกมา?”
เมื่อเอาชนะความกลัวได้ ก็ดูเหมือนจะสามารถออกไปได้
เกาหมิงก้มมองตุ๊กตาผ้าน่าเกลียดในมือของตน ยืนอยู่ในโถงทางเดินที่เต็มไปด้วยกราฟฟิตี และภาพวาดสยองขวัญ หากเขาออกไปตอนนี้ บรรดาเจ้าหน้าที่จะต้องตกอยู่ในอันตราย
ความกลัวเป็นอารมณ์ที่ไม่เพียงเติบโตได้ด้วยตัวเอง แต่ยังแพร่กระจายถึงกันได้ หากคนที่กำลังพังทลายมารวมตัวกัน ผลลัพธ์ย่อมไม่อาจคาดเดาได้
“ถ้าทิ้งพวกเขาไว้ที่นี่ อาจทำให้เกมหลุดการควบคุม และปล่อยให้ความกลัวแพร่กระจายออกไป”
ลังเลเพียงชั่วครู่ เกาหมิงก็ตัดสินใจ
การเกิดขึ้นของความกลัวสามารถแบ่งได้เป็นสี่ระยะ
ระยะแรก เป็นระยะเชิงบวก สมองจะทำหน้าที่เตือนว่าอันตราย
ระยะที่สอง คือการขยายความกลัว สมองจะใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมา กระตุ้นหาทางรับมือ
แต่ถ้าไม่สามารถหลุดพ้นจากสถานการณ์ และไม่อาจหาทางแก้ไขได้ ความกลัวจะเข้าสู่ระยะที่สาม ซึ่งเป็น ระยะเชิงลบ ความวิตก ความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง จะยิ่งหล่อเลี้ยงให้ความกลัวเติบโต จนเข้าสู่ระยะสุดท้าย ระยะที่สี่ ผู้เล่นจะถูกความกลัวกลืนกินและฝังกลบอย่างสมบูรณ์
เกาหมิงหันหลังกลับเข้าไปในห้องสี่ศูนย์ห้าอีกครั้ง เขาตระหนักดีว่าคนอื่นอาจจะจมลึกลงไปในความกลัวแล้ว
“หากจะช่วยพวกเขา ก็ต้องเข้าไปโอบรับความกลัวด้วยตัวเอง”
เขากอดกระเป๋าสะพายที่บรรจุรูปถ่ายขาวดำไว้ เดินตรงเข้าไปในห้องนอนเด็ก ก่อนจะนอนลงกลางกำแพงผ้าห่ม เกาหมิงเริ่มสวมบทบาทเป็นเด็ก ปล่อยวางการป้องกันทางจิตใจทั้งหมด ปล่อยให้ความกลัวแผ่กระจายเข้ามาสู่หัวใจตนเอง
….
จูเหมี่ยวเหมี่ยว เป็นนักดับเพลิงหญิงที่พบได้ยากยิ่งในเขตเมืองเก่า สมรรถภาพร่างกายของเธอเหนือกว่าผู้ชายส่วนใหญ่
เธอเคยมีครอบครัวที่มีความสุข แต่เมื่อสามวันก่อน สามีและลูกของเธอได้หายตัวไปในเหตุการณ์ผิดปกติ
หลังจากได้รู้ถึงการมีอยู่ของสำนักงานสอบสวน จูเหมี่ยวเหมี่ยวก็สมัครเข้าร่วมทันที กลายเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวนมือใหม่ที่ยังไม่ได้รับอุปกรณ์
เธอต้องการตามหาสามีและลูกในเหตุการณ์ผิดปกติ เธอได้เตรียมใจมาเป็นอย่างดี แต่เมื่อเหตุการณ์นั้นมาถึงจริง ๆ เธอก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ตัวเองไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่คิด
มือและเท้าชาไปหมด
เธอหลบซ่อนอยู่ในห้องสี่ศูนย์หก มือทั้งสองกำขวานดับเพลิงที่เปื้อนเลือดแน่น
เพื่อนร่วมงานในโถงทางเดินถูกลากหายไปทีละคน เสียงกรีดร้องและเสียงคร่ำครวญทรมานกำลังสั่นประสาทของเธอ
เธอเคยคิดจะต่อต้าน แต่ในตอนที่เธอชูขวานดับเพลิงขึ้นอย่างคลุ้มคลั่ง ฟาดฟันใส่สัตว์ประหลาด เธอกลับได้ยินเสียงร้องตกใจของเพื่อนร่วมงานดังขึ้นข้างหูแทน
เลือดอุ่นสาดกระเซ็นเปื้อนร่าง จูเหมี่ยวเหมี่ยวเหมือนเห็นเพื่อนร่วมงานล้มลงในกองเลือด
ในวินาทีนั้น เธอกลัวอย่างถึงที่สุด
เธอไม่ได้ปฏิบัติตามกฏระเบียบจริง ๆ และในตอนนี้ เธอลืมเรื่องนั้นทั้งหมดไปแล้ว ในหัวเหลือแต่เพียงความว่างเปล่า
“คุณออกไปจากที่นี่ไม่ได้แล้ว”
เสียงเด็กดังขึ้นภายในห้อง จูเหมี่ยวเหมี่ยวยืนพิงประตู ถือขวานไว้ทั้งสองมือ
“คุณฆ่าเพื่อนร่วมงานไปแล้ว คุณคือฆาตกรต่อให้กลับไป คุณก็จะถูกขังในเรือนจำ คุณจะไม่มีวันได้พบสามีและลูกอีก”
“ใครพูด!”
จูเหมี่ยวเหมี่ยวฟาดขวานใส่อากาศ ครู่ต่อมา ประตูตู้เสื้อผ้าในห้องนอนก็ถูกเปิดออก
มีเด็กคนหนึ่ง ผิวซีดขาวไปทั้งตัว นอนหมอบอยู่ข้างใน
เขาดึงแขนที่บิดเบี้ยวเล็กน้อยออกมาจากส่วนลึกของตู้ โบกมือให้จูเหมี่ยวเหมี่ยว
“ผมรู้ว่าคุณกลัวมาก พวกเราทุกคนมาซ่อนอยู่ในนี้ด้วยกัน ดีไหม?”