- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 26 ความกลัว
บทที่ 26 ความกลัว
บทที่ 26 ความกลัว
อุณหภูมิภายในอาคารลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อต้องเผชิญกับความหวาดกลัวที่ไม่รู้จัก เจ้าหน้าที่สอบสวนมือใหม่เหล่านี้กลับไม่ได้ตื่นตระหนกมากนัก
พวกเขาปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ประกอบอุปกรณ์ต่าง ๆ จากกระเป๋าด้วยความรวดเร็ว
อุปกรณ์เหล่านั้นล้วนมีหมายเลขกำกับ สำนักงานสอบสวนพยายามใช้วิธีการหลากหลายเพื่อต่อกรกับเหตุการณ์ผิดปกติอยู่ตลอด อุปกรณ์ที่มือใหม่นำเข้ามาจึงเป็นอาวุธของพวกเขา
“ของพวกนี้ใช้ได้ผลไหม?” เกาหมิงถามด้วยความสนใจเล็กน้อย
“เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ใช้ไม่ได้ผล แต่ขอแค่มีความหวังเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ พวกเราก็จะลองต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบสิ่งที่สามารถส่งผลต่อพวกมันได้”
คนขับร่างใหญ่กำหมัดแน่น “สิ่งที่ทำให้มนุษย์อย่างเราเหนือกว่าสายพันธ์ุอื่นก็เพราะพวกเราสามารถใช้เครื่องมือได้”
“การสื่อสารถูกตัดขาดตอนที่เราเปิดประตูห้องสี่ศูนย์ห้า เด็กคนนั้นกับพ่อแม่ของเขาเคยอาศัยอยู่ในห้องนี้” ไป๋เฉียวยกไฟฉายขึ้น แล้วเดินไปทางห้องสี่ศูนย์ห้า
ถึงไป๋เฉียวจะไม่มีอาวุธที่มีประสิทธิภาพ แม้จะรู้ว่าอันตรายแค่ไหน แต่ก็ยังเดินนำทุกคนไปข้างหน้า
“ให้ผมไปเถอะ” เกาหมิงก้าวนำไปก่อน “คุณคือแกนหลักของทีม หน้าที่นี้ให้ผมจัดการเอง”
โซ่เล็ก ๆ ถูกกระตุ้นด้วยเงามืด ราวกับรอยสักที่มีชีวิต มันปรากฏขึ้นบนข้อมือของเกาหมิง เขายื่นมือซ้ายออกไป ค่อย ๆ ผลักเปิดประตูห้องสี่ศูนย์ห้าช้า ๆ
ภายในห้องเช่าขนาดราวเก้าสิบตารางเมตร อบอวลไปด้วยกลิ่นประหลาด ใกล้ประตูห้องนั่งเล่นมีกระสอบพลาสติกสีดำขนาดใหญ่กองอยู่ห้าถุง ภายในบรรจุผ้าปูที่นอนที่เริ่มเหลืองและเสื้อผ้าของเด็ก
“ระวังตัวด้วย” ไป๋เฉียวยกไฟฉายขึ้น ส่องทางให้เกาหมิง
ในห้องนั่งเล่นดูเหมือนจะเคยเกิดการต่อสู้ขึ้น โต๊ะอาหารถูกพลิกคว่ำ เก้าอี้นอนอยู่บนพื้น เศษข้าวที่แข็งตัว และเศษชามกระเบื้องที่แตกระเกะระกะอยู่ตามพื้น
“ดูเหมือนจะไม่ใช่การกระทำฝ่ายเดียว ทั้งสองฝ่ายต่างก็สูญเสียการควบคุม” เกาหมิงสังเกตุเห็นหนังศีรษะชิ้นเล็ก ๆ ที่มีผมติดอยู่ จากลักษณะควรจะเป็นของผู้ชาย “สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่ผมคิดไว้มาก”
ปลายนิ้วลูบผ่านผนัง เกาหมิงสัมผัสถึงเชื้อราที่เกาะอยู่ เขามองไปรอบ ๆ แม้ประตูหน้าต่างจะปิดสนิท แต่ภายในห้องก็ยังอับชื้นมาก ในตู้เสื้อผ้า ใต้โซฟา หลังโทรทัศน์ ล้วนปกคลุมไปด้วยเชื้อรา
“ถ้าต้องอยู่ในที่แบบนี้ ผมก็คงรู้สึกแย่เหมือนกัน” คนขับร่างใหญ่แบ่งทีมออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มหนึ่งตามเกาหมิงเข้าไปในห้อง กลุ่มหนึ่งเฝ้าอยู่หน้าประตู อีกกลุ่มรับหน้าที่สนับสนุนและคอยช่วยเหลือ
“อารมณ์ไม่ดีเป็นเรื่องปกติ แต่การทําร้ายคนใกล้ตัวเพื่อระบายความโกรธ ยังไงก็ไม่ถูกต้อง” เกาหมิงเดินไปอีกฝั่งของห้องนั่งเล่น ห้องนี้แทบไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นบ้าน ทั้งสกปรก รกรุงรัง และเต็มไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็น
ครอบครัวนี้แตกสลายเช่นเดียวกับเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ภายในห้อง
ทุกอย่างพังไปหมดแล้ว
“ทั้งพ่อและแม่ต่างใช้ความรุนแรง โต้เถียงทะเลาะกันเหมือนคนเสียสติ” เกาหมิงหยิบเศษแจกันที่แตกขึ้นมา ขอบชิ้นส่วนยังมีคราบเลือดเล็กน้อยและเส้นผมติดอยู่ “พวกเขากลายเป็นแบบนี้เพราะอิทธิพลของเหตุการณ์ผิดปกติ หรือพวกเขาเป็นแบบนี้อยู่ก่อนแล้ว?”
“ตามคำให้การของผู้พักอาศัยละแวกนี้ พวกเขาทะเลาะกันบ่อยครั้งตั้งแต่ก่อนที่เหตุการณ์ผิดปกติจะเกิดขึ้น” ไป๋เฉียวไม่ได้รบกวนเกาหมิง เธอเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่า คนธรรมดาที่เคยแก้ไขเหตุการณ์ผิดปกติระดับสามได้ จะมีความสามารถแค่ไหน
“แม้ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น โศกนาฏกรรมก็อาจจะเกิดขึ้นได้อยู่ดี…” เกาหมิงพยายามทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเกมกับความเป็นจริง “ดังนั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติที่พบพวกเขา แต่เป็นครอบครัวนี้เองที่ดึงดูดเหตุการณ์ผิดปกติเข้ามา”
เมื่อเดินผ่านห้องนั่งเล่นไป เกาหมิงก็มาถึงห้องเดียวที่ยังถือว่าสะอาดอยู่บ้าง ดูเหมือนจะเป็นห้องนอนของเด็ก
ในห้องขนาดไม่ใหญ่ มีโต๊ะหนังสือ ตู้เสื้อผ้า และเตียงเดี่ยวหนึ่งเตียง สิ่งที่น่าสนใจคือ ยังไม่ถึงฤดูใบไม้ร่วง แต่บนเตียงกลับมีผ้าห่มหนาสำหรับฤดูหนาวและผ้าห่มหลายผืนวางอยู่
ผ้าห่มเหล่านั้นล้อมรอบเตียง ราวกับกำแพงในจินตนาการของเด็ก
เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้า สิ่งที่อยู่ในนั้นมีเพียงเสื้อผ้าเด็กไม่กี่ชุดถูกแขวนอยู่ด้านใน ชั้นล่างของตู้ถูกปูด้วยหนังสือพิมพ์ มีไฟฉายและกล่องสีเทียนวางอยู่
“ใต้ตู้เสื้อผ้า กว้างพอให้เด็กคนหนึ่งเข้าไปซ่อนตัวได้ ในเวลาที่เขาหวาดกลัว เด็กอาจจะเลือกซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าเพื่อวาดรูป” เกาหมิงย่อตัวลง “สภาพแวดล้อมที่ปิดล้อม จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกปลอดภัย ราวกับได้กลับเข้าไปอยู่ในท้องของแม่อีกครั้ง”
ขณะที่เกาหมิงคว้ากล่องสีเทียนไว้ เพิ่งจะขยับมันออกมา แขนที่ทำจากผ้าทอเส้นหนึ่งก็พลันกดทับลงบนกล่องสีเทียนอย่างกะทันหัน
ไป๋เฉียวและเจ้าหน้าที่มือใหม่อีกคนที่อยู่ข้าง ๆ ต่างก็เกิดความตึงเครียดขึ้นมา ทว่าเกาหมิงกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เขากระชากทั้งกล่องสีและแขนนั้นออกมาพร้อมกัน
“ตุ๊กตาผ้าน่าเกลียดจริง ๆ”
ในส่วนลึกของตู้เสื้อผ้า ซ่อนตุ๊กตาผ้าที่ทำขึ้นด้วยมือไว้ตัวหนึ่ง มันถูกปะติดและต่อกันด้วยเศษผ้าสกปรกมากมายและเปื้อนด้วยสีต่าง ๆ แทบจะดูไม่เป็นรูปร่าง
“เพื่อนบ้านไม่ได้เห็นว่าสามีภรรยาคู่นั้นพาเด็กออกไป ตำรวจก็หาเด็กไม่พบ พวกคุณคิดว่า เด็กคนนั้นจะกลายเป็นตุ๊กตาผ้าตัวนี้หรือเปล่า?” เกาหมิงล็อกตรงลำคอของตุ๊กตา แล้วมัดแขนทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเล่าเรื่องผีไหม!”
ไป๋เฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อย เกาหมิงไม่ได้รับการฝึกอบรมภายในของสำนักงานสอบสวน และไม่ได้ปฏิบัติตามกฏระเบียบเลยแม้แต่น้อย
นิ้วมือกดไล่ไปทั่วผิวของตุ๊กตาผ้า เกาหมิงไม่รู้สึกว่ามีสิ่งแปลกประหลาดซ่อนอยู่ภายใน เขาจึงเปิดกล่องสีเทียนออกมาอีกครั้ง ใต้ฝามีข้อความเขียนเอียง ๆ ว่า
อยากซ่อนตัวอยู่ในที่ที่ไม่มีใครหาเจอ
“ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ผิดปกติจะช่วยทำให้ความปรารถนาของเด็กคนนี้เป็นจริง” เกาหมิงนึกถึงคำอธิษฐานวันเกิดของตัวเอง เขาพลันรู้สึกว่า เหตุการณ์ผิดปกติดูเหมือนจะใส่ใจมนุษย์มากเป็นพิเศษ มันคว้าช่องโหว่ในจิตใจของผู้คน แล้วพยายามเติมเต็มอย่างสุดกำลัง เพียงแต่วิธีการเติมเต็มนั้นเต็มไปด้วยความโหดร้ายและน่าสะพรึง
การตรวจสอบห้องสี่ศูนย์ห้าเสร็จสิ้นลงโดยพื้นฐาน เจ้าหน้าที่มือใหม่ที่ตามหลังเกาหมิงหยิบอุปกรณ์ออกมาเก็บตัวอย่างสิ่งของภายในห้อง แม้แต่เชื้อราบนผนัง พวกเขาก็จะนำกลับไปตรวจสอบด้วย
“พวกคุณระวังตัวให้ดี ครั้งนี้สิ่งที่พวกเราต้องเผชิญ อาจไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติระดับหนึ่ง” หลังจากกำชับเสียงเบาแล้ว เกาหมิงก็นั่งลงบนเตียงของเด็ก แล้วครุ่นคิดอย่างเงียบ ๆ
เขาเคยทำเกมตามหาเด็กที่หายไปเกมหนึ่ง เกมนั้นชื่อว่า “ซ่อนหา” มีผีเจ็ดตัวกับเด็กหนึ่งคนเล่นเกมกัน แค่หาเด็กตัวจริงให้เจอก็ถือว่าผ่านด่าน แต่เกมนั้นไม่สอดคล้องกับเหตุการณ์ผิดปกตินี้ สิ่งที่ทิ้งเงามืดไว้ให้เด็กในเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ผี หากแต่เป็นพ่อแม่ของเขาเอง
‘พ่อแม่ทะเลาะกัน ใช้ความรุนแรงต่อกัน บางครั้งยังระบายความโกรธใส่เด็กอีกด้วย เด็กที่เติบโตในครอบครัวแบบนี้ ย่อมต้องเกิดปัญหาทางจิตใจหลากหลายรูปแบบ’
ตอนที่เกาหมิงทำงานให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา อาชญากรหลายคนมักถูกพ่อแม่ปฏิบัติอย่างรุนแรงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
‘ภายใต้บรรยากาศครอบครัวเช่นนี้ เด็กจะมีบุคลิกภาพสุดขั้วเพียงสองทางเท่านั้น ไม่ขาดความมั่นใจ ก็กลายเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง จากสภาพแวดล้อมตรงหน้า เด็กในห้องสี่ศูนย์ห้าน่าจะเป็นประเภทแรก’ เกาหมิงตัดสินจากสภาพของเด็ก
ทุกคนล้วนชอบเด็กที่เชื่อฟัง แต่การเชื่อฟังก็มีหลายประเภท หากเด็กถูกบังคับให้แสดงความประพฤติดีอยู่เสมอโลกภายในของพวกเขาอาจจะค่อย ๆ บิดเบี้ยวไปทีละน้อย
การแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดคือขี้กลัว ทำอะไรก็กลัวจะผิดพลาด เพราะกลัวจะทำให้คนอื่นโกรธ จึงเลือกที่จะซ่อนตัว
เกาหมิงมองกำแพงผ้าห่มที่ล้อมรอบขอบเตียง เขาขดตัว ลองนอนลงบนเตียงของเด็ก
‘ทุกครั้งที่พ่อแม่เด็กทะเลาะกัน ทุบตีกัน ด่ากันด้วยคำหยาบคาย ไม่มีใครที่ออกมาปกป้องเด็ก ไม่พอยังต้องระวังตัวอยู่เสมอไม่ให้เป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ของคนใดคนหนึ่ง’
‘ภายใต้สถานการณ์นี้ อารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุดก็คือ ความหวาดกลัว’
เกาหมิงนึกถึงภาพวาดบนผนังทางเดิน เมื่อตัวละครที่แทนพ่อและแม่เริ่มทะเลาะกัน ก็จะมีคนตัวเล็กสีแดงจำนวนมากคลานออกมาจากร่างของพวกเขา คนตัวเล็กเหล่านั้นถอดชิ้นส่วนร่างกายของตัวเองออก แล้ววิ่งเข้าหาเด็ก
‘บางที คนตัวเล็กสีแดงเหล่านั้น อาจเป็นวิธีที่เด็กใช้แสดงความหวาดกลัวออกมา’ ในหัวของเกาหมิง ค่อย ๆ ปรากฏภาพของเกมอีกเกมหนึ่ง เกมระดับลางร้ายเกมนั้นมีชื่อว่า ความกลัว
ในเกมนั้นไม่มีผีที่เป็นรูปธรรม และไม่มีฉากนองเลือดมากนัก แต่พลังทำลายล้างและระดับภัยคุกคามของมัน กลับร้ายแรงยิ่งกว่าเกมส่วนใหญ่เสียอีก
เนื้อหาของเกมเรียบง่ายมาก วันหนึ่งความกลัวปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง ทุกคนต่างจมอยู่ในความหวาดกลัว