เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 คุณเห็นผมใช่ไหม?

บทที่ 20 คุณเห็นผมใช่ไหม?

บทที่ 20 คุณเห็นผมใช่ไหม?


ตั้งแต่เด็ก ซูโม่เป็นคนขยันมาตลอด ผลการเรียนของเขาอยู่ในระดับห้าอันดับแรกของห้องเสมอ

เขาตั้งใจเรียน ทำงานพาร์ตไทม์ในเวลาว่าง ซูโม่ไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่ เขาแค่อยากเรียนจบ เข้าบริษัทดี ๆ จะได้หาเงินแบ่งเบาภาระครอบครัว

แม้จะยังเรียนไม่จบ แต่บางครั้งเขาก็เผลอจินตนาการถึงชีวิตการทำงานในอนาคต…

“ไดยินที่ถามไหม?”

น้ำเสียงของเกาหมิงเย็นลง ทำเอาซูโม่สะดุ้ง เมื่อครู่นี้ จิตใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยผู้ไร้เดียงสาคนนี้เต็มไปด้วยความคิดมากมาย

“ม..มม..ไม่!” ซูโม่ส่ายหัวอย่างรีบร้อน “ผมไม่ได้ยินอะไรเลย!”

“อย่าอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่ไม่ควรรู้” เกาหมิงยืนขวางประตู “เธอควรรีบกลับบ้าน อย่าออกมาทำงานหลังหัวค่ำ โลกนี้ซับซ้อนกว่าที่เธอคิด”

“ครับ ๆ” ซูโม่คว้าหมวกกันน็อกแล้ววิ่งหนีทันที เร็วยิ่งกว่าครั้งแรกที่เจอกันนเสียอีก

เขาวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในลิฟต์ รีบกดปุ่มปิดประตูซ้ำ ๆ พอประตูสแตนเลสสีเงินปิดสนิท เขาก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง

“ที่นี่มันบ้าไปแล้ว…”

ถึงแม้ภายในอาคารจะมีเครื่องปรับอากาศ แต่ซูโม่ก็ยังยืนปาดเหงื่อจากหน้าผากอยู่ตลอดเวลา เขาหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของลิฟต์ ใกล้ ๆ กันมีผู้ชายสองคน คนหนึ่งสูงอีกคนหนึ่งเตี้ย กำลังกระซิบกันเบา ๆ

“คืนก่อนมีโปรแกรมเมอร์ที่ชั้นสิบเอ็ดเสียชีวิตกระทันหัน เพราะทำงานหนักเกินไป เเพื่อนร่วมงานคิดว่าแค่หลับไป นึกไม่ถึงว่าจะเสียชีวิตไปแล้ว”

“โคตรหลอน ตอนนี้วงการเกมโคตรโหด ทำงานแทบตาย เงินที่ได้ยังไม่พอรักษาตัวเองด้วยซ้ำ”

“รู้ไหม อะไรน่ากลัวกว่านั้นอีก?” ชายร่างเตี้ยกวักมือแล้วกดเสียงให้ต่ำลง “เพื่อนของฉันที่ทำงานบนชั้นนั้นบอกว่า เมื่อคืนหลังปิดไฟเตรียมที่จะกลับบ้านก็สังเกตเห็นเงาคนกำลังทำงานอยู่ ก็เลยจะเปิดไฟให้ แต่แล้ว…. ชายคนนั้นก็กลับหันมาบอกอะไรบางอย่างที่ชวนขนลุก” ชายร่างเตี้ยเว้นจังหวะเล็กน้อง "เขาบอกว่า ไม่เป็นไรฉันมองเห็นได้!”

“หา? ช่โปรแกรมเมอร์ที่เสียชีวิตหรือเปล่า?”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นเพื่อนของฉันตกใจมาก เขายังบอกด้วยว่าคนที่พูดอยู่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเดียวกับคนตายนั่นแหละ!”

ลิฟต์สั่นเบา ๆ ก่อนที่ชายสองคนนั้นจะเดินออกไป ทิ้งให้ซูโม่อยู่ลำพัง

เขาจ้องตัวเลขบนหน้าจอลิฟต์ ความหวาดกลัวค่อย ๆ กัดกินหัวใจ เรื่องที่ได้ยินเมื่อกี้ยังดังก้องในหู

ยิ่งตัวเลขนับถอยหลังมากเท่าไหร่ยิ่งรู้ไม่สบายใจมากขึ้นเท่านั้น จนสุดท้ายกลายเป็นเลขสิบเอ็ด

ประตูลิฟต์เปิดออกอย่างช้า ๆ แต่ด้านนอกกลับว่างเปล่า ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศไหลเข้าตามคอเสื้อจนขนลุก ซูโม่มองโถงทางเดินอันว่างเปล่า หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่ เขายิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้นเท่านั้น

ไม่กี่วินาทีต่อมา ก่อนที่ลิฟต์จะปิด ชายคนหนึ่งถือกระเป๋าคอมพิวเตอร์รีบวิ่งตรงเข้ามาในลิฟต์

มีคนอยู่ด้วยทำให้ซูโม่รู้สึกดีขึ้น เขากอดหมวกกันน็อก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมรับงานต่อ

แต่พอมองหน้าจอนานเข้า เขากลับรู้สึกแปลก ๆ จึงลองพลิกเป็นโหมดกล้องหน้า แล้วเขาก็พบว่า ตั้งแต่ชายคนนั้นเข้ามา ก็เอาแต่จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ

ซูโม่กลืนน้ำลาย มองชายคนนั้นผ่านหางตา ดวงตาของอีกฝ่ายจ้องมองเขาเขม็ง

ขณะที่ซูโม่ขยับตัวโดยสัญชาตญาณ ถอยชนผนังลิฟต์ การแสดงออกของชายคนนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง สักพักปากของชายคนนั้นก็ขยับขึ้นช้า ๆ

“คุณเห็นผมใช่ไหม?”

….

เกาหมิงไม่ได้ไล่ตามซูโม่ เขายืนเฝ้าหน้าห้องเก็บของ ชิมชานมของตัวเองอย่างเงียบ ๆ

เมื่อยอดดาวน์โหลดเกมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาการของเซวียนเหวินก็ยิ่งแย่ลง จิตสำนึกของเธอเติบโตเร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ใกล้จะเสียสติ เพราะรับอารมณ์จำนวนมากเกินไป

สามทุ่มครึ่ง ห้องต่าง ๆ ในอาคารสำนักงานเริ่มปิดไฟไปเกือบหมด รถบัสรับส่งพนักงานรอบสุดท้ายก็ออกไปแล้ว

นอกจากสตูดิโอเย่เติง ยังมีเสตูดิโอ “อู๋เจี่ยว” สตูดิโออันดับห้าภายใต้โมตูเทคโนโลยี ที่ยังคงทำงานล่วงเวลาอยู่

ถึงสตูดิโอเย่เติงจะมีพนักงานน้อยกว่า แต่ทุกคนต่างก็ทุ่มเทให้กับงานนี้ เพราะช่วงเวลาก่อนหน้านี้แทบไม่มีงาน พอมีโปรเจกต์ ทุกคนเลยทุ่มสุดตัว

ในทางตรงกันข้าม สตูดิโออู๋เจี่ยวซึ่งอยู่ในบริษัทเครือเดียวกัน มีพนักงานมากกว่าสดูดิโอเยเติ่งหลายเท่า และครอบครองพื้นที่ถึงสามชั้น พวกเขาคือสตูดิโอที่ทำงานหนักที่สุดในเครือบริษัท เก้าชั่วโมงเป็นเวลาเลิกงานตามมาตรฐานของพวกเขา

“พวกเขาขยันออะไรกันขนาดนั้น? ขนาดนักโทษในเรือนจำเหิงซานยังไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้เลย” เกาหมิงกลัวว่าเซวียนเหวินจะหลุดการควบคุม ถ้าคนเยอะจะยิ่งอันตราย แต่ดันเป็นคืนที่ทุกคนตั้งใจทำงานเป็นพิเศษ

“เกาหมิง! ยอดดาวน์โหลดเวอร์ชันทดลองเกินหมื่นห้าแล้ว!” เว่ยต้าโย่ววิ่งมาบอก เขาดีใจจนยืนเฉยไม่ได้ “ทั้งที่ไม่มีโปรโมตเลย ผู้คนกำลังพูดถึงเกมนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เกมของเรามีโอกาสดังเป็นพลุแตกแน่!”

เยี่ยม” เกาหมิงยิ้มตอบ

“นายตัดสินใจถูกต้อง! สตูดิโอของเราจะอยู่รอดได้ด้วยเกมนี้!” เว่ยต้าโย่วชงกาแฟไปพูดไป “เจ็ดเดือนแล้วที่สตูดิโอของเราไม่มีรายได้ ตอนนี้ทุกคนฮึกเหิมสุดๆ!”

“แม้พวกเขาจะไม่พูด แต่จริง ๆ ก็รักที่นี่กันทั้งนั้น” เกาหมิงเองก็ร่วมงานกับเย่เติงมานาน รู้ดีว่าสตูดิโอเคยรุ่งโรจน์เพียงใด

“ครั้งนี้จะต้องเป็นการพลิกโฉมเกมครั้งใหญ่!” เว่ยต้าโย่วดูไม่มีทีท่าว่าจะกลับบ้าน ทำให้เกาหมิงปวดหัว

“ต้าโย่ว บอกให้ทุกคนกลับบ้านไปพักเถอะ ดึกมากแล้ว”

“วันนี้ไม่กลับ! พวกเราทุกคนจะสู้!” เว่ยต้าโย่วกระดกกาแฟ แล้วเดินกลับโต๊ะด้วยความฮึกเหิม

“หัวรั้นกันจริง ๆ” เกาหมิงมองตัวเลขดาวน์โหลดที่ยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด แล้วเคาะประตูห้องเก็บของ “เซวียนเหวิน คุณดีขึ้นไหม?”

ไม่มีเสียงตอบกลับ เกาหมิงเริ่มกังวล เขาแง้มประตูออกเล็กน้อย

แสงด้านในบิดเบี้ยว ห้องมืดสนิท มีเพียงเงาทึบหลายชั้นพลิ้วไหวเหมือนเปลวไฟ

“เซวียนเหวิน?”

ผู้หญิงในชุดทำงานกำลังถูกปกคลุมไปด้วยเงามืดขมุกขมัว ดวงตาปิดสนิท เส้นเลือดฝอยสีดำเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาจากผิวหนังของเธอ ปลายด้านหนึ่งเชื่อมต่อกับเงามืดรอบตัว ราวกับโซ่ที่พันธนาการเธอเอาไว้

‘นี่มัน…. เหมือนกับสายโซ่ที่เชื่อมระหว่างเรากับจ้าวซีเลย!’

จ้าวซีถูกโลกอื่นเปลี่ยนให้กลายเป็นผีร้าย ความสามารถทั้งหมดของเขามาจากอีกโลกหนึ่ง ส่วนความทรงจำ ความเสียใจ และความยึดติด ได้กลายเป็นเส้นเลือดสีดำคล้ายโซ่ ที่พันรอบข้อมือของเขากับเกาหมิง

จ้าวซีคือคนจริง ๆ แต่เซวียนเหวินเป็นตัวละครที่เกาหมิงออกแบบขึ้นมา เธอไม่มีความเชื่อมโยงกับโลกจริงเลย

แต่เมื่อมีผู้เล่นมากกว่าหมื่นคนรับรู้การมีอยู่ของเธอผ่านตัวเกม เส้นเลือดสีดำเหล่านี้ก็เริ่มปรากฏขึ้นภายในตัวเธอเช่นกัน

เกาหมิงรำพึง “ถ้าเชื่อว่ามีก็มี ถ้าไม่เชื่อว่ามีก็จะไม่มี ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผีเหล่านั้นแพร่กระจายความกลัวผ่านเรื่องเล่า

เขาก้าวเข้าไปในเงามืด มองลำคอซีดขาวของเซวียนเหวิน

เส้นเลือดเล็ก ๆ ทั้งหมดรวมตัวไปที่นั่น ก่อตัวเป็นโซ่หนึ่งเส้น เหมือนเป็นแก่นของความทรงจำและความยึดติดของเธอ

‘ถ้าเราทำลายโซ่ เซวียนเหวินอาจถูกส่งกลับไปยังโลกเงา ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปเธออาจจะสูญเสียการควบคุม  แต่ถ้าเชื่อมโซ่เส้นนั้นเข้ากับเรา.…’

โอกาสที่จะ “ฆ่า” หรือ “ควบคุม” เธอ อยู่ตรงหน้าแล่ว

แต่เกาหมิงยกมือขึ้น…แล้วหยิบชานมที่เธอยังไม่ได้ดื่มแทน

‘การตระหนักรู้ในตนเองนั้นก็ยากพออยู่แล้ว แต่การจากไปโดยไม่ประสบกับความสุขใด ๆ เลยย่อมโหดร้ายกว่า’ เกาหมิงเปิดฝาแล้วกระดก “ไม่ใส่น้ำแข็งอร่อยกว่าจริง ๆ”

เกาหมิงเดินออกจากห้องพร้อมชานมในมือ หลังจากที่ประตูปิดลง ดวงตาที่ปิดสนิทของเซวียนเหวิน…ก็ค่อย ๆ เปิดขึ้น

“ฉันให้โอกาสคุณ แต่คุณกลับเลือดที่จะดื่มแค่ชานม?”

จบบทที่ บทที่ 20 คุณเห็นผมใช่ไหม?

คัดลอกลิงก์แล้ว