- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 20 คุณเห็นผมใช่ไหม?
บทที่ 20 คุณเห็นผมใช่ไหม?
บทที่ 20 คุณเห็นผมใช่ไหม?
ตั้งแต่เด็ก ซูโม่เป็นคนขยันมาตลอด ผลการเรียนของเขาอยู่ในระดับห้าอันดับแรกของห้องเสมอ
เขาตั้งใจเรียน ทำงานพาร์ตไทม์ในเวลาว่าง ซูโม่ไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่ เขาแค่อยากเรียนจบ เข้าบริษัทดี ๆ จะได้หาเงินแบ่งเบาภาระครอบครัว
แม้จะยังเรียนไม่จบ แต่บางครั้งเขาก็เผลอจินตนาการถึงชีวิตการทำงานในอนาคต…
“ไดยินที่ถามไหม?”
น้ำเสียงของเกาหมิงเย็นลง ทำเอาซูโม่สะดุ้ง เมื่อครู่นี้ จิตใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยผู้ไร้เดียงสาคนนี้เต็มไปด้วยความคิดมากมาย
“ม..มม..ไม่!” ซูโม่ส่ายหัวอย่างรีบร้อน “ผมไม่ได้ยินอะไรเลย!”
“อย่าอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่ไม่ควรรู้” เกาหมิงยืนขวางประตู “เธอควรรีบกลับบ้าน อย่าออกมาทำงานหลังหัวค่ำ โลกนี้ซับซ้อนกว่าที่เธอคิด”
“ครับ ๆ” ซูโม่คว้าหมวกกันน็อกแล้ววิ่งหนีทันที เร็วยิ่งกว่าครั้งแรกที่เจอกันนเสียอีก
เขาวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในลิฟต์ รีบกดปุ่มปิดประตูซ้ำ ๆ พอประตูสแตนเลสสีเงินปิดสนิท เขาก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
“ที่นี่มันบ้าไปแล้ว…”
ถึงแม้ภายในอาคารจะมีเครื่องปรับอากาศ แต่ซูโม่ก็ยังยืนปาดเหงื่อจากหน้าผากอยู่ตลอดเวลา เขาหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของลิฟต์ ใกล้ ๆ กันมีผู้ชายสองคน คนหนึ่งสูงอีกคนหนึ่งเตี้ย กำลังกระซิบกันเบา ๆ
“คืนก่อนมีโปรแกรมเมอร์ที่ชั้นสิบเอ็ดเสียชีวิตกระทันหัน เพราะทำงานหนักเกินไป เเพื่อนร่วมงานคิดว่าแค่หลับไป นึกไม่ถึงว่าจะเสียชีวิตไปแล้ว”
“โคตรหลอน ตอนนี้วงการเกมโคตรโหด ทำงานแทบตาย เงินที่ได้ยังไม่พอรักษาตัวเองด้วยซ้ำ”
“รู้ไหม อะไรน่ากลัวกว่านั้นอีก?” ชายร่างเตี้ยกวักมือแล้วกดเสียงให้ต่ำลง “เพื่อนของฉันที่ทำงานบนชั้นนั้นบอกว่า เมื่อคืนหลังปิดไฟเตรียมที่จะกลับบ้านก็สังเกตเห็นเงาคนกำลังทำงานอยู่ ก็เลยจะเปิดไฟให้ แต่แล้ว…. ชายคนนั้นก็กลับหันมาบอกอะไรบางอย่างที่ชวนขนลุก” ชายร่างเตี้ยเว้นจังหวะเล็กน้อง "เขาบอกว่า ไม่เป็นไรฉันมองเห็นได้!”
“หา? ช่โปรแกรมเมอร์ที่เสียชีวิตหรือเปล่า?”
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นเพื่อนของฉันตกใจมาก เขายังบอกด้วยว่าคนที่พูดอยู่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเดียวกับคนตายนั่นแหละ!”
ลิฟต์สั่นเบา ๆ ก่อนที่ชายสองคนนั้นจะเดินออกไป ทิ้งให้ซูโม่อยู่ลำพัง
เขาจ้องตัวเลขบนหน้าจอลิฟต์ ความหวาดกลัวค่อย ๆ กัดกินหัวใจ เรื่องที่ได้ยินเมื่อกี้ยังดังก้องในหู
ยิ่งตัวเลขนับถอยหลังมากเท่าไหร่ยิ่งรู้ไม่สบายใจมากขึ้นเท่านั้น จนสุดท้ายกลายเป็นเลขสิบเอ็ด
ประตูลิฟต์เปิดออกอย่างช้า ๆ แต่ด้านนอกกลับว่างเปล่า ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศไหลเข้าตามคอเสื้อจนขนลุก ซูโม่มองโถงทางเดินอันว่างเปล่า หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่ เขายิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้นเท่านั้น
ไม่กี่วินาทีต่อมา ก่อนที่ลิฟต์จะปิด ชายคนหนึ่งถือกระเป๋าคอมพิวเตอร์รีบวิ่งตรงเข้ามาในลิฟต์
มีคนอยู่ด้วยทำให้ซูโม่รู้สึกดีขึ้น เขากอดหมวกกันน็อก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมรับงานต่อ
แต่พอมองหน้าจอนานเข้า เขากลับรู้สึกแปลก ๆ จึงลองพลิกเป็นโหมดกล้องหน้า แล้วเขาก็พบว่า ตั้งแต่ชายคนนั้นเข้ามา ก็เอาแต่จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
ซูโม่กลืนน้ำลาย มองชายคนนั้นผ่านหางตา ดวงตาของอีกฝ่ายจ้องมองเขาเขม็ง
ขณะที่ซูโม่ขยับตัวโดยสัญชาตญาณ ถอยชนผนังลิฟต์ การแสดงออกของชายคนนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง สักพักปากของชายคนนั้นก็ขยับขึ้นช้า ๆ
“คุณเห็นผมใช่ไหม?”
….
เกาหมิงไม่ได้ไล่ตามซูโม่ เขายืนเฝ้าหน้าห้องเก็บของ ชิมชานมของตัวเองอย่างเงียบ ๆ
เมื่อยอดดาวน์โหลดเกมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาการของเซวียนเหวินก็ยิ่งแย่ลง จิตสำนึกของเธอเติบโตเร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ใกล้จะเสียสติ เพราะรับอารมณ์จำนวนมากเกินไป
สามทุ่มครึ่ง ห้องต่าง ๆ ในอาคารสำนักงานเริ่มปิดไฟไปเกือบหมด รถบัสรับส่งพนักงานรอบสุดท้ายก็ออกไปแล้ว
นอกจากสตูดิโอเย่เติง ยังมีเสตูดิโอ “อู๋เจี่ยว” สตูดิโออันดับห้าภายใต้โมตูเทคโนโลยี ที่ยังคงทำงานล่วงเวลาอยู่
ถึงสตูดิโอเย่เติงจะมีพนักงานน้อยกว่า แต่ทุกคนต่างก็ทุ่มเทให้กับงานนี้ เพราะช่วงเวลาก่อนหน้านี้แทบไม่มีงาน พอมีโปรเจกต์ ทุกคนเลยทุ่มสุดตัว
ในทางตรงกันข้าม สตูดิโออู๋เจี่ยวซึ่งอยู่ในบริษัทเครือเดียวกัน มีพนักงานมากกว่าสดูดิโอเยเติ่งหลายเท่า และครอบครองพื้นที่ถึงสามชั้น พวกเขาคือสตูดิโอที่ทำงานหนักที่สุดในเครือบริษัท เก้าชั่วโมงเป็นเวลาเลิกงานตามมาตรฐานของพวกเขา
“พวกเขาขยันออะไรกันขนาดนั้น? ขนาดนักโทษในเรือนจำเหิงซานยังไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้เลย” เกาหมิงกลัวว่าเซวียนเหวินจะหลุดการควบคุม ถ้าคนเยอะจะยิ่งอันตราย แต่ดันเป็นคืนที่ทุกคนตั้งใจทำงานเป็นพิเศษ
“เกาหมิง! ยอดดาวน์โหลดเวอร์ชันทดลองเกินหมื่นห้าแล้ว!” เว่ยต้าโย่ววิ่งมาบอก เขาดีใจจนยืนเฉยไม่ได้ “ทั้งที่ไม่มีโปรโมตเลย ผู้คนกำลังพูดถึงเกมนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เกมของเรามีโอกาสดังเป็นพลุแตกแน่!”
เยี่ยม” เกาหมิงยิ้มตอบ
“นายตัดสินใจถูกต้อง! สตูดิโอของเราจะอยู่รอดได้ด้วยเกมนี้!” เว่ยต้าโย่วชงกาแฟไปพูดไป “เจ็ดเดือนแล้วที่สตูดิโอของเราไม่มีรายได้ ตอนนี้ทุกคนฮึกเหิมสุดๆ!”
“แม้พวกเขาจะไม่พูด แต่จริง ๆ ก็รักที่นี่กันทั้งนั้น” เกาหมิงเองก็ร่วมงานกับเย่เติงมานาน รู้ดีว่าสตูดิโอเคยรุ่งโรจน์เพียงใด
“ครั้งนี้จะต้องเป็นการพลิกโฉมเกมครั้งใหญ่!” เว่ยต้าโย่วดูไม่มีทีท่าว่าจะกลับบ้าน ทำให้เกาหมิงปวดหัว
“ต้าโย่ว บอกให้ทุกคนกลับบ้านไปพักเถอะ ดึกมากแล้ว”
“วันนี้ไม่กลับ! พวกเราทุกคนจะสู้!” เว่ยต้าโย่วกระดกกาแฟ แล้วเดินกลับโต๊ะด้วยความฮึกเหิม
“หัวรั้นกันจริง ๆ” เกาหมิงมองตัวเลขดาวน์โหลดที่ยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด แล้วเคาะประตูห้องเก็บของ “เซวียนเหวิน คุณดีขึ้นไหม?”
ไม่มีเสียงตอบกลับ เกาหมิงเริ่มกังวล เขาแง้มประตูออกเล็กน้อย
แสงด้านในบิดเบี้ยว ห้องมืดสนิท มีเพียงเงาทึบหลายชั้นพลิ้วไหวเหมือนเปลวไฟ
“เซวียนเหวิน?”
ผู้หญิงในชุดทำงานกำลังถูกปกคลุมไปด้วยเงามืดขมุกขมัว ดวงตาปิดสนิท เส้นเลือดฝอยสีดำเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาจากผิวหนังของเธอ ปลายด้านหนึ่งเชื่อมต่อกับเงามืดรอบตัว ราวกับโซ่ที่พันธนาการเธอเอาไว้
‘นี่มัน…. เหมือนกับสายโซ่ที่เชื่อมระหว่างเรากับจ้าวซีเลย!’
จ้าวซีถูกโลกอื่นเปลี่ยนให้กลายเป็นผีร้าย ความสามารถทั้งหมดของเขามาจากอีกโลกหนึ่ง ส่วนความทรงจำ ความเสียใจ และความยึดติด ได้กลายเป็นเส้นเลือดสีดำคล้ายโซ่ ที่พันรอบข้อมือของเขากับเกาหมิง
จ้าวซีคือคนจริง ๆ แต่เซวียนเหวินเป็นตัวละครที่เกาหมิงออกแบบขึ้นมา เธอไม่มีความเชื่อมโยงกับโลกจริงเลย
แต่เมื่อมีผู้เล่นมากกว่าหมื่นคนรับรู้การมีอยู่ของเธอผ่านตัวเกม เส้นเลือดสีดำเหล่านี้ก็เริ่มปรากฏขึ้นภายในตัวเธอเช่นกัน
เกาหมิงรำพึง “ถ้าเชื่อว่ามีก็มี ถ้าไม่เชื่อว่ามีก็จะไม่มี ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผีเหล่านั้นแพร่กระจายความกลัวผ่านเรื่องเล่า
เขาก้าวเข้าไปในเงามืด มองลำคอซีดขาวของเซวียนเหวิน
เส้นเลือดเล็ก ๆ ทั้งหมดรวมตัวไปที่นั่น ก่อตัวเป็นโซ่หนึ่งเส้น เหมือนเป็นแก่นของความทรงจำและความยึดติดของเธอ
‘ถ้าเราทำลายโซ่ เซวียนเหวินอาจถูกส่งกลับไปยังโลกเงา ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปเธออาจจะสูญเสียการควบคุม แต่ถ้าเชื่อมโซ่เส้นนั้นเข้ากับเรา.…’
โอกาสที่จะ “ฆ่า” หรือ “ควบคุม” เธอ อยู่ตรงหน้าแล่ว
แต่เกาหมิงยกมือขึ้น…แล้วหยิบชานมที่เธอยังไม่ได้ดื่มแทน
‘การตระหนักรู้ในตนเองนั้นก็ยากพออยู่แล้ว แต่การจากไปโดยไม่ประสบกับความสุขใด ๆ เลยย่อมโหดร้ายกว่า’ เกาหมิงเปิดฝาแล้วกระดก “ไม่ใส่น้ำแข็งอร่อยกว่าจริง ๆ”
เกาหมิงเดินออกจากห้องพร้อมชานมในมือ หลังจากที่ประตูปิดลง ดวงตาที่ปิดสนิทของเซวียนเหวิน…ก็ค่อย ๆ เปิดขึ้น
“ฉันให้โอกาสคุณ แต่คุณกลับเลือดที่จะดื่มแค่ชานม?”