- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 16 พื้นฐาน
บทที่ 16 พื้นฐาน
บทที่ 16 พื้นฐาน
เกาหมิงวิ่งฝ่าสายฝนกลับห้อง
เขามีวันที่น่าพอใจมาก ซึ่งน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าการทำงานในเรือนจำสำหรับผู้กระทำความผิดร้ายแรงเสียอีก
หลังจากปิดประตู เขาก็นำรูปถ่ายขาวดำไม่กี่ใบที่ตนมีอยู่ วางเรียงบนโต๊ะน้ำชา “ถ้าเกมสยองขวัญหลอมรวมเข้ากับความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์เมื่อไหร่... คนในรูปพวกนี้จะกลับมาได้ไหมนะ? แต่ถ้ากลับมาแล้ว... พวกเขาจะยังเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า?”
สายตาเลื่อนไปยังรูปของครูเหยา เกาหมิงอดกังวลไม่ได้ว่าคนคนนั้นอาจไม่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมอีกฝั่งหนึ่งได้ เขาจึงตั้งใจไว้ว่าครั้งหน้าถ้าได้เข้าสู่เกมอีกครั้ง จะนำรูปถ่ายขาวดำของจ้าวซีและครูเหยาไปด้วย
ยามค่ำคืน ฝนยังคงเทกระหน่ำ ท้องที่ว่างเปล่าของเกาหมิงร้องครวญจากความหิว เขาเปิดตู้เย็นแต่กลับไม่อยากแตะของกินในบ้านเลย เกมแรกทิ้งรอยแผลในใจไว้ลึกเกินไป
“สั่งอาหารดีกว่า... หลังจากภัยพิบัติปะทุเต็มที่ ต่อให้มีคนกล้ามาส่ง ฉันก็คงไม่กล้ากินอยู่ดี” เขาพึมพำพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดสั่งอาหาร ก่อนจะมองจออย่างเหม่อลอย
ภาพพื้นหลังของเขาเป็นรูปถ่ายที่ถ่ายไว้ในหมู่บ้านชานเมืองซินลู่ ในรูป เขานั่งกินข้าวกับพ่อแม่ในวันหยุดพักจากงาน
แม่ยังสวมใส่ผ้ากันเปื้อนอยู่ ถือจานอาหารที่เพิ่งทำเสร็จ และดูเหมือนกำลังบ่นเรื่องเพื่อนบ้านที่อยากแนะนำหญิงสาวให้กับเกาหมิง หลังจากที่เขามีงานมั่นคงแล้ว
ส่วนพ่อก็อาศัยจังหวะที่แม่ว้าวุ่น แอบรินเหล้าดื่มหนึ่งแก้วอย่างเงียบๆ
เกาหมิงเองได้แต่พยักหน้ารับคำอย่างเสียไม่ได้ สีหน้าเบื่อหน่ายจนแทบเห็นได้ชัด
ภาพถ่ายนั้นดูอบอุ่น แต่ในขณะเดียวกันเขากลับรู้สึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมา จนต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะแน่นด้วยความมึนงง
สามคนในภาพดู “ปกติ” ทุกอย่าง... แต่ปัญหาคือ ใครเป็นคนถ่ายรูปนี้?
ตำแหน่งของโทรศัพท์อยู่ไกลเกินกว่าจะเป็นการตั้งเวลาถ่ายอัตโนมัติ และเขาจำได้ลางๆ ว่าตอนนั้นในบ้านเหมือนจะมี “คนที่สี่” อยู่ด้วย แต่เขานึกไม่ออกเลยว่าคือใคร
เจ้าหน้าที่สอบสวนบอกว่าระหว่างเหตุผิดปกติ การสื่อสารทั้งหมดจะถูกตัดขาด... แต่ในช่วงสามวันที่เราติดอยู่ข้างใน กลับได้รับโทรศัพท์จากแม่…
“เหตุการณ์ผิดปกติมันเริ่มเกิดขึ้นที่เมืองซินลู่ตั้งแต่ครึ่งปีก่อน แล้วที่ผ่านมาครึ่งปี โทรศัพท์ที่โทรมาหาเรา... เป็นใครกันแน่?”
เกาหมิงไม่กล้าคิดต่อ
เขารู้จักครอบครัวของตัวเองดีมาก ในฐานะจิตแพทย์ เขาเก่งในการอ่านใจคน จะหลอกเขาได้นั้น ไม่ง่ายเลย
ฝนตกหนักถนนปิด เป็นไปไม่ได้ที่จะไปเมืองซินลู่ เกาหมิงจึงกำมือแน่นจนข้อนิ้วลั่นกรอบ
หลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ที่คุ้นเคยที่สุดในชีวิต
เสียงสายไม่ว่างดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ความตึงเครียดในใจเขาแทบระเบิดยิ่งกว่าตอนอยู่ในเกมเรื่องเล่าลึกลับเสียอีก
“ทำไม่มีใครรับสาย?”
เขาเดินวนไปมาในห้อง ก่อนจะโทรซ้ำอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครรับ “ทำไมจู่ๆ ถึงติดต่อไม่ได้ล่ะ?”
เกาหมิงนั่งลงบนโซฟา มองดูรูปถ่ายขาวดำบนโต๊ะ
ภาพครอบครัวกำลังถือเค้ก!
ก่อนจะพยายามโทรออกเป็นครั้งที่เจ็ด
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด…
เสียงฝนที่เคาะกระจกค่อยๆ เบาลง ความเย็นบางเบาแทรกเข้ามาในห้องราวกับงูตัวเล็กๆ เลื้อยออกมาจากเงามืด ค่อยๆ พันรอบข้อเท้าของเขา
เกาหมิงรู้สึกถึงอุณหภูมิที่ลดลง
รูปถ่ายขาวดำบนโต๊ะ... แม่กำลังยิ้มขึ้นอย่างช้า ๆ
จู่ ๆ ก็มีการรับสาย
“ฮัลโหล?” เกาหมิงผุดลุกขึ้นทันที เขาได้ยินเสียงซ่าของกระแสไฟ และเสียงเหมือนมีของหนักถูกลากอยู่ไม่ไกล ราวกับมีใครบางคนกำลังเดินเข้ามาใกล้
“ได้ยินไหมครับ? ผมเอง... เกาหมิง!” เขาตะโกนออกมา
แสงไฟในห้องนั่งเล่นเริ่มกระพริบพร้อมเสียงไฟฟ้าดังแผ่ว ในขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นในโถงทางเดินด้านนอก ร่างกายเกาหมิงเย็นเยียบ รู้สึกเหมือนพลังชีวิตถูกดูดออกไปทีละน้อย
“คุณเป็นใครกันแน่...”
“อยู่ที่นี่เถอะ...” เสียงของ “แม่” ที่แผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์ เหมือนกระซิบจากที่ไกลโพ้น เงามืดมากมายเริ่มพลุ่งพล่านตามมุมห้อง เสมือนรากไม้ของต้นไม้ใหญ่ใต้ดินกำลังแทงทะลุขึ้นสู่ผิว
อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เกาหมิงพยายามจะวางสาย แต่เสียงทางโทรศัพท์กลับชัดเจนขึ้นทุกขณะ
“อยู่ที่นี่เถอะ... อยู่ที่นี่เถอะ... อยู่ที่นี่เถอะ!!!”
เสียงแหลมบาดหูแทบจะฉีกแก้วหูของเขา หากยังฟังต่อไปอีกเพียงนิดเดียว เขาอาจได้เจอพ่อกับแม่พวกนั้น... อีกครั้ง
ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นจับไว้ ขณะที่เกาหมิงกำลังจะถูกเงากลืนกิน ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น!
ปัง! ปัง! ปัง!
“อาหารเดลิเวอรี่มาส่งแล้วครับ!”
“มีใครอยู่ไหม! อาหารของคุณมาส่งแล้ว! รับสายหน่อยครับ!”
บางส่วนของเงามืดคืบคลานมุ่งไปทางประตู เกาหมิงรวบรวมแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่จนในที่สุดก็สามารถกดวางสายโทรศัพท์ได้สำเร็จ
อุณหภูมิในห้องค่อยๆ สูงขึ้น แสงอบอุ่นส่องสว่างกลับมาอีกครั้ง เขารีบเปิดประตูห้องนั่งเล่นพรวดออกไปทันที!
คนส่งอาหารที่ยังยืนเคาะประตูอยู่ถึงกับชะงัก เห็นเกาหมิงโผนล้มหน้าคะมำออกมานอนอยู่ตรงทางเดิน เสื้อผ้ายับยู่ยี่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก หอบหายใจแรงแทบขาดใจ
‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน... ที่สายโทรศัพท์ถูกแทนที่ไป? ครึ่งปีมานี้เราคุยกับ... ผีอยู่ตลอดเหรอ?’ เกาหมิงยังรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวทั่วร่าง มือทั้งสองสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เห็นสภาพเขาเป็นแบบนั้น เด็กส่งอาหารที่ถือถุงข้าวไก่เหงื่อซึมถึงกับตะลึง พูดไม่ออก ได้แต่ยืนชิดกำแพงพูดเสียงแผ่ว “ค..คุณ อ เอ่อ พี่ชาย… อาหารมาส่งแล้วนะครับ”
“ขอโทษนะ ที่ทำให้ลำบากแล้ว” เกาหมิงค่อยๆ ตั้งสติ ลุกขึ้นมองเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความขอบคุณ ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงเคาะประตูของเด็กคนนี้ เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้ออกมาจากเงามืดนั้น “เธอชื่ออะไร เคาะอยู่นานไหม ถ้าพี่ทำให้เธอเสียเวลา ก็ขอโทษด้วย”
“ผมชื่อซูโม่ครับ แค่ให้คะแนนดี ๆ ก็พอแล้วครับ” เด็กส่งอาหารยกมือจะยื่นถุงข้าวให้ แต่เกาหมิงกลับล้วงกระเป๋าออกมา ควักเงินสองร้อยหยวนแล้วยัดใส่มือเขา
ด้วยความงุนงงกับเงินที่เกาหมิงให้ ซูโม่จึงถามว่า “พี่ทำอะไร! ทำไมให้เงินผมเยอะขนาดนี้”
“ไม่เป็นไร” เกาหมิงพูดพลางล้วงกระเป๋าต่อ “พี่ไม่ค่อยพกเงินสด เธอแอดพี่เป็นเพื่อนหน่อยสิ เดี๋ยวโอนเงินเพิ่มให้”
“ไม่ต้องครับ แค่ช้าไปห้านาทีเอง ไม่เป็นไรจริง ๆ” ซูโม่ส่ายมือเร็ว เขาพยายามคืนทั้งข้าวและเงินให้เกาหมิง
“เธอสมควรได้รับสิ่งนี้” เกาหมิงพูดเสียงต่ำ รู้สึกหนาวสั่นจากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา “เมื่อกี้เธออยู่นอกห้อง เห็นอะไรแปลกๆ ไหม? หรือได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ บ้างรึเปล่า?”
“ไม่เลยครับ” ซูโม่พูดพลางส่ายหน้าอย่างงุนงง
“ดูเหมือนว่าผีพวกนั้นจะมีขอบเขต” เกาหมิงพึมพำเบา ๆ ก่อนจะเปิดโทรศัพท์ของเขาและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด
“ผี?” ซูโม่ไม่แน่ใจว่าตัวเองฟังผิดหรือเปล่า เขาโน้มตัวมองหน้าจอของเกาหมิงด้วยความอยากรู้
บนหน้าจอ จากกล้องเผยให้เห็นเกาหมิงที่เพิ่งกลับถึงบ้านหลังเหนื่อยทั้งวัน เขากำลังคุยโทรศัพท์ ทันใดนั้นร่างกายกลับแข็งทื่อ มือเท้าชักเกร็ง ก่อนที่เขาจะเริ่มโบกมือไปมาในอากาศ ใบหน้าของเกาหมิงดูดุร้ายอย่างยิ่ง!
เห็นดังนั้น สีหน้าของซูโม่เริ่มเปลี่ยนไป มือเริ่มสั่นไม่หยุด คนตรงหน้าเขา... ดูยังกับโดนของ!
จู่ ๆ ไฟทางเดินดับลง เหลือเพียงแสงหน้าจอโทรศัพท์ที่ส่องแสงเย็นซีดสะท้อนใบหน้าเกาหมิง
ทั้งสองสบตากันนิ่ง
“……”
“……!!!?”
“พพพี่... อย่ามองผมแบบนั้นสิ ผมเกือบจะช็อคตายแล้ว” ซูโม่แทบจะร้องไห้ “ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแถวนี้ เพิ่งรับงานส่งอาหารครั้งแรก ถ้ามีอะไรที่ผมทำไม่ดี พี่อย่าถือสาผมเลยนะครับ”
“ไม่ต้องกลัวขนาดนั้น พี่เป็นคนปกติ”
‘คนปกติที่ไหนจะย้ำว่าตัวเองเป็ยคนปกติกันเล่า!’
ซูโม่กลัวจนหน้าซีด เขาเคยได้ยินข่าวลือว่าอพาร์ตเมนต์ลี่จิ่งมีฮวงจุ้ยไม่ดี เคยเกิดคดีฆาตกรรมหลายครั้ง วันนี้ได้มาเห็นกับตา เขาถึงได้รู้ว่าคำรำลือนั้นไม่เกินจริงเลย
โดยที่ไม่รอให้เกาหมิงได้อธิบายชายหนุ่มก็วางข้าวและเงินลงแล้ววิ่งลงไปชั้นล่างในทันที
“เด็กสมัยนี้ขี้อายกันขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เกาหมิงเก็บข้าวกับเงินกลับเข้าบ้าน นั่งลงพลางคิดทบทวนสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
‘ดูเหมือนการโทรหาพ่อแม่จะกระตุ้นรูปถ่ายขึ้นมา’
‘ถึงจะดูน่ากลัว... แต่ถ้าใช้ให้ถูกเวลา มันอาจกลายเป็นไพ่ตายได้เหมือนกัน’
ภาพหนึ่งแวบขึ้นในหัวของเขา ตอนที่เขาและจ้าวซีเผชิญหน้ากันในห้องนั้น อยู่ดี ๆ พ่อแม่ถือเค้กเดินเข้ามาทีละคน…
…