- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 14 โซ่เส้นแรก
บทที่ 14 โซ่เส้นแรก
บทที่ 14 โซ่เส้นแรก
โทรศัพท์ของจ้าวซีหลุดออกจากบาดแผล ล่วงลงมาท่ามกลางสายฝน
จากความสูงห้าชั้น โทรศัพท์แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ พังจนไม่เหลือชิ้นดี
เศษเสี้ยวชีวิตที่จ้าวซีบันทึกไว้ คำพูดเบา ๆ ที่เขากระซิบให้กับตัวเองในช่วงเวลาที่โดดเดี่ยว ทั้งแรงบรรดาลใจและความอิจฉา แม้แต่ความมืดมนที่สุดความคิดที่เขาเก็บงำไว้ลึก ๆ ภายใน ทั้งหมดล้วนสลายหายไปท่ามกลางสายฝน
เสื้อผ้าของเกาหมิงเปียกโชกไปหมด หลังได้ยินเสียงโทรศัพท์ตกกระแทกพื้น เขาก็เริ่มปีนขึ้นทันที
เจ้าหน้าที่สอบสวนกับครูเหยาโดนฝนซัดเปียกเช่นกัน ทั้งสองใช้แรงทั้งหมดที่มีช่วยกันดึงเกาหมิงขึ้นมา
“บ้าเอ้ย! คุณนี่มันบ้าจริง ๆ จับไว้ให้แน่น ๆ”
“ระวังด้วยเสี่ยวเกาเธอยังต้องผ่านชั้นห้า!”
เกาหมิงกำมือแน่นรอบเชือก เขาทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้า นับได้ว่าจ้าวซีเป็นผู้ทำลายโทรศัพท์ด้วยตัวของเขาเองแล้ว
เมื่อปีนกลับมาถึงระเบียงชั้นห้า จ้าวซีก็ยืนอยู่ตรงนั้นมองเกาหมิงด้วยสายตาเลื่อนลอย สีหน่าของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม ความเย็นชาและความว่างเปล่าถูกแทนที่ด้วยความสับสนและเจ็บปวด
ครอบครัว เพื่อนบ้าน ทำให้เขาเจ็บปวด หมดหนทาง จนไม่สามารถมองเห็นเส้นทางข้างหน้าได้ สุดท้ายทุกอย่างได้นำพาเขามาสู่ขอบเหว
ถึงแม้เขาจะตายแล้ว สุดท้ายก็ยังไม่มีใครสนใจเขาอยู่ดี ขนาดเขาตายทุกคนก็ยังบ่นว่า ทำไมเขาถึงไม่ไปตายให้ไกลกว่านี้ เพราะกลัวว่าราคาห้องจะตกลง
ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขาได้พบกับผู้คนมากมาย แต่ทุกคนก็เลือกที่จะผลักเขาเข้าใกล้ขอบเหวมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้บางคนจะไม่ได้ตั้งใจ
มีเพียงเกาหมิงเท่านั้นที่แตกต่าง
วิดีโอในโทรศัพท์ได้แสดงถึงความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ของจ้าวซี ความอาฆาตพยาบาทที่ชายผู้ซื่อสัตย์เก็บงำไว้ แต่ตอนนี้กลับถูกทำลายด้วยตัวของเขาเองแล้ว
เงาดำหนาทึบแผ่ซ่านออกจากร่างของเขา มันเหมือนเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างโลกที่ไม่อาจอธิบายได้ กับตัวจ้าวซีเอง หรือบางที...อาจเป็นพลังงานพิเศษบางอย่าง
จ้าวซีเงยหน้ามองไปรอบๆห้อง นี่เป็นห้องของเขเอง ในคืนนั้นที่ฝนตก เขาก็เคยยืนอยู่ตรงนั้น…อยู่นานมาก…
ร่างของเกาหมิงค่อยๆถูกเชือกดึงขึ้นมา เขาจ้องมองจ้าวซี หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงตัดสินใจครั้งสำคัญ
รองเท้าของเขาเหยียบลงบนขอบหน้าต่าง เกาหมิงปรับสมดุลร่างกายก่อนปล่อยเชือกแล้วกระโดดกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง
ครูเหยากับเจ้าหน้าที่สอบสวนที่อยู่ข้างบนถึงกับอ้าปากค้าง ครูเหยาที่ไม่เคยพูดคำหยาบมานาน 30 ปี ถึงกับเผลอสบถออกมาทันที
“ห่าเอ๊ย!! ทำไมยังกลับเข้าไปอีก!”
“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคนกล้ากระโดดไปมาแบบนี้” นักสืบถึงแม้จะหมดแรงแล้วแต่ก็ยังอดทนไว้ไม่กล้าปล่อยเชือก โดยเกรงว่าเกาหมิงจะกระโดดออกมาอีกครั้ง!
เกาหมิงได้ยินเสียงของทั้งคู่ แต่เขาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน และก้าวเข้าหาจ้าวซีทีละก้าว
“ตั้งแต่เด็กพี่ก็อดทนมาตลอด กลัวจะทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ถึงแม้ชีวิตจะเจอเจออุปสรรคซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พี่ก็จะลุกขึ้นสู้เสมอ” เกาหมิงหยุดอยู่ตรงหน้า “ผมจะทำให้ทุกคนรู้ว่าพี่ต้องทนกับอะไรบ้าง ดังนั้นผมจะเป็นครอบครัวที่แท้จริงให้พี่เอง”
เกาหมิงอ้าแขนออกสวมกอดจ้าวซีอย่างอ่อนโยน โดยเสนอคำพูดแสดงความเห็นอกเห็นใจว่า “พี่อดทนมามากพอแล้ว”
ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด สิ่งที่ผู้คนต้องการไม่ใช่การปลอบโยน แต่เป็นอ้อมกอดจากครอบครัว
ขณะที่ร่างกายของพวกเขาแนบชิดกันอย่างเชื่องช้า
เสียงกระดูกเสียดกันดังเบา ๆ คอของจ้าวซีที่บิดงอกลับไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ราวกับไม่คุ้นกับการถูกกอด
ขณะจ้าวซีถอยหลัง เงาดำที่แผ่ออกมาจากร่างเริ่มรวมตัวพุ่งเข้าหาเกาหมิง!
แต่กลับไม่สามารถแทรกเข้าไปในร่างกายของเขาได้ ดังนั้นพวกมันจึงรวมตัวกันบนผิวหนังเคลื่อนไหวไปตามร่างกายเหมือนโซ่เส้นเล็ก ๆ ที่มีชีวิตกำลังไหลไปมา
เกาหมิงแตะมันเบา ๆ สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด และสิ้นหวังในตัวพวกมัน เงาดำเหล่านี้หลอมรวมจากความทรงจำอันแสนเจ็บปวดของจ้าวซี
เกาหมิงมีอาการเจ็บปวดรุนแรงที่แขนทำให้หายใจลำบาก เกาหมิงพยายามคว้าโซ่ไว้ เขามีลางสังหรณ์บางอย่าง ราวกับว่าตราบเท่าที่เขาจับโซ่ไว้ เขาจะได้รับพลังบางอย่างที่เหมือนจ้าวซี แต่ในขณะเดียวกัน จ้าวซีก็อาจหายไปตลอดกาล
จ้าวซีมองเกาหมิงอย่างเงียบงัน เมื่อเงาดำเหล่านั้นค่อย ๆ หายไป แผลบนร่างและแววตาของเขาก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ ทว่าร่างกายกลับเริ่มเลือนหายทีละน้อย เหมือนว่าทันทีที่เขาสลายไปหมดสิ้น โซ่สีดำบนตัวเกาหมิงก็จะสมบูรณ์
“พี่จ้าว...ทุกคำที่ผมพูดเมื่อกี้ล้วนเป็นความจริง ผมจะพาพี่ไปเจอครอบครัวคนอื่น ๆ ด้วย” เสียงของเกาหมิงสั่นจากความเจ็บปวด เขากัดฟันกดแขนที่สั่นไม่หยุดไว้แน่น
จ้าวซีกำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสุดท้ายเช่นกัน เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นค่อย ๆ บิดคอมองตรงไปที่กระจกบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น กระจกสะท้อนภาพโลกที่กลับหัวกลับหาง แต่ไม่สามารถสะท้อนภาพตัวของเขาได้
มือที่เต็มไปด้วยรอยด้านและบาดแผลขยับขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ในกระจกนั้น ก็ยังไม่ปรากฏเงาของจ้าวซี
ร่างที่แตกสลายดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง จ้าวซีหันกลับมาอย่างเงียบ ๆ เขาไม่ได้กระโดดลงจากอาคารด้วยชีวิตของเขาอีกต่อไป แต่เลือกหันหลังเดินกลับ
เพื่อนบ้านที่เขารู้จักในกลุ่มแชท ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา ตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งตึกมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น
จ้าวซีเดินลงบันไดทีละก้าว เงามืดที่ปกคลุมอาคารอพาร์ตเมนต์ค่อย ๆ จากหายไปตามการเดินของเขา อุณหภูมิค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามทางที่เขาผ่าน
“พี่จ้าว! ผมไม่ได้หลอกพี่นะ!”
เห็นจ้าวซีกำลังจะจากไป เกาหมิงรีบไล่ตามออกมา เมื่อได้ยินเสียงของเขา เจ้าหน้าที่สอบสวนกับครูเหยาก็รีบวิ่งออกจากห้องเช่นกัน
“จ้าวซีไปแล้วเหรอ?” ครูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างตกใจเล็กน้อย ส่วนเจ้าหน้าที่สอบสวนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นกลับมีสีหน้าตกตะลึงสุดขีด
“คุณทำได้อย่างไงกัน! เร็วเข้า! บอกผมมา เดี๋ยว ผมขอจดบันทึกมันไว้! พวกเราแก้ไขเหตุการณ์ผิดปกติได้ก่อนรุ่งสาง! นี่เป็นปาฏิหาริย์!” นักสืบคว้ามือทั้งสองข้างของเกาหมิงด้วยความตื่นเต้น
“แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังต้องการการปลอบใจ ผมแค่อยากให้เจ้าซีมีครอบครัว แต่สุดท้ายเขาก็ยังจากไป” เกาหมิงเห็นอีกฝ่ายเริ่มจดบันทึกอย่างเมามัน เขาก็รีบห้ามไว้ “อย่าบันทึกอะไรแบบสุ่มสี่สุ่มห้า! ผมกับจ้าวซีรู้จักกันมานานหลายปีแล้ว นั่นคือเหตุผลที่ผมเข้าใจถึงปัญหาและแก้ไขมันได้ สิ่งที่ผมทำลงไปไม่สามารถเลียนแบบได้”
“น่าทึ่งมาก! น่าทึ่งจริง ๆ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมเห็นคุณ ผมก็รับรู้ได้เลยว่าคุณพิเศษกว่าใคร!” เจ้าหน้าที่สอบสวนพูดพร้อมบีบมือแน่นกว่าเดิม
“ตลกแล้ว คุณแทบไม่ได้เหลือบมองผมด้วยซ้ำ”
“นั่นไม่สำคัญ!” อีกฝ่ายพูดอย่างจริงใจ “หากคุณสนใจ คุณสามารถเข้าร่วมสำนักงานสอบสวนของเราได้! ฉันจะเป็นผู้แนะนำให้คุณเอง!”
“ถ้าผมหางานทำไม่ได้ก็อาจจะเก็บไว้พิจารณา” เกาหมิงชี้ไปที่ห้องของจ้าวซี “ในห้องของเขาน่าจะมีเบาะแสบางอย่าง คุณเข้าไปหามันได้เลย”
หลังจากเจ้าหน้าที่ออกไปแล้ว เกาหมิงก็รีบวิ่งไล่ตามจ้าวซีลงไปชั้นล่างและหวังว่าจะได้รับรางวัลเมื่อจบเกม
เมื่อลงมาถึงชั้นหนึ่ง เกาหมิงพบว่าจ้าวซีจากไปแล้ว เงามืดรอยตึกค่อย ๆ สลาย เหลือเพียงภาพถ่ายขาวดำ ถูกวางไว้บนพื้นตรงทางเข้าอาคาร
ขณะที่เกาหมิงกำลังจะหยิบมันขึ้นมา จู่ ๆ ครูเหยาที่อยู่ข้าง ๆ ก็ส่งเสียงอุทานออกมา
“เกิดอะไรขึ้น?”
ภายใต้การจ้องมองของเกาหมิง ครูเหยายกมือขึ้น ร่างของเขาเริ่มจางหายไปพร้อมกับเงา
“ฉัน... เหมือนจะออกไปจากที่นี่ไม่ได้แล้ว”
“ครูเหยา!”
อุณหภูมิในอาคารค่อย ๆ อุ่นขึ้นอีกครั้ง แสงไฟในบันไดกระพริบ แล้วร่างของครูเหยาก็ละลายไปกับเงามืด
เมื่อไฟกลับมาติดอีกครั้ง ครูเหยาก็หายตัวไปแล้วและเหลือเพียงภาพถ่ายขาวดำที่ยังคงอยู่
เกาหมิงเก็บรูปทั้งสองใบขึ้นมา
รูปของครูเหยาดูเรียบง่าย ด้านหน้าเป็นภาพเขายิ้มอย่างเหนื่อยอ่อน ส่วนด้านหลังมีลายมือของเด็กเขียนไว้เบี้ยว ๆ ว่า
ภาพถ่ายสมาชิกภายในครอบครัว
ฉันได้ยินเสียงภายในของตัวเอง แทนที่จะนอนรอความตายอย่างหมดอิสรภาพและศักดิ์ศรี ฉันอยากสัมผัสความรู้สึกของการ ‘มีชีวิต’ อีกครั้ง
ในความเป็นจริง ครูเหยาป่วยหนักและไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้ ในโลกที่ปกคลุมไปด้วยเงามืด ดูเหมือนว่าเขาจะฟื้นความรู้สึกของการมีชีวิตกลับมาอีกครั้ง
“นี่เป็นการตัดสินใจของครูเหยาจริง ๆ งั้นเหรอ?”
เกาหมิงหยิบรูปใบที่สองออกมา ภาพนั้นคือจ้าวซีที่ตกจากระเบียง ในขณะที่เกาหมิงยื่นมือออกไปคว้าไว้
ในรูปนั้น มีเพียงเกาหมิงที่ยังคงมีสี ส่วนแขนที่เขาจับจ้าวซีไว้กลับพันไปด้วยโซ่สีดำที่ดูราวกับเลือด
ภาพถ่ายสมาชิกภายในครอบครัว
สายสัมพันธ์ของครอบครัวคือคำมั่น ความรับผิดชอบ สิทธิ และการควบคุม ฉันยินดีจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของนาย ขอแค่นายช่วยให้คนอื่นได้รับรู้ถึงความทุกข์ของฉันด้วย