เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 โซ่เส้นแรก

บทที่ 14 โซ่เส้นแรก

บทที่ 14 โซ่เส้นแรก


โทรศัพท์ของจ้าวซีหลุดออกจากบาดแผล ล่วงลงมาท่ามกลางสายฝน

จากความสูงห้าชั้น โทรศัพท์แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ พังจนไม่เหลือชิ้นดี

เศษเสี้ยวชีวิตที่จ้าวซีบันทึกไว้ คำพูดเบา ๆ ที่เขากระซิบให้กับตัวเองในช่วงเวลาที่โดดเดี่ยว ทั้งแรงบรรดาลใจและความอิจฉา แม้แต่ความมืดมนที่สุดความคิดที่เขาเก็บงำไว้ลึก ๆ ภายใน ทั้งหมดล้วนสลายหายไปท่ามกลางสายฝน

เสื้อผ้าของเกาหมิงเปียกโชกไปหมด หลังได้ยินเสียงโทรศัพท์ตกกระแทกพื้น เขาก็เริ่มปีนขึ้นทันที

เจ้าหน้าที่สอบสวนกับครูเหยาโดนฝนซัดเปียกเช่นกัน ทั้งสองใช้แรงทั้งหมดที่มีช่วยกันดึงเกาหมิงขึ้นมา

“บ้าเอ้ย! คุณนี่มันบ้าจริง ๆ จับไว้ให้แน่น ๆ”

“ระวังด้วยเสี่ยวเกาเธอยังต้องผ่านชั้นห้า!”

เกาหมิงกำมือแน่นรอบเชือก เขาทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้แล้า นับได้ว่าจ้าวซีเป็นผู้ทำลายโทรศัพท์ด้วยตัวของเขาเองแล้ว

เมื่อปีนกลับมาถึงระเบียงชั้นห้า จ้าวซีก็ยืนอยู่ตรงนั้นมองเกาหมิงด้วยสายตาเลื่อนลอย สีหน่าของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม ความเย็นชาและความว่างเปล่าถูกแทนที่ด้วยความสับสนและเจ็บปวด

ครอบครัว เพื่อนบ้าน ทำให้เขาเจ็บปวด หมดหนทาง จนไม่สามารถมองเห็นเส้นทางข้างหน้าได้ สุดท้ายทุกอย่างได้นำพาเขามาสู่ขอบเหว

ถึงแม้เขาจะตายแล้ว สุดท้ายก็ยังไม่มีใครสนใจเขาอยู่ดี ขนาดเขาตายทุกคนก็ยังบ่นว่า ทำไมเขาถึงไม่ไปตายให้ไกลกว่านี้ เพราะกลัวว่าราคาห้องจะตกลง

ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขาได้พบกับผู้คนมากมาย แต่ทุกคนก็เลือกที่จะผลักเขาเข้าใกล้ขอบเหวมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้บางคนจะไม่ได้ตั้งใจ

มีเพียงเกาหมิงเท่านั้นที่แตกต่าง

วิดีโอในโทรศัพท์ได้แสดงถึงความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ของจ้าวซี ความอาฆาตพยาบาทที่ชายผู้ซื่อสัตย์เก็บงำไว้ แต่ตอนนี้กลับถูกทำลายด้วยตัวของเขาเองแล้ว

เงาดำหนาทึบแผ่ซ่านออกจากร่างของเขา มันเหมือนเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างโลกที่ไม่อาจอธิบายได้ กับตัวจ้าวซีเอง หรือบางที...อาจเป็นพลังงานพิเศษบางอย่าง

จ้าวซีเงยหน้ามองไปรอบๆห้อง นี่เป็นห้องของเขเอง ในคืนนั้นที่ฝนตก เขาก็เคยยืนอยู่ตรงนั้น…อยู่นานมาก…

ร่างของเกาหมิงค่อยๆถูกเชือกดึงขึ้นมา เขาจ้องมองจ้าวซี หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงตัดสินใจครั้งสำคัญ

รองเท้าของเขาเหยียบลงบนขอบหน้าต่าง เกาหมิงปรับสมดุลร่างกายก่อนปล่อยเชือกแล้วกระโดดกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง

ครูเหยากับเจ้าหน้าที่สอบสวนที่อยู่ข้างบนถึงกับอ้าปากค้าง ครูเหยาที่ไม่เคยพูดคำหยาบมานาน 30 ปี ถึงกับเผลอสบถออกมาทันที

“ห่าเอ๊ย!! ทำไมยังกลับเข้าไปอีก!”

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคนกล้ากระโดดไปมาแบบนี้” นักสืบถึงแม้จะหมดแรงแล้วแต่ก็ยังอดทนไว้ไม่กล้าปล่อยเชือก โดยเกรงว่าเกาหมิงจะกระโดดออกมาอีกครั้ง!

เกาหมิงได้ยินเสียงของทั้งคู่ แต่เขาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน และก้าวเข้าหาจ้าวซีทีละก้าว

“ตั้งแต่เด็กพี่ก็อดทนมาตลอด กลัวจะทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ถึงแม้ชีวิตจะเจอเจออุปสรรคซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พี่ก็จะลุกขึ้นสู้เสมอ” เกาหมิงหยุดอยู่ตรงหน้า “ผมจะทำให้ทุกคนรู้ว่าพี่ต้องทนกับอะไรบ้าง ดังนั้นผมจะเป็นครอบครัวที่แท้จริงให้พี่เอง”

เกาหมิงอ้าแขนออกสวมกอดจ้าวซีอย่างอ่อนโยน โดยเสนอคำพูดแสดงความเห็นอกเห็นใจว่า “พี่อดทนมามากพอแล้ว”

ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด สิ่งที่ผู้คนต้องการไม่ใช่การปลอบโยน แต่เป็นอ้อมกอดจากครอบครัว

ขณะที่ร่างกายของพวกเขาแนบชิดกันอย่างเชื่องช้า

เสียงกระดูกเสียดกันดังเบา ๆ คอของจ้าวซีที่บิดงอกลับไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ราวกับไม่คุ้นกับการถูกกอด

ขณะจ้าวซีถอยหลัง เงาดำที่แผ่ออกมาจากร่างเริ่มรวมตัวพุ่งเข้าหาเกาหมิง!

แต่กลับไม่สามารถแทรกเข้าไปในร่างกายของเขาได้ ดังนั้นพวกมันจึงรวมตัวกันบนผิวหนังเคลื่อนไหวไปตามร่างกายเหมือนโซ่เส้นเล็ก ๆ ที่มีชีวิตกำลังไหลไปมา

เกาหมิงแตะมันเบา ๆ สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด และสิ้นหวังในตัวพวกมัน เงาดำเหล่านี้หลอมรวมจากความทรงจำอันแสนเจ็บปวดของจ้าวซี

เกาหมิงมีอาการเจ็บปวดรุนแรงที่แขนทำให้หายใจลำบาก เกาหมิงพยายามคว้าโซ่ไว้ เขามีลางสังหรณ์บางอย่าง ราวกับว่าตราบเท่าที่เขาจับโซ่ไว้ เขาจะได้รับพลังบางอย่างที่เหมือนจ้าวซี แต่ในขณะเดียวกัน จ้าวซีก็อาจหายไปตลอดกาล

จ้าวซีมองเกาหมิงอย่างเงียบงัน เมื่อเงาดำเหล่านั้นค่อย ๆ หายไป แผลบนร่างและแววตาของเขาก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ ทว่าร่างกายกลับเริ่มเลือนหายทีละน้อย เหมือนว่าทันทีที่เขาสลายไปหมดสิ้น โซ่สีดำบนตัวเกาหมิงก็จะสมบูรณ์

“พี่จ้าว...ทุกคำที่ผมพูดเมื่อกี้ล้วนเป็นความจริง ผมจะพาพี่ไปเจอครอบครัวคนอื่น ๆ ด้วย” เสียงของเกาหมิงสั่นจากความเจ็บปวด เขากัดฟันกดแขนที่สั่นไม่หยุดไว้แน่น

จ้าวซีกำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสุดท้ายเช่นกัน เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นค่อย ๆ บิดคอมองตรงไปที่กระจกบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น กระจกสะท้อนภาพโลกที่กลับหัวกลับหาง แต่ไม่สามารถสะท้อนภาพตัวของเขาได้

มือที่เต็มไปด้วยรอยด้านและบาดแผลขยับขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ในกระจกนั้น ก็ยังไม่ปรากฏเงาของจ้าวซี

ร่างที่แตกสลายดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง จ้าวซีหันกลับมาอย่างเงียบ ๆ เขาไม่ได้กระโดดลงจากอาคารด้วยชีวิตของเขาอีกต่อไป แต่เลือกหันหลังเดินกลับ

เพื่อนบ้านที่เขารู้จักในกลุ่มแชท ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา ตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งตึกมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น

จ้าวซีเดินลงบันไดทีละก้าว เงามืดที่ปกคลุมอาคารอพาร์ตเมนต์ค่อย ๆ จากหายไปตามการเดินของเขา อุณหภูมิค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามทางที่เขาผ่าน

“พี่จ้าว! ผมไม่ได้หลอกพี่นะ!”

เห็นจ้าวซีกำลังจะจากไป เกาหมิงรีบไล่ตามออกมา เมื่อได้ยินเสียงของเขา เจ้าหน้าที่สอบสวนกับครูเหยาก็รีบวิ่งออกจากห้องเช่นกัน

“จ้าวซีไปแล้วเหรอ?” ครูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างตกใจเล็กน้อย ส่วนเจ้าหน้าที่สอบสวนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นกลับมีสีหน้าตกตะลึงสุดขีด

“คุณทำได้อย่างไงกัน! เร็วเข้า! บอกผมมา เดี๋ยว ผมขอจดบันทึกมันไว้! พวกเราแก้ไขเหตุการณ์ผิดปกติได้ก่อนรุ่งสาง! นี่เป็นปาฏิหาริย์!” นักสืบคว้ามือทั้งสองข้างของเกาหมิงด้วยความตื่นเต้น

“แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังต้องการการปลอบใจ ผมแค่อยากให้เจ้าซีมีครอบครัว แต่สุดท้ายเขาก็ยังจากไป” เกาหมิงเห็นอีกฝ่ายเริ่มจดบันทึกอย่างเมามัน เขาก็รีบห้ามไว้ “อย่าบันทึกอะไรแบบสุ่มสี่สุ่มห้า! ผมกับจ้าวซีรู้จักกันมานานหลายปีแล้ว นั่นคือเหตุผลที่ผมเข้าใจถึงปัญหาและแก้ไขมันได้ สิ่งที่ผมทำลงไปไม่สามารถเลียนแบบได้”

“น่าทึ่งมาก! น่าทึ่งจริง ๆ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมเห็นคุณ ผมก็รับรู้ได้เลยว่าคุณพิเศษกว่าใคร!” เจ้าหน้าที่สอบสวนพูดพร้อมบีบมือแน่นกว่าเดิม

“ตลกแล้ว คุณแทบไม่ได้เหลือบมองผมด้วยซ้ำ”

“นั่นไม่สำคัญ!” อีกฝ่ายพูดอย่างจริงใจ “หากคุณสนใจ คุณสามารถเข้าร่วมสำนักงานสอบสวนของเราได้! ฉันจะเป็นผู้แนะนำให้คุณเอง!”

“ถ้าผมหางานทำไม่ได้ก็อาจจะเก็บไว้พิจารณา” เกาหมิงชี้ไปที่ห้องของจ้าวซี “ในห้องของเขาน่าจะมีเบาะแสบางอย่าง คุณเข้าไปหามันได้เลย”

หลังจากเจ้าหน้าที่ออกไปแล้ว เกาหมิงก็รีบวิ่งไล่ตามจ้าวซีลงไปชั้นล่างและหวังว่าจะได้รับรางวัลเมื่อจบเกม

เมื่อลงมาถึงชั้นหนึ่ง เกาหมิงพบว่าจ้าวซีจากไปแล้ว เงามืดรอยตึกค่อย ๆ สลาย เหลือเพียงภาพถ่ายขาวดำ ถูกวางไว้บนพื้นตรงทางเข้าอาคาร

ขณะที่เกาหมิงกำลังจะหยิบมันขึ้นมา จู่ ๆ ครูเหยาที่อยู่ข้าง ๆ ก็ส่งเสียงอุทานออกมา

“เกิดอะไรขึ้น?”

ภายใต้การจ้องมองของเกาหมิง ครูเหยายกมือขึ้น ร่างของเขาเริ่มจางหายไปพร้อมกับเงา

“ฉัน... เหมือนจะออกไปจากที่นี่ไม่ได้แล้ว”

“ครูเหยา!”

อุณหภูมิในอาคารค่อย ๆ อุ่นขึ้นอีกครั้ง แสงไฟในบันไดกระพริบ แล้วร่างของครูเหยาก็ละลายไปกับเงามืด

เมื่อไฟกลับมาติดอีกครั้ง ครูเหยาก็หายตัวไปแล้วและเหลือเพียงภาพถ่ายขาวดำที่ยังคงอยู่

เกาหมิงเก็บรูปทั้งสองใบขึ้นมา

รูปของครูเหยาดูเรียบง่าย ด้านหน้าเป็นภาพเขายิ้มอย่างเหนื่อยอ่อน ส่วนด้านหลังมีลายมือของเด็กเขียนไว้เบี้ยว ๆ ว่า

ภาพถ่ายสมาชิกภายในครอบครัว

ฉันได้ยินเสียงภายในของตัวเอง แทนที่จะนอนรอความตายอย่างหมดอิสรภาพและศักดิ์ศรี ฉันอยากสัมผัสความรู้สึกของการ ‘มีชีวิต’ อีกครั้ง

ในความเป็นจริง ครูเหยาป่วยหนักและไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้ ในโลกที่ปกคลุมไปด้วยเงามืด ดูเหมือนว่าเขาจะฟื้นความรู้สึกของการมีชีวิตกลับมาอีกครั้ง

“นี่เป็นการตัดสินใจของครูเหยาจริง ๆ งั้นเหรอ?”

เกาหมิงหยิบรูปใบที่สองออกมา ภาพนั้นคือจ้าวซีที่ตกจากระเบียง ในขณะที่เกาหมิงยื่นมือออกไปคว้าไว้

ในรูปนั้น มีเพียงเกาหมิงที่ยังคงมีสี ส่วนแขนที่เขาจับจ้าวซีไว้กลับพันไปด้วยโซ่สีดำที่ดูราวกับเลือด

ภาพถ่ายสมาชิกภายในครอบครัว

สายสัมพันธ์ของครอบครัวคือคำมั่น ความรับผิดชอบ สิทธิ และการควบคุม ฉันยินดีจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของนาย ขอแค่นายช่วยให้คนอื่นได้รับรู้ถึงความทุกข์ของฉันด้วย

จบบทที่ บทที่ 14 โซ่เส้นแรก

คัดลอกลิงก์แล้ว