- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 13 กระโดด!
บทที่ 13 กระโดด!
บทที่ 13 กระโดด!
เมื่อได้ยินเกาหมิงพูดว่าอยากจะพูดคุยกับคนตาย ทั้งเจ้าหน้าที่สอบสวนและครูเหยา ต่างก็สงสัยว่าพวกเขาได้ยินผิดไปหรือเปล่า
ศพของชายที่กระโดดตึกฆ่าตัวตายเมื่อสามวันก่อน กำลังลากร่างที่แตกสลาย สังหารเหล่าเพื่อนบ้านผ่านวิดีโอ ความคิดที่ต้องการพูดคุยกับคนตายเช่นนี้ ช่างน่าตกใจจนอาจทำให้แวดวงด้านจิตวิทยาต้องตกตะลึกอย่างไม่ต้องสงสัย
“ห๊ะ คุณบ้าไปแล้วเหรอ?” เจ้าหน้าที่สอบสวนใช้นิ้วจิ้มแขนของเกาหมิง ปลายนิ้วยังสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิของคนเป็น “ผีก็ไม่ใช่? แต่คุณดันทำตัวประหลาดยิ่งกว่าพวกมันอีก!?”
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ถูกสลับตัวมักจะพยายามปกปิดไม่ให้ใครจับได้ แต่เกาหมิงกลับไม่แม้แต่จะเสแสร้งเลย ความตรงไปตรงมานั้นมากสะจนทำให้เพื่อนร่วมทีมยังต้องกลัว
“ถ้าเป็นวิญญาณร้ายจริง คงไม่เสียเวลามาขู่ให้พวกเรากลัวแบบนี้ ในฐานะจิตแพทย์ ผมกลับคิดว่าสิ่งที่จ้าวซีทำอยู่ คือการร้องขอความช่วยเหลือ เขาเกลียดตัวเอง ติดอยู่ในความทุกข์ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย”
แน่นอน เกาหมิงไม่ได้บอกเหตุผลที่แท้จริงออกมา
ในเกมครอบครัวเพียงหนึ่งเดียว โทรศัพท์มือถือได้สร้างโลกจำลองที่อบอุ่น และมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบให้กับตัวเอกของเกม แต่แท้จริงแล้ว ตัวเอกเป็นคนขี้เกียจและเห็นแก่ตัว โลกในเกมเป็นสิ่งที่เขาไม่มีวันได้ครอบครองในชีวิตจริง
ส่วนกรณีของจ้าวซีกลับตรงกันข้าม โทรศัพท์มือถือของเขาสร้างสิ่งที่น่ากลัว ในขณะที่ความเป็นจริง จ้าวซีเป็นคนขยัน จริงใจ และยังรู้สึกขอบคุณต่อแม่บุญธรรมอยู่เสมอ ในทำนองเดียวกัน เขาไม่มีทางทำสิ่งโหดร้ายอย่างที่ปรากฏในวิดีโอแน่นอน
ความน่าสะพรึงกลัวกำลังหลั่งไหลเข้าสู่โลกความเป็นจริง หากไม่รีบเผชิญหน้ากับเรื่องราวสยองขวัญเหล่านี้ หายนะที่ปรากฎในวิดีโออาจจะเกิดขึ้นจริงในไม่ช้า
เกาหมิงขอให้เจ้าหน้าที่สอบสวนและครูเหยาเข้าไปในห้อง 2607
“อีกไม่นานจ้าวซีก็จะปีนขึ้นมาแล้ว ผมอยากให้พวกคุณช่วยผมอย่างหนึ่ง”
“เธอต้องการอะไร?” ครูเหยาหิ้วกล่องเครื่องมือขึ้น “ฉันป่วยหนักอยู่แล้ว คงมีชีวิตได้อีกไม่นาน มีอะไรอยากให้ช่วยก็บอกมาเถอะ”
“ช่วยผมฉีกผ้าปูที่นอนกับผ้าม่านออก ม้วนเป็นเชือก แล้วหย่อนลงมาจากหน้าต่างระเบียง” เกาหมิงพูดพลางวิ่งเข้าไปในห้องนอน เริ่มลงมือทันที “พวกคุณอยู่ในห้อง 2607 ส่วนผมจะลงไปที่ห้อง 2507 ผมจะยืนรอจ้าวซีอยู่ที่ระเบียงเพื่อพูดคุยกับเขา”
เจ้าหน้าที่คัดค้าน “ผีพวกนี้ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกหรอก คุณกำลังเอาชีวิตตัวเองไปทิ้ง!” แม้ว่าเขาจะดูน่ากลัวแต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนดี เขายอมรับความกล้าหาญของเกาหมิง แต่ก็กังวลเรื่องความปลอดภัยของเกาหมิงเช่นกัน
“ผมจะรออยู่ตรงหน้าต่าง ถ้าหากผมพลาด พวกคุณช่วยดึงเชือกขึ้นมาก็พอ” เกาหมิงก้มหน้าฉีกผ้า มือขยับอย่างคล่องแคล่วราวกับเคยทำมาก่อน
“ให้ฉันไปแทนเถอะ” ครูเหยาแกะกระดุมเสื้อ เผยให้เห็นเส้นเลือดที่เต้นอยู่บริเวณหน้าอกและท้องอย่างน่ากลัว “ฉันมีชีวิตอยู่มานานพอแล้ว ส่วนเธอ เธอยังเด็กมากเกินไป ให้ฉันไปแทนเถอะ”
เกาหมิงโต้กลับโดยเน้นย้ำถึงความเป็นมืออาชีพของเขา “ผมเป็นจิตแพทย์ที่มีใบอนุญาต ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะ” โดยที่คนอื่นไม่รู้ เกาหมิงมียังมีแผนการอื่นอีกถ้าอยากได้ตอนจบที่ดี เขาต้องทำให้จ้าวซีทำลายโทรศัพท์ของตัวเอง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการหลุดพ้นจากโซ่ตรวนที่เขาพันไว้กับตัวเอง
เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้สำหรับคนปกติที่จะคุยกับผี เกาหมิงจึงคิดแผนที่บ้าระห่ำขึ้นมา
ตอนที่จ้าวซีฆ่าหวงหมิงหมิง เขาเลือกวิธี กระโดดตึกพร้อมกัน คราวนี้เกาหมิงก็ตั้งใจจะลองวิธีเดียวกัน
เมื่อถักเชือกเสร็จ เขาก็โยนปลายลงจากระเบียงห้อง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหา ก่อนจะออกจากห้องไปเพียงลำพัง
เกาหมิงผลักเปิดประตูห้อง 2507 อย่างระมัดระวัง แต่ยังไม่ได้เข้าไป
เสียงลากเนื้อดังมาจากด้านล่าง ภาพน่าสะอิดสะเอียนมากมายแวบเข้ามาในหัว ร่างที่บิดงอกำลังปีนขึ้นมาใกล้ถึงชั้นห้า
“รู้สึกตื่นเต้นแปลก ๆ แฮะ” เขาพึมพำเบาๆ
ด้วยไฟแช็กในมือ เกาหมิงจุดบุหรี่ เปลวไฟตัดผ่านความมืดขณะที่เขานั่งบนบันได
ศพคลานผ่านขั้นบันได วิญญาณที่ตายแล้วค่อย ๆ เข้าหาคนเป็น เมื่อได้ยินเสียงกระดูกที่เสียดสีกับพื้น เกาหมิงก็มุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่มุมบันได
‘ไม่นานนี้พ่อแม่ก็มาเซอร์ไพรส์เราทุกคืน แถมเพื่อนร่วมงานก็ยังฉลาด ถึงขั้นฆ่าคนแปดคนได้ภายในสามวัน ตอนนี้ก็เหลือแต่เพื่อนบ้านที่แสนดี ชีวิตแบบนี้ค่อนข้างน่าพอใจจริงๆ!’
เส้นผมที่เปื้อนเลือดแนบกับพื้น ใบหน้าที่แตกยับของจ้าวซีค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาระหว่างชั้นสี่กับชั้นห้า
“มาแล้วสินะ?”
เกาหมิงไม่ได้หนีเหมือนเสี่ยวชิว หรือคลั่งจนขาดสติอย่างหวงหมิงหมิง
ในสายตาของเขา จ้าวซียังคงเป็นพี่จ้าว คนซื่อจากวันวาน
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
เกาหมิงลุกขึ้น เดินตรงไปยังห้อง 2507 เปิดประตูให้ และกดสวิตช์ไฟในห้องนั่งเล่น
“พี่จ้าว ผมมักจะคุยกับพี่ในช่วงสุดสัปดาร์เสมอ สิ่งที่ผมรู้สึกเสียใจมากที่สุดในตอนนี้คือการไม่ได้คุยกับพี่ให้เร็วกว่านี้ ผมหวังว่าจะช่วยพี่หลังจากที่ผมลาออกจากงานและมีเวลามากขึ้น แต่ก็ไม่ทันแล้ว”
เกาหมิงเดินไปข้างหน้า ร่างที่บิดเบี้ยวค่อย ๆ คลานมาหาเขา
“แม่บุญธรรมมอบความรักทั้งหมดให้กับลูกชายแท้ ๆ น้องสะใภ้ของพี่ก็มองว่าพี่เป็นเพียงเครื่องมือหาเงิน เพื่อนบ้านคนอื่นก็ต่างพูดจาลับหลัง ไม่พอยังจงใจใส่ร้ายว่าเป็นโขมยเพียงเพราะเห็นว่าพี่เป็นคนซื่อสัตย์เกินไป”
เกาหมิงมองไปยังกระจกในห้องนั่งเล่น ตั้งแต่ตอนเข้าเกมครั้งแรก เขาก็สังเกตเห็นมันแล้ว ภาพในกระจกบานนั้นสะท้อนโลกที่กลับหัวกลับหาง
“พี่มักพยายามมองโลกในแง่ดีและทำตัวเข้มแข็งเสมอ แต่หัวใจของพี่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด พี่เป็นกระดูกสันหลังของครอบครัว แต่ไม่มีใครในครอบครัวใส่ใจความรู้สึกของพี่จริง ๆ
พี่มักจะบอกผมเกี่ยวกับความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต แต่ในความเป็นจริง พี่มีชีวิตที่แย่มาก โลกที่พี่คาดหวังกลับตาลปัตร พี่ทำงานหนักเพื่อเปลี่ยนแปลง แต่ยิ่งพี่พยายามมากเท่าไร ก็ยิ่งสิ้นหวังมากขึ้นเท่านั้น”
หัวของจ้าวซีถูกลากไปตามไหล่ คอที่หักหมุนได้ร้อยแปดสิบองศา เขาคลานอยู่บนพื้น ใบหน้าของเขากลับหัวกลับหางขณะที่มองขึ้นมาที่เกาหมิง
ความกลัวคือสัญชาตญาณของมนุษย์ เกาหมิงเองก็อดไม่ได้ที่ร่างจะสั่นเทา เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ แต่น้ำเสียงยังคงสงบ
“พี่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ความเจ็บปวดที่พี่ได้รับเกิดจากคนอื่น ผมไม่มีทธิ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตของใคร ไม่ต้องพูดถึงการให้พี่หยุดความคิดแก้แค้น ผมแค่อยากให้พี่มีความสุขมากขึ้นอีกหน่อย คนจิตใจดีสมควรได้รับความสุข และพี่สมควรได้รับสิ่งนั้นมากกว่าใคร ครอบครัวที่สามารถเข้าใจพี่ได้”
ถึงแม้เกาหมิงจะเตรียมจิตใจไว้ล่วงหน้าแค่ไหน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับร่างกายที่แตกหักและสยดสยองของจ้าวซีในระยะใกล้ เขาก็ยังคงรู้สึกหวาดกลัวอย่างอธิบายไม่ได้ รู้สึกได้ว่าเขายังคงอ่อนแอเกินไป
เกาหมิงค่อย ๆ ถอยหลัง เขาเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับร่างกายที่บิดเบี้ยวของจ้าวซีในระยะใกล้ ก็ยังอดรู้สึกถึงความกลัวไม่ได้ เขารู้ตัวดีว่า...ตัวเองยังอ่อนแอเกินไป
แผ่นหลังสัมผัสกับหน้าต่างระเบียง สายฟ้าแลบวาบไปทั่ว เน้นฉากที่น่าขนลุกระหว่างทั้งสอง
เกาหมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ แล้วพูดอย่างจริงใจว่า “พี่โหยหาครอบครัวที่เข้าใจพี่และไม่ทอดทิ้งพี่ งั้นให้ผม...เป็นครอบครัวของพี่ดีไหม”
สียงฟ้าร้องกึกก้อง ฝนซัดกระจกดังสนั่น เจ้าหน้าที่สอบสวนกับครูเหยากำเชือกแน่น ทั้งคู่ได้ยินคำพูดนั้นลาง ๆ แล้วสบตากันด้วยสีหน้าตกตะลึง
คราบเลือดบนเสื้อผ้าทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาวในห้องนั่งเล่น จ้าวซีกำลังจะปีนขึ้นไปที่ระเบียง ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากใบหน้าของเกาหมิงเพียงไม่กี่นิ้ว
“ผมไม่ได้พยายามโกหกเพื่อเอาตัวรอด และไม่ได้หาข้อแก้ตัวเพื่อจะหลบหนี พวกเราเคยคุยกันหลายครั้งแล้ว และพี่รู้ว่าผมเป็นคนแบบไหน ผมอยากช่วยพี่จริง ๆ” เเกาหมิงพูดพลางหยิบโทรศัพท์ของจ้าวซีขึ้นมา นิ้วแตะไปที่หน้าจอ “ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่สวยงามในวิดีโอ หรือการทำให้พวกเพื่อนบ้านได้รับผลตอบแทนที่สมควร ผมช่วยพี่ได้ทั้งหมดเลย โทรศัพท์นี่มันก็แค่ภาพลวงตา แต่เราสามารถเปลี่ยนความจริงด้วยมือของเราเอง!”
เขาไม่ถอยอีกต่อไป แต่กลับก้าวไปข้างหน้า ยื่นมือออกไป
“พี่จะเป็นครอบครัวของผม และผมจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของพี่เอง!”
ประโยคสั้น ๆ แต่ทำให้จ้าวซีหยุดคลานเป็นครั้งแรก
แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา แขนที่บิดเบี้ยวของจ้าวซี ก็ถูกยกขึ้น กระดูกถูกยืดออก
แม้ภาพตรงหน้าจะน่าสยดสยองเพียงใด เกาหมิงก็ไม่ถอย เขายืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาเต็มไปด้วยทั้งความหวาดกลัวและความคาดหวังปะปนกัน
มือที่เต็มไปด้วยบาดแผลของจ้าวซีเอื้อมมาหาเกาหมิง แต่แทนที่จะจับมือ กลับวางทับลงบนแขนของเขา
เกาหมิงรับรู้ถึงแรงบีบจากแขนนั้น เขาถอนหายใจเบา ๆ จ้าวซีดูจะสูญเสียอารมณ์ไปแล้ว เขากำลังควบคุมร่างกายของเกาหมิง และต้องการผลักเขาลงไปชั้นล่าง
ร่างกายที่น่าขนลุกของจ้าวซีกางออกเหมือนปาก เกาหมิงซึ่งถูกบังคับโดยสัญชาตญาณก็รีบถอยกลับไปบนขอบหน้าต่าง
“รีบดึงเขาขึ้นมา!” เสียงตะโกนดังมาจากครูเหยากับเจ้าหน้าที่สอบสวน เชือกสะบัดแรงท่ามกลางสายฝน
“เดี๋ยวก่อน!” เกาหมิงเอาเชือกพันข้อมือแน่น เขากัดฟันฝืนความกลัวสุดขีด จ้องไปที่ร่างของจ้าวซีที่อ้าออกเหมือนปากขนาดใหญ่
จ้าวซีซึ่งถูกเข้าใจผิดและโดดเดี่ยว จึงได้ใช้วิธีการสุดโต่งนี้ห่อหุ้มเพื่อนบ้านและบังคับให้พวกเขาตายในลักษณะเดียวกับตัวเอง
น้ำหนักของศพกดลงบนตัวเกาหมิง ค่อย ๆ ขยับเอนไปข้างหลังอย่างน่ากลัว เกาหมิงคว้าโอกาสนั้นยัดโทรศัพท์ของจ้าวซีเข้าไปในบาดแผลกลางอก
“เร็วเข้า! ดึงเขาขึ้นมา!” เสียงร้อนรนดังมาจากข้างบน
ใบหน้าของจ้าวซีอยู่ใกล้มากจนเกาหมิงสามารถมองเห็นความเจ็บปวด ความเศร้าและความมึนงงในดวงตาคู่นั้น
เลือดเนื้อยังคงรัดพันรอบตัว เกาหมิงกำลังจะถูกลากให้กระโดดลงไปพร้อมกัน ร่างของทั้งคู่เอนออกนอกหน้าต่าง
ทั้งคู่โน้มตัวไปทางหน้าต่างอย่างน่ากลัว ฝนที่ตกอย่างไม่หยุดยั้งทำให้ตัวของพวกเขาเปียกโชก
ในช่วงเวลาวิกฤตินั้น ขณะที่พวกเขาเดินโซเซจนใกล้จะล้ม เกาหมิงซึ่งอดทนมาตลอด กลับใช้แรงทั้งหมดที่มีในวินาทีสุดท้าย ผลักร่างของจ้าวซีกลับเข้าไปในห้อง!
แรงกระแทกทำให้โทรศัพท์ที่ซ่อนในบาดแผลร่วงหล่นลงพื้น
โศกนาฏกรรมถูกเขียนใหม่
จ้าวซีอยู่ในห้อง มองเกาหมิงที่ร่วงหล่นกลางสายฝนด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ
“ดึงเขาไว้!”
“โธ่เอ๊ย!”
ครูเหยากับเจ้าหน้าที่สอบสวนออกแรงสุดชีวิตดึงเชือกไว้ ร่างของเกาหมิงกระแทกกำแพงระหว่างชั้นสี่กับชั้นห้าอย่างแรง แขนข้างหนึ่งบิดงอผิดรูป ใบหน้าโดนเฉือนเป็นแผลยาว เลือดไหลพรั่งพรู แต่เกาหมิงกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย...