- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 11 ผม… คือกฎ
บทที่ 11 ผม… คือกฎ
บทที่ 11 ผม… คือกฎ
เกาหมิงจึงพอจะยืนยันได้แล้วว่าเกมไหนกันแน่ที่กลายเป็นความจริงขึ้นมา
จ้าวซีมีนิสัยแตกต่างจากชายวัยกลางคนในเกม “ครอบครัวเพียงหนึ่งเดียว” คนหนึ่งซื่อและขยัน ส่วนอีกคนกลับขี้เกียจและหม่นหมอง ถึงแม้ทั้งสองจะมีบุคลิกที่แตกต่างกัน แต่สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของพวกเขากลับคล้ายกันมาก
แม้ว่าพวกเขาจะดูเหมือนมีครอบครัวและคนที่รัก แต่ด้านหลังประตบ้าน มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ ว่าความจริงนั้นเลวร้ายแค่ไหน
นอกจากศพของจ้าวซีแล้ว เกาหมิงยังไม่เจอเพื่อนบ้านคนอื่นเลย ส่วนภาพในวิดีโออาจเป็นเพียงจินตนาการของจ้าวซี... คนที่ถูกฆ่าตายก็คือคนที่เคยดูถูกเขาทั้งสิ้น
เกาหมิงเคยได้ยินเรื่องราวของตึกสองจากปากคุณป้าคณะกรรมการชุมชนอยู่บ้าง
หวังกุ้ยเซิงที่อยู่ชั้นหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการรายย่อย หนีหนี้มาพักที่อพาร์ตเมนต์ลี่จิ่งชั่วคราว เสี่ยวชิวชั้นสองไม่มีงานทำ ข่าวลือเรื่องจ้าวซีกับน้องสะใภ้ก็แพร่ออกมาจากปากเธอนั่นเอง ส่วนฟางชูฉีชั้นสามเป็นช่างเทคนิคย่านท่าเรือเมืองเก่า ที่ขาของจ้าวซีที่พิการ...ก็เพราะช่วยชีวิตเขาไว้
อารมณ์ด้านลบเพียงอย่างเดียวอาจไม่อาจกดทับใครได้ แต่เมื่อแรงกดดันจากทุกด้านรวมเข้าหากัน และไม่มีที่ให้หลบหนี จิตใจของคน ๆ หนึ่งก็จะถูกครอบงำด้วยอารมณ์ด้านลบ สุดท้ายก็นำพาจ้าวซีไปสู่จุดจบภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ในเกม ครอบครัวเพียงหนึ่งเดียว มีตอนจบทั้งหมดสามแบบ ถ้าอยากปลดล็อกตอนจบที่ดี ต้องให้จ้าวซีทำลายมือถือด้วยมือของตัวเองเท่านั้น
ทีี่โทรศัพท์เล่นวิดีโอสยองขวัญเหล่านั้น ก็เพราะจ้าวซี อยากเห็น ภาพเหล่านั้น เกาหมิงจึงตัดสินใจเผชิญหน้ากับความกลัว ปลดปล่อยตัวเองจากอิทธิพลของโทรศัพท์เครื่องนี้ก่อน
‘เราทำเรื่องนี้คนเดียวไม่ได้’ เกาหมิงเหยียบผ่านเศษกระจกหน้าต่างที่แตกเกลื่อนพื้น มาหยุดอยู่หน้าห้อง 2707
‘ถ้าครูเหยาไม่อยู่ในห้อง และสภาพห้องแตกต่างจากในวีดีโอแชท แปลว่าครูเหยาคือผีที่มือถือสร้างขึ้นมา… ก็หมายความว่าการคาดเดาของเราถูกต้อง แต่ถ้าคุณครูเหยาอยู่ในห้องจริงๆ ก็มีสองความเป็นไปได้ หนึ่งคือการคาดเดาของเราผิด หรือสอง...คุณครูเหยาเป็น ‘คนมีชีวิต’ ที่ติดอยู่ในเกมเหมือนกัน’
เกาหมิงเคาะประตูห้อง 2707 ยังไม่ทันได้คำตอบ เสียงเอี๊ยดเบาๆ กลับดังขึ้นจากห้องข้าง ๆ
ประตูห้อง 2706 ค่อย ๆ เปิดช่องว่างขึ้น
เสียงเสียดสีของบานประตูทำให้เกาหมิงตั้งท่าปกป้องตัวเองโดยสัญชาตญาณ พร้อมจะวิ่งออกไปได้ทุกเมื่อ
“อย่าเพิ่งตกใจ… ฉันเอง”
ใบหน้าที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยแผลไหม้ปรากฏขึ้นหลังประตู นั่นคือเจ้าหน้าที่สอบสวนคนหนึ่ง เขาโบกมือเรียกเกาหมิง
“เข้ามาข้างในเร็ว อย่ายืนเฉยอยู่ตรงนั้น!”
ในสถานการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ เกาหมิงจะเชื่อคนที่โผล่มาอย่างกะทันหันได้อย่างไร เขายังคงระแวดระวัง
“ฉันรู้ว่าคุณกลัว ...แต่ตอนนี้มีแค่ฉันเท่านั้นที่ช่วยคุณได้!”
เจ้าหน้าที่สอบสวนพูดอย่างร้อนรน “พวกเราถูกลากเข้าสู่เหตุการณ์ผิดปกติ! ฉันย้ายมาจากซินลู่เพื่อตรวจสอบลักษณะนี้โดยเฉพาะ!
ฉันรู้ว่าคุณมีคำถามมากมาย แต่ทางเดินที่คุณยืนอยู่ตอนนี้อันตรายมากจริง ๆ ตอนนี้อะไรก็เกิกขึ้นได้ รีบเข้ามาเถอะ!”
ชายคนนั้นดูเหมือนไม่ได้มีเจตนาร้าย เขาคว้าแขนเกาหมิงลากเข้าไปในห้อง พอปิดประตูลงได้ก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เกาหมิงกวาดตามองทั่วห้อง ก่อนจะค่อยๆ คว้าขาเก้าอี้ที่หักอยู่ขึ้นมานั่ง
“คุณ… มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“ฉันเตือนพวกคุณแล้วให้รีบออก เห็นไหม...ตอนนี้เสียใจแล้วหรือยัง?” เจ้าหน้าที่สอบสวนเช็ดเหงื่อที่หน้าผากก่อนพูดต่อ “หลังฉันแยกกับพวกคุณ ก็ขึ้นมาชั้นบนต่อ พูดคุยกับผู้เช่าห้องแถวนี้ จากนั้นไม่นาน… เหตุการณ์ผิดปกติก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ฉันเลยซวยถูกดึงเข้ามาที่นี่”
เขาชี้ไปที่กำไลสีดำบนข้อมือที่มีไฟสีแดงกะพริบ “หลังจากถูกดึงเข้าสู่เหตุการณ์ผิดปกติ การสื่อสารทั้งหมดจะถูกบิดเบือน เราไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ อธิบาบง่าย ๆ ตอนนี้พวกเราอยู่คนละมิติกับโลกของเรา”
การสื่อสาร… ถูดตัดขาดโดยสิ้นเชิง?
เกาหมิงขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะค่อย ๆ ซีดลง
เขายังจำได้ชัดว่าในเกมก่อนหน้านั้น เขาเคยรับโทรศัพท์จากแม่! ถ้าสิ่งที่เจ้าหน้าที่สอบสวนพูดเป็นความจริง…
นั่นหมายความว่าทุกสายที่โทรมาหาเขาในเกมก่อนหน้า ล้วนเป็นพวกมัน!
หัวใจของเกาหมิงเต้นแรง เขารู้สึกหนาววาบขึ้นมาในอกทันที
พ่อแม่ของเกาหมิงอาศัยอยู่ที่เมืองซินลู่… เขาหวังว่าทั่งคู่จะไม่ได้รับผลกระทบอะไร
“คนธรรมดาส่วนมากมักรับเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอก”
เจ้าหน้าที่สอบสวนเห็นสีหน้าที่ซีดเผือดของเกาหมิงก็เอ่ยปลอบเบาๆ “ถ้านายจะกลัวก็ไม่แปลก แต่พวกเรายังมีโอกาสรอดอยู่”
เกาหมิงไม่คิดจะอธิบายอะไร เขาถามกลับ “ที่คุณพูดถึง...‘เหตุการณ์ที่ผิดปกติ’ คุณกำลังหมายถึงอะไร?”
“คือสิ่งลึกลับ พิศวง และปรากฏการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ มันเริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกที่เมืองซินลู่ แต่จู่ ๆ เมื่อครึ่งปีก่อน ทุกอย่างก็หายไป”
เจ้าหน้าที่สอบสวนตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลกับเขา
เกิดขึ้นตั้งแต่ครึ่งปีก่อน?” เกาหมิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ใช่ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก ข่าวทั้งหมดถูกปิดเงียบไว้ หลังจากนั้น เพื่อสืบหาสาเหตุของเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้น จึงได้มีการตั้งหน่วยงานลับที่ชื่อว่า สำนักงานสืบสวนภัยพิบัติเหนือธรรมชาติ ขึ้นมา”
เขาแตะที่กำไลดำบนข้อมือ พลางเปิดเผยข้อมูลแสดงตนตรงหน้าของเกาหมิง “สำนักนี้แบ่งออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายสอบสวน ฝ่ายรายงาน และฝ่ายรักษาความปลอดภัย จุดประสงค์ของเรามีเพียงหนึ่งเดียว เพื่อค้นหาต้นเหตุของภัยพิบัติทั้งหมด”
“แล้วพวกคุณ สืบพบอะไรบ้างหรือยัง?”
เกาหมิงนึกถึงท่าทีของหลี่หลินที่มีต่อเจ้าหน้าที่สอบสวน จำได้ว่าแม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับล่างสุดก็ดูเหมือนจะมีอำนาจไม่น้อยเลย
“ทุกเหตุการณ์ผิดปกติล้วนเกิดซ้ำตามรูปแบบบางอย่าง และภายในขอบเขตที่จำกัดเท่านั้น นอกจากนั้น ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนา”
เจ้าหน้าที่สอบสวนยิ้มออกมาอย่างฝืดเคืองจนดูน่าขนลุก คงตั้งใจจะปลอบใจเกาหมิง “ความน่าจะเป็นที่คนธรรมดาจะถูกดึงเข้าสู่เหตุการณ์ผิดปกติมีน้อยมาก ถือซะว่าเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก”
“คุณค่อนข้างเก่งในการปรอบใจคนนะ” เกาหมิงค่อยๆ ย่อยข้อมูลทั้งหมด เขานึกถึงอุโมงค์ที่ตัวเองผ่านตอนคืนเทศกาลสารถจีน จุดนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างเขตรอยต่อทั้งสามเมือง
เขาเริ่มสงสัย… หรือว่ามีบางสิ่งจากเมืองซินลู่หลุดเข้ามาในตัวเขาตั้งแต่ตอนนั้น
“ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว บ่นไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ท่าพวกเราระวังมากพออาจจะอยู่รอดได้ถึงตอนเช้า” เจ้าหน้าที่สอบสวนพูดพลางลูบกำไลดำที่ข้อมือให้เกาหมิงดู ข้อความปรากฏขึ้น
“เจ้าหน้าที่หลายคนในเมืองซินลู่ยอมสละชีวิต เพื่อแลกกับข้อมูลเหล่านี้ ข้อมูลพวกนี้จะช่วยให้พวกเรามีโอกาสรอด จำให้ขึ้นใจ และต้องปฏิบัติตามทุกข้ออย่างเคร่งครัด”
เกาหมิงกวาดสายตามองข้อความเหล่านั้น
ข้อที่หนึ่ง รีบหาผู้รอดชีวิตทั้งหมดโดยเร็วที่สุด และตกลงสัญญาณลับสำหรับติดต่อกันให้ชัดเจน เพราะเมื่อเหตุการณ์ผิดปกติดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อาจถูก สลับตัวได้
ข้อที่สอง อย่าเชื่อเวลาที่เห็นบนนาฬิกาเพราะมันไม่แน่นอน
ข้อที่สาม หลังเที่ยงคืน ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด ยกเว้นแต่ว่ามีของบางอย่างที่ ไม่ใช่ของคุณ ปรากฏขึ้นภายในบ้านของตัวเอง
ข้อที่สี่ ห้ามเปิดไฟโดยไม่จำเป็น
ข้อที่ห้า ห้ามฟังเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น…
ข้อที่หก….
“งั้นถ้าเราไม่ทำอะไรเลย จะอยู่รอดจนถึงเช้าได้ไหม?”
การทำตามกฎอาจช่วยให้ไม่ทำผิดพลาด… แต่เกาหมิงไม่ต้องการแค่เอาตัวรอด เขาอยากแก้ปัญหานี้ให้ถึงต้นตอ
“ดูจากกฎแล้ว ถ้าเรากลับไปนอนเฉย ๆ จะหลีกเลี่ยงปัญหาได้หมดใช่ไหม?”
เจ้าหน้าที่สอบสวนเลื่อนหน้าจอบนกำไลดำไปจนถึงข้อท้าย ๆ แล้วส่ายหัวช้า ๆ สีหน้าเคร่งเครียด
“ในข้อที่สิบเอ็ดเขียนไว้ชัด ห้ามนอน ต้องตั้งสติให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา”
“ขอบคุณสำหรับข้อมูล แต่ผมยังมีสิ่งที่ต้องทำ” เกาหมิงพูดเรียบๆ ก่อนหยิบโทรศัพท์ของจ้าวซี ส่งข้อความหาครูเหยา เขาจำเป็นต้องยืนยันบางอย่างให้แน่ชัด
“ข้อมูลที่คุณเห็นทั้งหมด...ล้วนแลกมาด้วยชีวิตของเจ้าหน้าที่จริง ๆ คุณอาจสงสัยในความถูกต้องของมันได้ แต่ห้ามเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงพิสูจน์เด็ดขาด!”
“กฎอาจตายตัว...แต่คนสามารถปรับตัวได้”
เกาหมิงเปิดประตูห้องออก มองไปยังโถงทางเดินที่มืดมิด ในใจของเขายังมีอีกครึ่งประโยคที่ไม่ได้พูดออกมา
ในฐานะนักออกแบบเกม ในอีกแง่หนึ่งแล้ว
เขาต่างหาก...คือกฎ