- หน้าแรก
- ผมเป็นนักออกแบบ เกมสยองขวัญ
- บทที่ 8 การหวนคืนของเรื่องเล่าลึกลับ
บทที่ 8 การหวนคืนของเรื่องเล่าลึกลับ
บทที่ 8 การหวนคืนของเรื่องเล่าลึกลับ
“อันตราย? อันตรายยังไง?” เมื่อเห็นเกาหมิงถามกลับด้วยความไม่ทุกข์ร้อน ทำเอาเจ้าหน้าที่สอบสวนถึงกับร้อนใจ
“คุณไม่ควรอยู่ที่นี้ถ้าคิดว่าค่าเช่าห้องนี้ถูกกว่าปกติ เพราะอดีตเจ้าของห้องพัก เพิ่งฆ่าตัวตายไปได้ไม่นาน” ใบหน้าของเจ้าหน้าที่สอบสวนเต็มไปด้วยรอยแผลจนมองไม่ออกว่าเขากำลังมีสีหน้าแบบไหน แต่จากน้ำเสียงที่เร่งร้อน ก็พอจะบ่งบอกได้ว่ามีปัญหาร้ายแรงภายในห้องนี้จริง ๆ
“ทำไม? หรือว่าการตายของพี่จ้าวไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการฆาตกรรม?”
“อย่าถามว่าทำไม!” เหงื่อไหลลงมาตามรอยแผล เจ้าหน้าที่สอบสวนชี้หน้าตัวเองด้วยเสียงสั่น “ถ้าพวกคุณไม่อยากกลายเป็นเหมือนฉัน ก็รีบย้ายออกไปซะ!”
เห็นได้ชัดว่าเขารู้อะไรบางอย่าง ซึ่งยิ่งทำให้เกาหมิงอยากรู้มากขึ้น “อย่างน้อยก็บอกเหตุผลกับพวกเราหน่อยเถอะ?”
คนปกติคงไม่เต็มใจที่จะถูกขอให้ย้ายออกกะทันหันเพราะเหตุผลเพียงเท่านี้
“ไม่ใช่แค่พวกคุณนะ แต่ทุกคนบนชั้นนี้ต้องย้ายออกชั่วคราวจนกว่าจะหาสาเหตุของความผิดปกติได้” เจ้าหน้าที่สอบสวนที่มีใบหน้าพิกลนั้นเคยเจอเกาหมิงเมื่อคืนก่อน จึงรู้ว่าเกาหมิงไม่ใช่คนที่หลอกง่าย “คุณสามารถจับฆาตกรในคืนฝนพรำได้ ฉันยอมรับว่าคุณใจถึง แต่บางอย่างก็อันตรายกว่าที่ตาเห็น และสิ่งเหล่านั้นต่างหาก...ที่เป็นต้นเหตุของคดีฆาตกรรมหลายรายในย่านท่าเรือเมืองเก่า!”
“สิ่งเหล่านั้น คุณกำลังหมายถึงอะไร?” เกาหมิงหรี่ตา มองอีกฝ่ายอย่างสนใจแทนที่จะกลัว
"ยิ่งคุณรู้มากเท่าไรก็ยิ่งอันตราย ทุกสิ่งที่ฉันพูดก็เพื่อประโยชน์ของพวกคุณเอง หวังว่าพวกคุณจะเชื่อฉันเถอะ" นักสืบกล่าวอย่างจริงใจ แต่เกาหมิงและเซวียนเหวินกลับทำท่าทีไม่ได้สนใจคำเตือนอะไรของเขาเลย "พวกคุณสองคนนี่หัวแข็งจริง ๆ ถ้าพวกคุณไม่เห็นโลงศพคงจะไม่หลั่งน้ำตาสินะ"
เกาหมิงก้มหน้าลงช้า ๆ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะร้องไห้ไหมถ้าเห็นโลงศพ แต่สำหรับเซวียนเหวิน...ต่อให้เห็น “ของจริง” อยู่ตรงหน้า ก็คงไม่ต่างอะไรจากเห็นแค่โรงแรมแคปซูล เธอไม่มีทางร้องแน่ ๆ
“ถ้าพวกคุณไม่ยอมย้ายจริง ๆ อย่างน้อยก็จำสิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ให้ขึ้นใจ” เมื่อเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่สอบสวนก็เปลี่ยนมาเตือนแทน “ทิ้งทุกอย่างที่ผู้เช่าคนก่อนใช้ไปให้หมด ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ห้ามเลียนแบบการกระทำของเขา และอย่าได้มีความรู้สึกเดียวกับที่เขาเคยมีตอนยังมีชีวิตอยู่เด็ดขาด”
“ผมเข้าใจว่าเราไม่ควรใช้สิ่งของคนตาย ...แต่ที่ว่าห้ามเลียนแบบ คุณหมายความว่ายังไง?” เกาหมิงขมวดคิ้ว “คุณคงไม่ได้หมายถึงถ้าเราเลียนแบบคนตาย แล้วพวกเขาจะกลับมา?”
เจ้าหน้าที่สอบสวนไม่ตอบหรือปฏิเสธ หลังจากพูดจบ เขาก็รีบขึ้นไปชั้นบนต่อ ดูเหมือนกำลังสืบเรื่องบางอย่างอยู่
“เจ้าหน้าที่จากเมืองซินลู่คนนี้เหมือนจะรู้อะไรพอสมควร” เซวียนเหวินก้าวเข้ามายืนด้านหลังเกาหมิงอย่างเงียบ ๆ แววตาของเธอทั้งอันตรายและน่าหลงใหล “ตอนนี้ไม่มีใครมารบกวนเราแล้ว”
เธอปิดประตูหน้า แล้วค่อย ๆ โน้มตัวเข้าหาเกาหมิง เสียงพูดของเธอนุ่มนวล “เกมที่คุณสร้างขึ้นนั้น เหมือนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สองโลกซ้อนทับกัน และคุณ...คือกุญแจที่เปิดมันก่อนเวลา สิ่งที่เราต้องทำก็ง่ายมาก แค่ใช้ชีวิตซ้ำรอยคนตาย ให้รู้สึกเหมือนเขาทุกอย่าง เพื่อกระตุ้นอารมณ์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ จากนั้น… ความหมกหมุ่น เจ็บปวด เสียใจที่ค้างอยู่ระหว่างสองโลก ก็จะย้อนกลับมาอีกครั้ง โดยมีคุณเป็นนจุดศูนย์กลาง มันจะบังคับให้เรื่องเล่าเริ่มต้นขึ้น”
“ที่คุณพูดนี่...ฟังดูคุ้นมากเลยนะ” คำเตือนของเจ้าหน้าที่สอบสวนยังดังก้องในหัวเกาหมิง “พี่สาว คุณแน่ใจนะว่าแบบนี้จะไม่เป็นปัญหา?”
เซวียนเหวินชะงักไปเล็กน้อยตอนถูกเรียกว่า พี่สาว แต่เธอก็ยังตอบอย่างใจเย็น “เมื่อเรื่องเล่าเริ่มต้นขึ้นโดยสมบูรณ์ ความกลัวจะแพร่กระจายออกไป หยั่งรากลึกในหัวใจของคนที่เคยได้ยินหรือสัมผัสเรื่องราวนี้ และมันจะค่อย ๆ กัดกินหัวใจของพวกเขา เราไม่มีทางจัดการมันได้ ดังนั้นทางเดียวคือทำให้มันเกิดก่อนเวลา แล้วฆ่ามันตั้งแต่ยังไม่ทันเติบโต ฉันรู้ว่ามันอันตราย แต่ถ้าคุณไม่ทำ ผลที่ตามมาอาจเลวร้ายกว่านี้นับร้อยเท่าในอนาคต!”
คำพูดของเซวียนเหวินฟังดูมีเหตุผล ปัจจุบัน แค่เกมธรรมดาอย่างเกมครอบครัวหรือเกมจีบสาว ก็น่ากลัวมากพอแล้ว ถ้าปล่อยให้เรื่องเล่าลึกลับพวกนั้นซึมเข้าไปในชีวิตของคนทั้งเมือง สถานการณ์ที่เกาหมิงต้องเผชิญจะเลวร้ายกว่านี้หลายเท่า
บางอย่าง… ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
“ก็ได้ งั้นผมจะลองดู”
ภายใต้คำแนะนำของเซวียนเหวิน เกาหมิงถือรูปถ่ายเปล่าใบหนึ่ง แล้วนั่งลงหน้ากระจกในห้องนั่งเล่น
ไฟทุกดวงในบ้านดับสนิท มีเพียงสี่มุมห้องที่จุดเทียนขาวไว้สี่เล่ม
แสงเทียนเต้นรำอยู่ในความมืด ฝนตกลงมาเป็นจังหวะกระทบหน้าต่าง เสียงฟ้าร้องคำราม ห้องซึ่งมีแสงจาง ๆ สว่างไสวด้วยฟ้าแลบ เกิดเป็นบรรกาศน่าขุนลุกขึ้นมา เกาหมิงปรับลมหายใจและหลับตาขณะที่พยายามคิดถึงผู้ตาย
พี่จ้าวมีชื่อเต็มว่า จ้าวซี เขาเป็นทารกที่ถูกพบในกองขยะโดยหญิงชราชั้นสาม เขาไม่เคยได้เรียนหนังสือ ตั้งแต่เล็กจนโตสวมแต่เสื้อผ้าขาด ๆ เด็กในชุมชนรวมถึงลูกชายคนที่สองของหญิงชราก็มักรังแกเขาอยู่เสมอ แต่จ้าวซีก็ไม่เคยตอบโต้
เมื่อโตขึ้น เขาทำงานเป็นกรรมกรยกของในย่านท่าเรือ หาเงินส่งให้พี่น้องได้เรียนหนังสือ ยอมลำบากเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด
ถึงชีวิตจะเหนื่อยแค่ไหน แต่จ้าวซีกลับยิ้มได้ทุกวัน ใครเดินผ่านก็มักจะทักทายอย่างร่าเริง เด็กพวกนั้นที่เคยรังแกเขา ตอนนี้ต่างก็เรียกเขาด้วยความเคารพว่าพี่จ้าว
วันเวลาผ่านไป จ้าวซีกลายเป็นคนที่อบอุ่นที่สุดในอพาร์ตเมนต์ลี่จิ่ง ถึงตัวเองจะไม่มีครอบครัว แต่ถ้าบ้านไหนมีปัญหา เขาก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเท่าที่ช่วยได้ ภายหลังน้องชายของเขาถูกจับเข้าคุก เขาเป็นคนดูแลทั้งแม่บุญธรรมและน้องสะใภ้ที่กำลังตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง
ตามเหตุผลแล้ว คนที่มองโลกในแง่ดีและเข้มแข็งแบบนี้ ไม่น่าจะคิดฆ่าตัวตายได้เลย ชาวบ้านต่างก็รู้สึกเหลือเชื่อ มีเพียงเกาหมิงเท่านั้นที่มองเห็นบางอย่างผิดปกติอยู่ก่อนแล้ว
จ้าวซีทำงานที่ใช้แรงงานหนักมาตลอดชีวิต สภาพร่างกายของเขาจึงแย่มาก หลังจากได้รับบาดเจ็บที่ขาเมื่อปีที่แล้วเขาจึงถูกเลิกจ้าง
เนื่องจากไม่มีการศึกษา ขาพิการและสุขภาพไม่ดี จึงเป็นเรื่องยากสำหรับจ้าวซีที่จะหางานทำ เมื่อต้องอยู่บ้านเฉย ๆ ก็มักจะถูกแม่บุญธรรมและน้องสะใภ้ดุด่าเสมอ
เจ้าซีรู้ตัวเสมอว่าเป็นเพียงแค่เด็กที่ถูกเก็บขึ้นมาจากกองขยะ เขาจึงโหยหาการเป็นที่ยอมรับมากกว่าใคร ๆ และปรารถนาจะมีครอบครัวที่แท้จริงเป็นของตนเอง แต่ไม่มีใครเห็นค่าของเขาเลย เขาไม่รู้จะระบายความรู้สึกอย่างไร นอกจากนั่งกอดโทรศัพท์ไว้แน่น บางทีในสายตาของเขา โทรศัพท์อาจเข้าใจเขามากกว่าคนในบ้านเสียอีก
ความร่าเริงและความเข้มแข็งที่เขาแสดงออกมา ล้วนเป็นเพียงหน้ากากที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกตัวเอง เพราะเขาไม่อยากถูกทอดทิ้งอีกครั้ง
แต่ยิ่งพยายามรักษาหน้ากากนี้ไว้ ความเจ็บปวดในใจก็ยิ่งกัดกินเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อมองไม่เห็นความหวัง ไม่มีแรงจะเปลี่ยนแปลงอะไร กลายเป็นภาระของคนอื่น…สุดท้ายเขาก็เริ่มเกลียดตัวเอง
อุณหภูมิรอบตัวค่อย ๆ ลดลง ความรู้สึกด้านลบเริ่มเอ่อล้น
เกาหมิงที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ราวกับย้อนกลับไปในคืนที่จ้าวซีฆ่าตัวตาย
ภายในห้องมืดสนิท เมฆหนาทึบปกคลุมจนไร้แสง เขาไม่มีเชือกคล้องคอ แต่กลับรู้สึกหายใจติดขัด มือทั้งสองยกขึ้นกุมลำคอตัวเอง ความรู้สึกขยะแขยงบางอย่างคืบคลานเข้ามาในใจอย่างควบคุมไม่ได้
หน้าต่างกับประตูไม่มีทางออก เขาเหมือนถูกขังอยู่ในมุมมืดที่ไม่มีใครจำได้ ที่นี่มีเพียงตัวเขา
ตัวเขาที่หมดหนทางและไร้พลังจะเปลี่ยนอะไรได้
เขานอนไม่หลับเพราะความทรงจำกำลังทรมานเขา
โลกในกระจกเริ่มบิดเบี้ยว เงามืดหลั่งไหลเข้ามาเหมือนน้ำทะเล ความเสียใจและหลงใหลแทรกซึมเข้าไปถึงส่วนลึกของจิตวิญญาณ
ความเย็นนั้นค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง เกาหมิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เทียนในห้องนั่งเล่นดับหมดแล้ว เงามืดกลืนกินทั้งห้องไปจนสิ้น!
เขาเงยหน้ามองกระจก ดวงตาหดแคบ ภายในกระจกบานนั้นสะท้อนภาพที่กลับหัวกลับหางและบิดเบี้ยวไปหมด
ปัง!
ยังไม่ทันตั้งสติ เสียงดังสนั่นก็ดังขึ้นจากชั้นล่าง เกาหมิงรีบวิ่งไปที่ระเบียง
ตรงลานกลางของอพาร์ตเมนต์ลี่จิ่ง ข้างทางขึ้นอาคารหมายเลขสอง มีร่างหนึ่งนอนแน่นิ่ง แขนขาบิดงอ คอหักงอผิดรูป ดวงตาเบิกกว้างจ้องตรงมาที่ระเบียงห้อง 2507